สิ่งที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของคนสวีเรื่อยมาและบ่งบอกถึงอายุการตั้งอำเภอได้ว่ามีมานานนับพันปี ก็คือ พระบรมธาตุสวี เป็นพระธาตุเก่าแก่คู่อำเภอสวี มานาน และมีงานแห่ผ้าพระราชทานขึ้นห่อพระบรมธาตุในวันอาสาหฬบูชาของทุกปี ซึ่งนักโบราณคดีชี้ว่าเป็น 1 ใน 3 ของพระบรมธาตุในหัวเมืองภาคใต้ในอดีตกาล ลักษณะองค์พระธาตุเป็นรูปทรงระฆังคว่ำก่อสร้างมาในสมัยเดียวกับพระบรมธาตุนครศรีธรรมราช และพระบรมธาตุไชยา ดังคำขวัญประจำอำเภอว่า “พระธาตุเก่าแก่ กาแฟเลิศล้ำ ระกำหวานดี สตรีสวยสด สับปะรดหวานกรอบ เที่ยวรอบหมู่เกาะสวี”
สมัยก่อนการจะมานมัสการพระบรมธาตุสวีต้องนั่งเรือ โดยมีแม่น้ำสำคัญคือ แม่น้ำสวีเฒ่า แม่น้ำสวีหนุ่ม ซึ่งมีต้นน้ำมาจากเขาทะลุ ไหลออกสู่อ่าวไทย มีท่าเรือ และมีชุมชนตลาดเก่าแก่กว่า100 ปี คนสวีเรียกกันว่า “ตลาดล่าง” บริเวณดังกล่าวเป็นย่านที่อยู่อาศัยและศูนย์กลางเศรษฐกิจดั้งเดิมของ อ.สวี ซึ่งตั้งอยู่ระหว่างแม่น้ำสวีที่อยู่ทางด้านตะวันตกอันเป็นเส้นทางสัญจรเพื่อการนำผลผลิตทางการเกษตรจากชาวสวนในเขต อ.สวีมาขึ้นยังท่าเรือเพื่อส่งขายผ่านยังตลาดล่าง ไปสู่สถานีรถไฟสวี เมื่อมีทางรถไฟสมัยรัชกาลที่ 5 ได้ตัดผ่ากลางจึงทำให้เกิดชุมชนลุ่มน้ำสองฝั่งคลองริมทางรถไฟ และเมื่อความเจริญมากขึ้นเกิดถนนเพชรเกษม 41 ตัดผ่านตัวอำเภอจึงเกิดชุมชนริมถนนล่องใต้และริมทางรถไฟ ทำให้มีที่ดินที่ไม่มีเอกสารสิทธิเกิดขึ้น
สำหรับตำบลนาโพธิ์นั้น เป็น 1 ใน 11 ตำบลของอำเภอสวี จังหวัดชุมพร และยังเป็นหนึ่งตำบลที่มี 2 เทศบาล คือ เทศบาลตำบลนาโพธิ์ และเทศบาลตำบลนาโพธิ์พัฒนา เป็นศูนย์กลางของอำเภอ เป็นชุมชนเมืองกึ่งชนบท ยังคงสภาพบ้านเก่าๆ เพราะเป็นพื้นที่เช่าจึงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากนัก มีที่ราชพัสดุตั้งอยู่ในหมู่ 7 เสียส่วนใหญ่ การใช้ประโยชน์ของที่ดินตรงนี้จะเป็นโรงเรียนชุมชนสวี ที่ทำการหมู่บ้าน ที่ตั้งกลุ่มออมทรัพย์ ที่ตั้งป่าชุมชน ที่ตั้งโรงสีชุมชน ตำบลนาโพธิ์มีทั้งหมด 8 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านพ้อแดง หมู่ 2 บ้านนาคราม หมู่ 3 บ้านเขาสวนทุเรียน หมู่ 4 บ้านควนสีแท หมู่ 5 บ้านตลาดสวี หมู่ 6 บ้านนาโพธิ์ หมู่ 7 บ้านควนตะล่อม หมู่ 8 บ้านห้วยกรวด มีพื้นที่รวม 28,125 ไร่ มีประชากร 4,855 คน มีจำนวน 1,921ครัวเรือน อาชีพส่วนใหญ่ในตำบลค้าขาย และทำเกษตรกรรมผสมผสาน
จุดเด่นของตำบลนาโพธิ์ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความยากจนในเรื่องที่ดินนั้น แกนนำสู้เรื่องอื่นมาก่อน และคนนาโพธิ์ลุกขึ้นมาทำข้อมูลความเดือดร้อนด้วยมือตัวเอง มีอุดมการณ์ร่วมเรื่องสิทธิชุมชน และสิทธิทำกินในทรัพยากรที่มีอยู่ งานพัฒนาของตำบลนาโพธิ์ดำเนินการมาโดยตลอด ชาวบ้านและแกนนำทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจน ช่วยเหลือตัวเองมาโดยตลอดไม่รอคอยความช่วยเหลือจากรัฐเพียงฝ่ายเดียว
