หนองหญ้าม้า ตั้งอยู่เลขที่ ๔๐๕ ถนนรณชัยชาญยุทธ ตำบลในเมือง จังหวัดร้อยเอ็ด นับเป็นชุมชนที่เก่าแก่มีมาตั้งแต่สมัยโบราณ ประมาณ ๑๐๐ กว่าปี เดิมเป็นแอ่งหนองน้ำขนาดใหญ่ รอบๆ พื้นที่หนองน้ำมีหญ้ารกปกคุมมาก เหล่าทหารม้าในอดีต สมัยโบราณ มลฑลร้อยเอ็ด ก็มักจะนำม้าของทหารออกมาเลี้ยง นำม้ามากินหญ้าแถวบริเวณริมฝั่งหนองน้ำในบริเวณแห่งนี้ จึงเป็นที่เรียกขานกันว่า “หนองหญ้าม้า” ต่อๆมาก็มีการก่อสร้างตั้งบ้านเรือนอยู่อาศัย สองฝั่งของถนนร้อยเอ็ด สายออกไปอำเภออาจสามารถ
ในปี พ.ศ.๒๕๒๙ เทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ขยายพื้นที่ออกมาสองข้างทางของถนน เพื่อให้พื้นที่ของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ดได้ขยายออกไปครอบคุมไปถึงโรงกลั่นเหล้าชุมชนหนองหญ้าม้า เพื่อให้โรงกลั่นเหล้าได้อยู่ในพื้นที่เขตของเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด จึงทำให้เป็นสังคมกึ่งเมืองกึ่งชนบท เพราะว่าที่ตั้งของชุมชนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลห่างจากตัวเมืองร้อยเอ็ด ระยะทางโดยประมาณ ๓ กิโลเมตร เดินทางไปมาสะดวก
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง เริ่มแรกมีการแต่งตั้งคณะกรรมการ ๑๑ คน ล้วนเป็นผู้นำแกนนำของชุมชนหนองหญ้าม้า ชาวบ้านโดยรวมมี อาชีพ เกษตรกร ,รับจ้าง ,ค้าขาย และบางส่วนก็รับราชการ ชุมชนมีวัดประจำชุมชน ๑ แห่ง ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ วัดตั้งเป็นศูนย์รวมวัฒนธรรมขนบธรรมเนียมประเพณีชุมชน ชุมชนมีการทำบุญข้าวจี่ ,บุญผเหวด และบุญสงกรานต์ เป็นงานบุญประจำปี มี ๒๐๙ ครัวเรือน ประชากร ๘๕๘ คน แบ่งเป็น ชาย ๔๑๘ คน หญิง จำนวน ๔๔๐ คน
ในชุมชนหนองหญ้าม้า เดิมเคยมีการก่อตั้งร้านค้าของชุมชน ขายสิ้นค้าของใช้ในครัวเรือน ใน พ.ศ. ๒๕๒๙ มีการเรียกประชุม คณะกรรมการ ทุกๆวันที่ ๑๒ และ ๑๗ ของทุกๆเดือน ส่งผลให้ร้านค้าชุมชนหนองหญ้าม้า ชุมชนเข้มแข็ง มีความรักสามัคคีเป็นหนึ่งเดียว จัดแบ่งเงินปันผล เงินกำไรคืนแก่สมาชิกพร้อมๆควบคู่กันไปด้วยวิธีการฝากการออมทรัพย์ ทำให้มีเงินหมุนเวียนภายในชุมชนเพิ่มขึ้น ชาวบ้านจึงแยกก่อเกิดก่อตั้งกองทุนต่างๆขึ้น เพื่อรองรับภายในชุมชน
ปัจจุบันมี กองทุนจำนวน ๗ กองทุน ๑)กองทุนออมทรัพย์เพื่อพัฒนาคุ้มหนองหญ้าม้า พ.ศ.๒๕๒๙ ๒)กองทุนชุมชนเมืองคุ้มหนองหญ้าม้า พ.ศ. ๒๕๔๔ ๓)กองทุนปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพ พ.ศ. ๒๕๔๗ ๔)กองทุนแม่บ้านทำอาหารโต๊ะจีน พ.ศ. ๒๕๔๗ ๕)กองทุนแม่ของแผ่นดิน พ.ศ.๒๕๔๘ ๖)กองทุนเลี้ยงวัว ๒๕๔๘ ๗)กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ และ สถาบันการเงินชุมชนหนองหญ้าม้า โดยมีธนาคารออสินมาจัดตั้งไว้ ทั้งนี้ไม่รวมกองทุนเงินล้านที่ทางภาครัฐให้การสนับสนุนประจำชุมชน
