"เงินหนึ่งบาทอยู่กับเราก็มีค่าแค่หนึ่งบาท ถ้าเอาไปรวมกับคนอื่นหลายๆ คน
คนละหนึ่งบาทก็มีค่ามากขึ้นในการช่วยเหลือกันได้อย่างต่อเนื่อง"
จากคำกล่าวของสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจบ่งบอกถึงรูปแบบความสำเร็จของการสมทบสามประสานการพัฒนาระหว่างชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชุมชนที่กำหนดเป็นวิสัยทัศน์ของชุมชนได้ว่า โพธิ์พระยาเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม สูงล้ำเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตสดใส การศึกษาก้าวไกล ร่วมใจพัฒนา
ชุมชนโพธิ์พระยาเป็นตำบลเก่าแก่ เชื่อว่ามีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายก่อนที่จะเสียกรุงศรีอยุธยาในปีพุทธศักราช 2310 ในยุคสมัยนั้นเมืองสุพรรณบุรีเป็นเมืองหน้าด่าน ต้องคอยรองรับการยกทัพจับศึกกับพม่าอยู่เนืองๆ ประกอบกับบริเวณพื้นที่ตำบลโพธิ์พระยาเป็นเส้นทางเดินทับของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เป็นพื้นที่สำหรับพักทับและเป็นที่ฝังศพเฉลยศึก (ป่าช้า) ตรงบริเวณพื้นที่ฝังศพเฉลยศึกนี้เองที่พวกแม่ทับหรือเจ้าพระยาได้ทำการปลูกต้นโพธิ์ไว้จำนวนสี่ต้น (สี่ด้าน) เพื่อเป็นขอบขัณฑสีมาใช้เป็นเขตแดนหรือบริเวณพื้นที่ฝังศพเฉลยศึก จากการที่เจ้าพระยาเป็นผู้ปลูกต้นโพธิ์นี้จึงเรียกต้นโพธิ์นี้ว่าโพธิ์เจ้าพระยาต่อมาจึงเพี้ยนเป็นโพธิ์พระยาและเรียกหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านโพธิ์พระยา” ในสมัยนั้นมีพวกอยุธยา ลาวเวียงจันทร์ และจีนยูนาน อพยพมาจากทางเหนือเห็นว่าบ้านโพธิ์พระยานี้มีทำเลดีก็เลยตั้งถิ่นฐานอยู่ริมฝั่งแม่น้ำประกอบอาชีพค้าขาย ทำนา ทำสวน มาจนถึงปัจจุบัน
เทศบาลตำบลโพธิ์พระยา ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของอำเภอเมืองสุพรรณบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี ระยะทางห่างจากศาลากลางจังหวัดสุพรรณบุรี (ศูนย์ราชการ) ประมาณ 2.5 กิโลเมตร เทศบาลตำบลโพธิ์พระยา มีพื้นที่ 6.25 ตารางกิโลเมตร หรือ 3,828 ไร่ ครอบคลุมพื้นที่ หมู่ที่ 1,3,6 และ 7 ตำบลโพธิ์พระยา
จำนวนประชาทั้งหมด จำนวน 3,071 คน จำนวนครัวเรือน จำนวน 1,632 ครัวเรือน แบ่งเป็นชาย จำนวน 1,591 คน คิดเป็นร้อยละ 51.81 เป็นหญิง จำนวน 1,480 คน คิดเป็นร้อยละ 48.19 ความเฉลี่ยหนาแน่น 491 คน/ตารางกิโลเมตร
พัฒนาการของกองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ
ปี 2548 จากความไม่เข้าใจของคณะกรรมการอันเนื่องมาจากบทบาทหน้าที่ จึงนำปัญหามาสู่การแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมจึงเกิดการรวมตัวระหว่างชุมชน ศูนย์อนามัยที่ 4 จังหวัดราชบุรี คณะผู้บริหารท้องที่และท้องถิ่น จึงเป็นจุดเปลี่ยนจากที่เคยทำงานแบบไม่พึ่งพากันจนมีส่วนร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงเกิดการจัดตั้งกลุ่มของภาคประชาชนกับแนวคิด“ไม่ต้องมีงบประมาณก็สามารถขับเคลื่อนได้”