“ตำบลนาโพธิ์ เป็นโครงการนำร่องหรือพื้นที่ต้นแบบเรื่องการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ได้รับงบ 1.8 ล้านบาท มีผลการดำเนินการที่ขับเคลื่อนต่อไปอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลนาโพธิ์ มาเป็นตัวขับเคลื่อนปัญหาเรื่องที่ดิน ได้แก่ ที่ดินสาธารณะประโยชน์ 4 หมู่บ้าน คือ หมู่ 2 กับ หมู่ 4 เนื้อที่ 700 กว่าไร่ ได้ทำฐานข้อมูล มีแผนที่ทำมือ จับพิกัด GIS แปลงผู้เดือดร้อน ตอนนี้มีชาวบ้านได้รับหนังสือรับรองการใช้ที่ดินในที่สาธารณประโยชน์ ได้นำเรื่องนี้เข้าปรึกษาที่ประชุมที่อบต. มีมติว่าจ่ายภาษีไร่ละ 10 บาทต่อปี ภายใน 5 ปี
ทำไมต้องกำหนดเวลา 5 ปี เพราะใน 5 ปี นี้จะดูว่าเปลี่ยนแปลงผู้ครอบครองที่ดิน(เปลี่ยนมือ)หรือไม่ และหนังสือรับรองนี้สามารถเอาไปจำนำ ธกส.ได้ แต่ตอนนี้รอหนังสือจากกรมที่ดินแจ้งมายังธนาคารเป็นลายลักษณ์อักษรที่ชัดเจน เพื่อกู้เงินนำไปลงทุนในที่ดินสาธารณะประโยชน์ได้ ในเดือนสิงหาคมนี้ จะได้รับเอกสารสิทธิอีก 2,800 กว่าไร่ ของหมู่ 3 และหมู่ 8ในที่สาธารณะป่าควนหมี โดยนายพีระศักดิ์ หินเมืองเก่า อธิบดีกรมที่ดิน จะเป็นผู้มอบ”
นายวิบูลย์ อุทัย กำนันตำบลนาโพธิ์ กล่าวว่า อยากให้หมู่บ้านตัวเองอยู่กินอย่างมีความสุขช่วยเหลือตัวเองกันได้ก่อนพึ่งพารัฐหรือทุนภายนอก “แต่เรายังไม่มีเอกสารสิทธิที่รัฐออกให้ โครงการแก้ไขปัญหาความยากจนในที่ดินทำกิน ที่สาธารณะประโยชน์ ถ้าไม่มีเอกสารสิทธิ จะแก้ปัญหาความยากจนได้อย่างไร ทุกคนอยู่ได้แต่เมื่อขัดสนขึ้นมา อยากกู้ตังค์ 5 หมื่นแต่ไม่รู้จะทำอย่างไร”
นายวิบูลย์ เล่าอีกว่า “ตำบลนาโพธิ์ เมื่อจดทะเบียนเป็นสภาองค์กรชุมชนแล้ว แกนนำและชาวบ้านได้นำปัญหาร้อนขึ้นมาพูดคุยกันก่อน ก็คือเรื่องที่ดิน มีพี่น้องที่อาศัยอยู่ในที่สาธารณะประโยชน์ ที่ปาสงวน แต่ทุกวันนี้เรื่องป่าสงวนยังขับเคลื่อนไม่ได้ ต้องเอาข้อมูลมาดูกันใหม่อีกรอบ เอกสารเราก็มี เราต้องหาช่องทางที่จะไปให้ได้ อยากรู้ว่าต้องไปทางไหน ขั้นตอนและวิธีการ เพราะชาวนาโพธิ์พร้อมด้วยข้อมูล ขอเพียงช่องทางที่จะเข้าถึงพูดคุยในเรื่องป่าสงวน ซึ่งตรงนี้จะเป็นการดำเนินการขึ้นต่อไปจากที่สาธารณประโยชน์”
เส้นทางการแก้ไขความเดือดร้อนเรื่องที่ดินกว่าจะได้มาซึ่ง “หนังสือรับรองสิทธิ” นั้นชาวนาโพธิ์รวมทั้งแกนนำหมู่บ้าน ต่างเป็นพลังมวลชนสำคัญ พร้อมกับผู้เดือดร้อนต้องลุกขึ้นจัดการปัญหาด้วยตัวเอง โดยหารู้ไม่ว่าปัญหาที่สั่งสมมาตั้งแต่เข้ามาตั้งรกราก ปลูกของทำกินบนที่ไร้ซึ่งเอกสารสิทธิจะเป็นเช่นไร แต่ด้วยการเชื่อมั่นและศรัทธาต่อชุมชน และมีแนวทางการต่อสู้ที่ชัดเจนเพื่อให้ได้มาซึ่ง “หนังสือรับรองสิทธิ” จากทางราชการ