แม้ว่าการดำเนินการหลายๆกองทุนต้องยอมรับว่ามีอุปสรรคมีปัญหาภายในชุมชน เพราะว่าเป็นเรื่องของ เงิน เงิน ทอง เมื่อประชาชน ชาวบ้านกู้ยืมเงินไปแล้วก็จะไม่นำมาส่ง กู้ยืมไปแล้วมักว่าเป็นเงินกู ไม่ยอมส่งตามวันเวลาที่ดำเนินที่ตั้งไว้ ทางคณะกรรมการของกองทุนแต่ละกองทุนหนักใจ คณะกรรมการก็ต้องออกไปติดตามถึงบ้าน ไปเยี่ยมยามสอบถามหาสาเหตุที่ไปที่มาของการไม่นำเงินส่งคืนกองทุน และช่วยหาวิธีแก้ไขปัญหาร่วมกันทั้งคณะกรรมการกับผู้กู้ยืมเงิน สุดท้ายแล้วจึงออกหนังสือแจ้งเป็นลายลักษณ์อักษร ส่งประทับตราไปรษณีย์ไปท้วง เพื่อแสดงเป็นหลักฐานการท้วงหนี้
แต่เมื่อชาวบ้านได้รับการวางแผนจัดเก็บส่งเงินคืนร่วมกับทางคณะกรรมของแต่ละกองทุน ผู้ดูแลติดตามก็จะทำความเข้าใจ ชี้แจงหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกัน การจัดเก็บส่งเงินคืน หรือไม่ก็ใช้วิธีการโทรศัพฑ์ติดตาม ให้ปรึกษาคำแนะนำ ส่วนครอบครัวที่เกิดเรื่องเดือดร้อนการเงิน เงินหมุนเวียนไม่ทันใช้ในรอบเดือน ในช่วงที่เปิดเรียนค่าใช้จ่ายมากพิเศษ คณะกรรมการกองทุนก็จะปรับอัตราลดดอกเบี้ยให้แก่สมาชิก ผ่อนส่งรายเดือนต่อๆไป
กองทุนสวัสดิการภายในชุมชนหนองหญ้าม้า เมื่อมีเงินเพิ่มมากขึ้น จึงร่วมใจกันคิดวางแผนการก่อสร้างตึก ที่ทำการชุมชนคุ้มหนองหญ้าม้า ชื่ออาคาร”อาคารเฉลิมพระเกียรติ ๘๐ พรรษา ตึกหลังใหญ่มองเห็นเด่นสง่าชัดเจนตั้งอยู่ถนนสายร้อยเอ็ด-อำเภออาจสามารถ ออกจากตัวเมืองร้อยเอ็ด ประมาณ ๓ กิโลเมตร มองเห็นชัดเจนสูงใหญ่ ตึกสองคูหา มีสามชั้น ข้างบนสุดเป็นห้องประชุมขนาดใหญ่ สามารถบรรจุคนได้ ๑๐๐ กว่า คน เวลามีกิจกรรมของชุมชน การประชุม การสัมมนา อบรม คณะทำงานกองทุนต่างๆจะเปิดให้บริการ หน่วยงานของภาครัฐ บริษัท เอกชน พร้อมเปิดให้ใช้ได้ทุกๆวันเวลา ชั้นล่างของอาคาร แบ่งให้ เช่า รายเดือนละ ๒,๕๐๐ บาทห้องหนึ่ง แต่อีกห้องหนึ่งเช่า ๓,๐๐๐ บาท ต่อเดือน รวม ๕,๕๐๐ บาท นำเงินส่วนค่าเช่าเข้าสมุดบัญชี รายรับ รายส่ง ของอาคารชุมชนหนองหญ้าม้า เพื่อจัดรอจ่าย ค่าน้ำ และค่าไฟฟ้า ภายในอาคารทั้งหมด ส่วนที่เหลือแบ่งเข้ากองทุน
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง ริเริ่มก่อตั้ง เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ เนื่องจากมี สถาบันองค์กรพัฒนาชุมชน พอช. เข้ามาหนุนเสริมช่วยในการก่อตั้ง คือ กองทุนวันละบาทที่รู้จักกันแพร่หลาย แต่ละตำบล เพราะว่ามีการจัดสวัสดิการ แรกเกิด เจ็บป่วย เสียชีวิต
นายพนม ชาชิโย อายุ ๖๖ ปี ประธานกองทุนเล่าว่า เมื่อพิจารณาปรึกษาหารือในคณะกรรมการของกองทุนแล้ว การที่จะออกไปจัดเก็บวันละบาท หรือให้ชาวบ้านมาฝากกันวันละบาทนั้น ชาวบ้านในชุมชนเห็นที่จะไม่สะดวก เพราะว่าชาวบ้านในชุมชนหนองหญ้าม้า แต่ครัวเรือนจะต้องไปทำการ รับจ้างทั่วไปในเมืองร้อยเอ็ด หรืองานประจำ คณะกรรมการจึงประชุมปรับเปลี่ยนคิดแบบใหม่ คือ แรกเข้า จำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท สามารถคุ้มครองไปตลอดชีวิต จ่ายครั้งเดียวตั้งแต่มาสมัครแรกเข้ากองทุน เมื่อเสียชีวิตรับค่าตอบแทน จำนวนเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท โดยการจัดเก็บแบ่งบัญชีออกเป็นสมุด ๒ เล่ม ให้แก่สมาชิกเล่มหนึ่งเป็น จำนวนเงิน ๓๖๕ บาท ตามโครงการฝากวันละบาท เงินของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง ที่เหลือ ๔,๖๓๕ บาท ที่เหลือก็จัดเก็บเข้าอีกสมุดบัญชีอีกเล่มหนึ่ง