ปี 2549 กำหนดแผนงานร่วมกับคณะกรรมการชุมชนในการจัดทำแผนแม่บทพัฒนาเมืองน่าอยู่ชุมชนน่าอยู่แบบมีส่วนร่วมของชุมชน โดยมุ่งหวังให้เกิดการเรียนรู้ที่จะนำพาสังคมคนโพธิ์พระยาให้อยู่เย็นเป็นสุขทั้งกายใจสังคม และปัญญา สามารถดำรงชีพบนพื้นฐานของความพอดีพอประมาณ ภายใต้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ตามแนวพระราชดำรัสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายในอนาคตเป็นวิสัยทัศน์ของชุมชนได้ว่า “โพธิ์พระยาเมืองน่าอยู่ เชิดชูคุณธรรม สูงล้ำเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตสดใส การศึกษาก้าวไกล ร่วมใจพัฒนา” จึงเกิดการรวมตัวกันก่อตั้งสภาชุมชนเมืองน่าอยู่ขึ้นมาใช้ชื่อว่า “กลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจ” ให้รวมกลุ่มเป็นประชาสังคมเพื่อขับเคลื่อนแผนแม่บทพัฒนาเทศบาลตำบลโพธิ์พระยาให้น่าอยู่สู่เมืองไทยแข็งแรง
นางนพวรรณ ศรีสุวรรณ ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ เล่าว่าการก่อเกิดของกลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจเริ่มก่อตั้งจากความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรชุมชนเกิดกิจกรรมงานต่างๆ ขึ้นมามากมาย เช่น กลุ่มลิเก กลุ่มเด็ก/เยาวชน กลุ่มผลิตดอกไม้ กลุ่มน้ำหมักชีวภาพ กลุ่มกีฬาเด็กและเยาวชน กลุ่มที่สร้างชื่อเสียงให้มากที่สุดก็คือกลุ่มลิเกเด็ก/เยาวชน จึงเกิดการรวมเป็นเครือข่ายเพื่อจัดตั้งกลุ่มออมวันละบาทขึ้นมา และมีการปรึกษาถึงแนวทางพัฒนากลุ่มกองทุนสวัสดิการชุมชนในเบื้องต้นได้ปรึกษาถึงแนวทางการจัดตั้งกลุ่มออมทรัพย์ หรือร้านค้าสหกรณ์ชุมชนเพื่อส่งเสริมให้เกิดรายได้ในชุมชน จึงทำให้เกิดการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนสมาชิกกลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจเพื่อมุ่งหวังให้เกิดหลักประกันความมั่นคงบนพื้นฐานของการพึ่งตนเอง และวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 จึงได้นำร่างระเบียบข้อบังคับกองทุนที่คณะทำงานได้ทำการยกร่างมาพิจารณา และรับรองระเบียบข้อบังคับเพื่อบังคับใช้ต่อไปโดยใช้ชื่อว่า “กองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ”
นางจุรี ทองขาว ผู้แทนกองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ กล่าวถึงกระบวนการพัฒนาของกองทุน ว่า ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งแล้วว่าคนในชุมชนนำเงินมาช่วยเหลือกันซึ่งเป็นเรื่องของการทำบุญ เงินหนึ่งบาทอยู่กับเราก็มีค่าแค่หนึ่งบาทถ้าเอาไปรวมกับคนอื่นหลายๆ คน คนละหนึ่งบาทก็มีค่ามากขึ้นในการช่วยเหลือกันเองมากยิ่งขึ้น ต่อไปก็อยากเห็นการจัดสวัสดิการที่มากขึ้นเพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนอื่นเขาด้วย
ต่อมาวันที่ 1 สิงหาคม 2550 จึงเกิดการรวมตัวสร้างความเข้าใจและจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนให้กับสมาชิกกลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำชุมชน และประชาชนที่สนใจทั่วไป จากนั้นได้ทำการคัดเลือกคณะกรรมการบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชนตามระเบียบข้อบังคับที่ได้รับการรับรองจากที่ประชุม และทำการรับสมัครสมาชิกและระดมทุนในวันนั้นได้สมาชิกเริ่มก่อตั้งวันที่ 27 กรกฎาคม 2550 จำนวน 39 คน เงินสมทบ 8,161 บาท และทุนประเดิมจากกลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจจำนวน 10,000 บาท เงินกองทุนสวัสดิการ ณ วันเริ่มแรก 18,161 บาท จำนวนสมาชิกปัจจุบันรวมทั้งสิ้น 485 คน จำนวนเงินกองทุนสวัสดิการปัจจุบัน รวม 1,145,955.33 บาท จากประชากรทั้งตำบล 3,071 คน คิดเป็นร้อยละ 15.8 ซึ่งถือว่าเป็นแผนในการขยายฐานสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนในอนาคต
