ในท่ามกลางสถานการณ์ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำลังเดินตามแผนปฏิบัติการคืนความสุข สร้างการปรองดองสมานฉันท์ ที่จะนำไปสู่การปฏิรูปในช่วงต่อไปนั้น ถ้ามองจากพื้นที่ต่างจังหวัดขึ้นมา โดยเฉพาะจังหวัดพะเยาที่เป็นบ้านเกิด และเป็นที่ที่ได้ทำงานร่วมกับพี่น้องชุมชนท้องถิ่นมายาวนาน ก็เห็นได้ว่าพี่น้องที่อยู่ร่วมกันในพื้นที่ไม่ได้มีความขัดแย้งทางการเมือง แยกสีเหมือนการเมืองในระดับชาติ เมื่ออยู่ในชุมชนท้องถิ่นคนพื้นที่ชนบทที่มีความเป็นเครือญาติ มีฐานทุนทางสังคมวัฒนธรรม เป็นสิ่งยึดโยงในการอยู่ร่วมกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “กองทุนสวัสดิการชุมชน” ที่เป็นกองบุญซึ่งทุกคนนำเงินอันน้อยนิด มาใส่ขันสลุงร่วมกัน ยามเดือดร้อน เจ็บป่วย เสียชีวิต หรือมีปัญหาอื่นๆ ก็นำมาช่วยเหลือกันได้
แม้ตัวเงินจะไม่มากหลายแห่งใช้เงินจากดอกผลของธนาคารหมู่บ้าน หรือกลุ่มออมทรัพย์ บางแห่งก็ใช้ฐานสัจจะลดรายจ่ายวันละบาทเพื่อสวัสดิการ หรือการดูแลรักษาป่าร่วมกันก็จะมีอาหารจากป่าที่ดูแลมาเป็นสวัสดิการชุมชน การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันผ่านกองทุนสวัสดิการชุมชน ที่พี่น้องชุมชนช่วยคิดช่วยกันทำ ได้ทำให้เกิดผลดีอย่างมากมาย จากฐานกองทุนสวัสดิการชุมชนที่เชื่อมโยงคนมาทำงานร่วมกัน นำไปสู่การเป็นเวทีกลางในการพูดคุยแลกเปลี่ยนทุกข์สุข เพื่อหาทางแก้ไขร่วมกัน หรือวางเป้าหมายการอยู่ร่วมกันอย่างอยู่เย็นเป็นสุขของคนในชุมชน ซึ่งภายหลังได้พัฒนามาเป็น “สภาองค์กรชุมชน”ที่มีพระราชบัญญัติรองรับเวทีปรึกษาหารือร่วมกันของชาวบ้านในชุมชนท้องถิ่น รวมทั้งได้ชักชวนหน่วยงานต่างๆที่มาทำงานในพื้นที่เข้ามาร่วมปรึกษาหารือให้งานบริการหรืองานแก้ไขปัญหาต่างๆ ของรัฐสอดคล้องกับปัญหาความต้องการของชุมชนมากขึ้น หรือหน่วยงานได้นำเอาปัญหาหรือแผนงานที่ชุมชนคิดไปวางแผนทำต่อ
ตอนนี้จังหวัดพะเยามีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลครอบคลุมทุกตำบล (อบต.หรือเทศบาล) รวม 71 กองทุน สมาชิกรวม 123,579 คน ครอบคลุมร้อยละ 25.27 ของคนในจังหวัดพะเยา เงินกองทุนรวม 112,578,513 ล้านบาท มีการจัดสวัสดิการสมาชิกโดยตรงไปแล้ว 21,434 ราย นอกนั้นเป็นสวัสดิการที่เป็นประโยชน์โดยรวมของคนทั้งตำบล เช่น การดุแลสุขภาพ การดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติ กิจกรรมผู้สูงอายุ ฯลฯ โดยที่เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเป็นฐานสำคัญในการเชื่อมโยงงานพัฒนาด้านต่างๆ ของชุมชน ในการทำงานร่วมกับหน่วยงานของรัฐ ภาคีวิชาการ ขับเคลื่อนการพัฒนาที่จะนำไปสู่การอยู่ดีมีสุขของคนพะเยา