คนที่มาสมัครเป็นสมาชิกของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง จะถือสมุดเงินบัญชีเงินฝากคนละ ๒ เล่ม ถ้าบุคคลใด คนใดที่ไม่สามารถ ไม่มีเงินแรกค่าสมัครเข้าเป็นสมาชิก ในจำนวนเงิน ๕,๐๐๐ บาท แต่มีความตั้งใจจริงที่จะเข้ามาเป็นสมาชิกร่วมกองทุน อยากมาสมัครเป็นสมาชิก ทางคณะกรรมการก็ให้โอกาสคนในชุมชนหนองหญ้าม้า
คณะกรรมการจะแต่งตั้งการพิจารณาคุณสมบัติ บุคคลที่สนใจจะเข้ามาสมัครเป็นสมาชิก โดยให้คณะกรรมการลงความคิดเห็น มีมติเห็นชอบ สมควรอนุญาตให้รับเข้าเป็นสมาชิก จึงเห็นสมควรที่จะกู้ยืมเงิน คณะกรรมการกองทุนก็จะอนุมัติ ให้กู้ยืมเงินได้ จำนวน ๕,๐๐๐ บาท แล้วค่อยนำชำระส่งเงินคืนเป็นรายเดือน โดยจะคิดดอกเบี้ยร้อยละ ๒ บาท สมาชิกจะต้องมาผ่อนส่งเป็นรายๆเดือนใน ๕ เดือน ต่อเนื่องกันไปพร้อมคิดอัตราดอกเบี้ยตามที่กำหนดตกลงกันไว้ จึงจะมีผลบังคับคุมครองสิทธิประโยชน์ของสมาชิกตามที่กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง ที่ตกลงกำหนดไว้ทันที
นางดาว จันทะวงษ์ อายุ ๓๓ ปี เข้าเป็นสมาชิกตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ มีอาชีพ รับจ้างทั่วไป ในครอบครัวมี ๓ คน คือ มีแม่และลูกอีก ๒ คน ส่วนสามีเกิดอุบัติเสียชีวิตไปแล้ว คลอดบุตรออกมา แฝด ๒ คน ได้รับเงินค่าขวัญแรกเกิดคนละ ๕๐๐ บาท รวมเป็นเงินจำนวน ๑,๐๐๐ บาท รับเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๒ ที่ผ่านมา เพราะว่าทางกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง จัดค่าทำขวัญเด็กแรกเกิด คนละ ๕๐๐ บาท
นางดาว จันทะวงษ์ เล่าต่อว่าช่วงนี้ตนเองจะต้องเลี้ยงลูกแฝด ๒ คน ตนเองอยากให้ทางกองทุนพัฒนาในเรื่อง กองทุนสวัสดิการเงินทุนการศึกษา เช่น แรกเข้าเรียนอนุบาล มีชุดนักเรียนให้ฟรี เข้าเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ ๑ มีรองเท้า มีชุดนักเรียนให้ เรียนระดับมัธยมศึกษามีทุนการศึกษา ถ้าเป็นไปได้ส่งถึงระดับปริญญาตรี มีกองทุนประจำการศึกษาเพื่อให้บุตร หรือลูกหลานจะได้มีอนาคตที่ดีมีการศึกษามีอนาคตที่ดี
นายพนม ชาชิโย อายุ ๖๖ ปี ประธานกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง เล่าเพิ่มเติมว่า การทำงานกองทุนนั้นคณะกรรมการจะต้องเสียสละเวลาเพื่อสังคม เพื่อชุมชนตนเอง พร้อมให้คำปรึกษาได้ตลอดเวลา อีกอย่างเรื่องการทำบัญชีจะต้องชัดเจน มีระบบภายในกองทุน มีการจัดเก็บเป็นเล่มๆสามารถเรียกตรวจดูได้คนทำบัญชีมีความเข้าใจ และที่สำคัญทำให้คนอื่นเปิดอ่าน ตรวจดูเข้าใจด้วย
กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลในเมือง ในปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด ๒,๗๙๓ คน มีเงินกองทุนจำนวน ๙,๔๖๓,๒๘๒.๗๗ บาท (เก้าล้านสี่แสนหกหมื่นสามพันสองร้อยแปดสิบสองเจ็ดสิบเจ็ดสตางค์) ตำบลในเมือง มีเนื้อที่บริเวณ ๑.๖๓ ตารางกิโลเมตร ประชากรทั้งหมด ๓๔,๖๗๓ คน ประชาชนมีอาชีพส่วนใหญ่รับจ้างทั่วไป รับราชการ และเกษตรกรบางส่วน