ระยะแรก ระหว่างปี 2546-2548 จังหวัดชุมพร เริ่มต้นขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินโดยได้รับงบประมาณจากโครงการศูนย์ต่อสู้เพื่อเอาความชนะยากจนภาคประชาชน (ศ.ต.จ.ปชช.) จำนวน 450,000 บาท ผลที่ได้รับคือ สำรวจข้อมูลที่เป็นจริงและจัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อนที่ดินทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ใน8 อำเภอ 13 ตำบลโดยพบความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินภายใต้ 3 ภูมินิเวศน์ คือ พื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ (อ่าวชายฝั่ง) ติดอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ป่าอุทยานแห่งชาติ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หนึ่งในนั้นมี ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวีรวมอยู่ด้วย
ระยะที่สอง ปี 2554 หลังตำบลนาโพธิ์ ได้มีการจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตามพระราชบัญญัตินั้น สภาองค์กรชุมชนจังหวัดชุมพรได้เสนอพื้นที่ ตำบลนาโพธิ์เป็นพื้นที่รูปธรรม ได้รับงบประมาณ 1,800,000 บาทภายใต้ “โครงการการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินแนวใหม่ ปี 2554” หลังจากรัฐบาลได้หนุนงบประมาณผ่านทางพอช. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) และมีพื้นที่ขยายอีก 6 ตำบล ผลที่เกิดขึ้น ได้แกนนำรุ่นใหม่ที่ผ่านการอบรมการจัดทำผังตำบลด้วยโปรแกรม Quantum GISได้คณะทำงานระดับตำบล ได้คณะทำงานจัดเก็บข้อมูลระดับตำบล ได้ทีมสำรวจข้อมูลระดับตำบล ได้ทีมคีย์ข้อมูลเข้าโปรแกรม ได้ทีมกฎหมายและวิทยากร และได้ข้อมูลผู้เดือดร้อนในตำบล ได้แก่ จำนวนครัวเรือนผู้เดือดร้อน จำนวนที่ดินทำกินผู้เดือดร้อนรายแปลง จำนวนแปลงที่คีย์ข้อมูลเข้าโปรแกรม ได้ขอบเขตหมู่บ้านชุมชน/ตำบล
ตำบลนาโพธิ์เป็นพื้นที่ต้นแบบที่มีรูปธรรมในการแก้ไขปัญหาที่ดินให้แก่ราษฎรจนสำเร็จ คือ ทุ่งสงวนเลี้ยงสัตว์ ป่าควนหมี ซึ่งได้รับเอกสารรับรองสิทธิทำกินจากรัฐบาล คือ สกท. และมีการแก้ปัญหาที่ดินในป่าสาธารณะต่างๆ ด้วยการเน้นความยั่งยืน คือ การจัดตั้งกองทุนที่ดินอย่างมีส่วนร่วมกับผู้เดือดร้อนและประชากรทั่วไป รวมถึงเอกชน และอปท. ได้จัดตั้งกองทุนที่ดินแล้ว 1 กองทุน จำนวนกองทุน 200,000 บาท อีกทั้งยังสามารถบูรณาการทุนจากกองทุนต่างๆ ที่มีอยู่ในตำบล เช่น กองทุนหมู่บ้าน กลุ่มออมทรัพย์ และกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล การเชื่อมโยงทุน นอกจากจะเป็นทุนด้านการเงินแล้ว ยังสามารถเชื่อมโยงทุนด้านทรัพย์สิน คือ ธนาคารต้นไม้ เป็นการสร้างความยั่งยืนของที่ดิน สร้างความหวงแหนในที่ดินที่ได้มา และยังได้ใช้กองทุนที่ดินและการแก้ไขปัญหาที่ดิน เชื่อมโยงไปสู่ทุนทางด้านทรัพยากร การจัดการลุ่มน้ำอีก เป็นต้น