เรื่องของการจัดสวัสดิการในเบื้องต้นเรามีการจ่ายในเรื่องของการเกิดการป่วยและก็การตาย ซึ่งมีการดำเนินงานมาในระยะเวลาหนึ่ง ปรากฏว่าสมาชิกไม่เพิ่มขึ้น จึงเกิดการคิดแผนที่จะนำเด็กและเยาวชนเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนก็เลยเอาเรื่องของทุนการศึกษาเข้ามา แต่เดิมกลุ่มโพธิ์พระยาร่วมใจได้จัดกิจกรรมมอบทุนการศึกษาทุกปีอยู่แล้วโดยการให้คณะกรรมการชุมชนคัดเลือกเด็ก/เยาวชนเข้ามารับทุน จึงเกิดการกำหนดกติกาใหม่โดยให้เด็กที่เป็นสมาชิกกองทุนที่กำลังเรียนหรือศึกษาอยู่ในสถานศึกษาทุกคนให้ได้รับทุนการศึกษาทุนละ 500 บาททุกปีมาจนถึงปัจจุบัน
จากบทเรียนสู่แผนงานอนาคตสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ
จากบทเรียนสร้างการมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการกองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจรวมตัวกันทำงานเพื่อส่วนรวมของคนโพธิ์พระยามาได้ระยะเวลาหนึ่งนั้นพบว่า กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงาน ซึ่งคณะกรรมการต้องมีความเข้าใจและสร้างความเชื่อมั่นที่เกิดการเรียนรู้และนำข้อมูลที่ได้มาร่วมกันแก้ไขในการนำไปพัฒนากองทุน มีการประสานการทำงานร่วมกับภาคีที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้กองทุนได้รับความเชื่อถือของคนส่วนใหญ่ทั้งตำบล การที่จะทำให้กองทุนได้รับการยอมรับและเจริญเติมโตและมั่นคงเพื่อรองรับการจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกครบทุกด้านตั้งแต่เกิดจนกระทั้งตาย และขยายไปสู่สวัสดิการอื่นๆ อย่างทั่วถึง จึงจำเป็นต้องให้ได้รับความร่วมมือจากผู้บริหารเทศบาลในทุกด้านเกี่ยวกับการพัฒนาระบบการจัดสวัสดิการให้กับประชาชน และหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาหนุนเสริมกระบวนการพัฒนาคน เงิน และการบริหารจัดการ ที่เรียกว่าสามประสานการพัฒนา คือ ชุมชน ท้องถิ่น ภาครัฐ อย่างจริงใจและจริงจังต่อกัน
การที่จะทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจเป็นกองคุณที่มีคุณภาพเป็นที่ยอมรับของสมาชิกทุกคนจำเป็นต้องพัฒนาคนทำงานควบคู่ไปกับการพัฒนากองทุน นั้นคือคณะกรรมการบริหารกองทุนจะต้องทำงานด้วยความซื่อสัตย์สุจริตโปร่งใสตรวจสอบได้ ขยายฐานสมาชิกให้ครอบคลุมจำนวนประชากรทั้งเขตเทศบาลตำบลโพธิ์พระยา จัดสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกเรื่องตั้งแต่เกิดจนกระทั้งตาย รวมถึงประสานการทำงานร่วมกับภาคีอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง
ติดต่อประสานงาน : นาย วิโรจน์ ขวัญแพ เลขที่ 73 ชุมชนโพธิ์พระยาร่วมใจ หมู่ 3 เทศบาลตำบลโพธิ์พระยาร่วมใจ อำเภอเมือง จ.สุพรรณบุรี โทร. 086-8049360