ในช่วงที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ให้แต่ละจังหวัดจัดเวทีเพื่อสร้างความปรองดองสมานฉันท์ คณะทำงานศูนย์ประชาสัมพันธ์การสร้างความปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูปจังหวัดพะเยา ก็ได้จัดเวทีซึ่งได้ใช้ฐานกองทุนสวัสดิการชุมชน สภาองค์กรชุมชน และเครือข่ายงานพัฒนาต่างๆ จัดเวทีค้นหาปัญหาและวางแนวทางของชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้พูดคุยกันว่า “ไม่มีใครจะแก้ปัญหาให้คนพะเยาได้ และไม่มีใครจะสามารถพัฒนาจังหวัดพะเยาได้ดีเท่าคนพะเยาเอง เพราะฉะนั้นถ้าคนพะเยาไม่ลุกขึ้นมาจัดการตนเองแล้ว อนาคตลูกหลานคนพะเยาจะอยู่อย่างไร ขณะนี้เรามีกองทุนสวัสดิการชุมชนที่พี่น้องร่วมสร้าง เพื่อที่จะเป็นเครื่องมือในการจัดการ และแก้ปัญหาทุกๆเรื่องของคนพะเยา เชื่อว่าถ้าพวกเราร่วมมือร่วมใจ ไม่พยายามเอาใครออกจากวง คนพะเยาจะอยู่ดีมีสุขอย่างแน่นอน”
สวัสดิการชุมชนเป็นงานที่คิดริเริ่มจากชุมชน เมื่อทำไปช่วงหนึ่งเห็นว่าเป็นเรื่องที่ดี มีคุณค่าก็ได้ขยายการเรียนรู้ออกไปกว้างขวางขึ้น จนได้เสนอเป็นนโยบายของรัฐบาล ซึ่งได้รับการสนับสนุนเกือบจะต่อเนื่องมาทุกรัฐบาล ปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลทั่วประเทศทุกจังหวัด 5,856 กองทุน สมาชิกรวม 4.11 ล้านคน เงินกองทุนรวม 6,022.85 ล้านบาท โดยเป็นเงินที่มาจากภายในชุมชนถึงร้อยละ 64 เงินสมทบจากรัฐเพียง ร้อยละ 23 ได้มีการจัดสวัสดิการโดยตรงไปแล้วกว่า 700,000 คน
สวัสดิการชุมชนได้ทำให้คนที่ไม่ค่อยมีโอกาสได้รับสวัสดิการในระบบอื่นได้ได้มีสวัสดิการของตัวเอง ซึ่งมีสวัสดิการทั้งที่เป็นเงินและสวัสดิการที่ไม่ใช่เงินแต่เป็นน้ำใจ การดูแลช่วยเหลือเกื้อกูลกันเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศได้ตั้งเป้าหมายที่จะขยายฐานสมาชิกกองทุนสวัสดิการให้ครอบคลุมกว้างขวางขึ้น ถึง 10 ล้านคนภายในปี 2561 เพื่อให้สวัสดิการชุมชนเป็นฐานสำคัญของสังคมสวัสดิการที่ทุกภาคส่วนจะต้องร่วมกันสร้าง
แม้ว่าฐานเงินกองทุนสวัสดิการชุมชนส่วนใหญ่จะมากจากทุนภายในชุมชน แต่การสนับสนุน สมทบงบประมาณจากรัฐจะทำให้ชุมชนเกิดความเชื่อมั่น เข้าร่วมเป็นสมาชิกอย่างกว้างขวางขึ้น และได้นำเงินส่วนนี้ไปช่วยดูแลคนด้อยโอกาสได้อีกทางหนึ่ง เพราะกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นกองทุนที่อยู่ใกล้ตัว มีความยืดหยุ่น คล่องตัวในการตัดสินใจนำเงินไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับชุมชนได้ตรงกับปัญหา รวดเร็วกว่า
เครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศยินดีเป็นอย่างยิ่งที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้ประกาศว่าจะสนับสนุนสวัสดิการชุมชนต่อไป ซึ่งตอนนี้ได้มีการสั่งการให้จัดงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจำนวน 1,200 ล้านบาทไปแล้ว แต่งบประมาณดังกล่าวยังไม่อยู่ในกรอบงบปี 2558 ที่จะจัดสรรให้
เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเชื่อมั่นว่าการสนับสนุนจาก คสช.ในเรื่องนี้จะเป็นการคืนความสุขที่สำคัญยิ่งอีกเรื่องหนึ่ง และต่อจากนี้เครือข่ายองค์กรชุมชนพร้อมที่จะมีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปประเทศไทยเพื่อให้เกิดความปรองดองสมานฉันท์ ลดความเหลื่อมล้ำ สู่การอยู่ดีมีสุขร่วมกันต่อไป