นอกจากนั้น การได้รับงบประมาณเป็นพื้นที่รูปธรรม ยังต้องมีภารกิจในการขยายการแก้ปัญหาไปสู่ตำบลใกล้เคียง ทั้งรูปแบบการจัดเก็บข้อมูล การมีส่วนร่วมเป็นคณะกรรมการในการจัดการกองทุนที่ดิน รวมทั้งการให้ความรู้เรื่องกฎหมายที่ดิน การจัดการที่ดิน พัฒนาไปสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เป็นต้นแบบให้ตำบลขยาย ในอำเภอสวีคือตำบลครน ตำบลปากแพรก ตำบลสวี และตำบลท่าหิน และมีบทบาทสำคัญในการใช้ปัญหาที่ดินเป็นเครื่องมือในการเปิดสภาองค์กรชุมชนตำบลปากแพรก เป็นผลสำเร็จด้วย
ผู้ใหญ่สมชัย วงศ์สุวัฒน์ แกนนำหมู่ 4 บ้านควนสีแท เป็นหนึ่งพลังสำคัญที่ขับเคลื่อนแก้ไขความเดือดร้อนของชาวบ้านในพื้นที่ หมู่ 2 หมู่ 4 ที่อาศัยอยู่ในที่สาธาณะป่าควนสีแท บนเนื้อที่กว่า 700 ไร่ ได้มีการดำเนินการจัดสรรที่ดินซึ่งได้รับหนังสืออนุญาตไปแล้วทั้งสองหมู่ จำนวนทั้งสิ้น 177 แปลง ให้ความเห็นว่า “นาโพธิ์ ถือว่าเป็นตำบลนำร่องและเป็นตำบลจัดการตนเองที่ทำเรื่องการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิน อย่างจริงจัง เพราะชาวนาโพธิ์มีความพร้อมและให้ความร่วมมือทุกเรื่อง เช่น การทำรังวัดที่ ทำกันด้วยใจ ไม่ได้หวังเงินทอง ออกแรงกันจับพิกัด แกนนำมีความพร้อมลงพื้นที่จับพิกัดกันทุกหมู่เดินตามแปลงลงหลัก งานพัฒนาตำบลทุกๆ ด้านมีการดำเนินการต่อเนื่อง ไม่ทิ้งขว้าง กลุ่มองค์กรในตำบลทำงานร่วมมือกัน
สำหรับงานที่ต้องขับเคลื่อนต่อไปของชาวนาโพธิ์ คือ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ (บ้านพุพอง เป็นชุมชนดั้งเดิมอาศัยมากกว่า 50 ปีแล้ว) วันนี้เรามีฐานข้อมูลอยู่แล้ว มีการจัดเก็บข้อมูลผู้เดือดร้อนในชุดป่าสงวนไว้แล้ว แต่กำลังหาช่องทางที่จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น เพราะเราเห็นตัวอย่างในสองป่าที่ได้รับหนังสือรับรองสิทธิประสบผลสำเร็จมาแล้ว”
นายสอาด ขุนแพงชู ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 นายสัมพันธ์ วุฒิมิตร ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านหมู่ 8 และนายพงษ์ ชาวบ้าน ทั้งสามคนได้ช่วยกันเล่าถึงแนวทางการต่อสู้ความเดือดร้อนเรื่องที่ทำกินที่ไม่มีเอกสารสิทธิในที่สาธารณะประโยชน์ป่าควนหมี ว่า เริ่มทำการสำรวจเมื่อปี 2545 ป่าควนหมีกินเนื้อที่หมู่ 3 และหมู่ 8 มีประชากรเยอะ อาศัยทำมาหากินหลายชั่วอายุคนร่วม 3 พันไร่ มีสวนมะพร้าวที่ปลูกอายุกว่า 50 ปีแล้ว ทำสวนผลไม้ผสมผสาน ทุเรียน ปาล์ม ยางพาราส่วนหนึ่งเป็นที่สาธารณะประโยชน์ และส่วนหนึ่งเป็นที่ นส.3 กว่าจะได้หนังสือรับรองใช้หลักปักแนวเขตอย่างมหาศาล และยังซอยลงไปในแต่ละแปลงอีก พี่น้องให้ความร่วมมืออย่างดีมีทั้งแกนนำหมู่บ้าน และอบต.ไปร่วมกันลงหลักเขตนี้ ใช้เวลาเกือบปีกว่าจะเสร็จ ถ้าพี่น้องในพื้นที่ไม่ลุกขึ้นมา การแก้ปัญหาเรื่องก็ไม่สำเร็จ เมื่อผู้เดือดร้อนลุกขึ้นมาแก้ปัญหาด้วยตัวเอง นสร.คงไม่เกิดขึ้น แบกเสาขึ้นเขา ลงรายแปลง ส่องกล้อง แกนนำเก่งอ่านแผนหมู่บ้าน ชี้จุดได้หมดพอได้งบประมาณมาก็สมทบเข้าไปเป็นกองทุนให้แกนนำและคณะทำงานที่ดินนี้ไป
อีกไม่นานก็ได้ “หนังสือรับรองการใช้ที่ดินในที่สาธารณะประโยชน์เพื่อการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร”หรือ นสร. กว่าจะถึงวันนี้เส้นทางการต่อสู้และการทำงานของชาวนาโพธิ์ ลำบากมาก แรกๆงบประมาณในการขับเคลื่อนงานก็ไม่มี อาศัยการให้สินน้ำใจ ชาวบ้านช่วยกันสมทบค่าข้าว ค่าน้ำมันให้เจ้าหน้าที่เดินแปลง พอได้รับงบหนุนเสริมจากโครงการที่ดิน พอช.ก็มาช่วยเป็นแรงผลักให้พี่น้อง เราทำประชาคมกันหลายครั้ง สอบถามความต้องการของชาวบ้านเดือดร้อนกันอย่างไร เราจะรวมตัวกันอย่างไร เราจะทำข้อมูลกันอย่างไร จับพิกัด GIS กันอย่างไร
ผู้ใหญ่สอาด เล่าถึงการทำงานที่ผ่านมาว่า เป็นคนที่แบกเสาหลักเขตกว่า 200 ต้นขึ้นไปบนเขามาแล้ว ในที่ป่าควนหมีนี้มีผู้เดือดร้อนกว่า 300 แปลง มากกว่า300 ครัวเรือน ใช้เวลาทำข้อมูลกันเป็นปีๆ 6-7 เดือน ต้องหอบมีดฟันหญ้าตามทางที่รกเพื่อเดินส่องกล้องลงหลักปักเขต เริ่มจากทำประชาคมหมู่บ้านให้ได้ข้อมูลผู้เดือดร้อนในที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิ ทั้งแปลงที่อยู่อาศัย และปลูกของพืชสวน ตรงนั้นยังไม่คิดว่าจะได้หนังสือรับรอง เป็นการประชาคมเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนชาวบ้านที่เดือดร้อนที่ทำกิน
“ในป่าควนหมี เราได้ลงหลักกั้นแนวเขตป่าชุมชนกินเนื้อที่กว่า 600 ไร่ มีการปักเสาแนวเขตโดยรอบ ระยะทาง 14 เมตรปักหลักหนึ่งต้นแล้ว เป้าหมายเดียวทำอย่างไรไม่ให้ชาวบ้านบุกรุกป่าขึ้นไปเรื่อยๆ มีการตั้งคณะกรรมการดูแล และมีกติกาในการใช้ป่าร่วมกัน เพื่อให้พี่น้องอยู่อาศัยอย่างมีความสุข เราจะปลูกกินกันแค่ที่ตรงนี้ ถ้าพี่น้องขึ้นไปบนเขา รุกขึ้นไปอีกจะถูกจับ เมื่อพี่น้องปลูกป่าก็เข้าไปเก็บเห็ดได้ (เห็ดเหม็ด เป็นเห็ดป่าชนิดหนึ่ง รสชาติเฝื่อนๆ ลวกจิ้มน้ำพริก สร้างรายได้ดีส่งตามร้านอาหารป่า) เมื่อพี่น้องรุกป่าพี่น้องก็ขาดรายได้เล็กๆ น้อยๆ ตรงนี้ไป ชาวบ้านหลายเสียงบอกว่ากว่าจะถึงวันนี้ พวกเราร่วมแรงร่วมใจ ถ้าทำคนเดียวคงไม่ได้หนังสือรับรอง บางคนก็บอกว่าจะได้เป็นหนี้แล้ว เพราะต้องเอาที่เข้าธนาคารได้”





