playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

001 sapakok

ตำบลโคกพระเจดีย์ อำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม  เป็นตำบลที่มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบลุ่มมีลำคลองธรรมชาติในชุมชนไหลผ่าน 22 คลองและมีน้ำอยู่ในคลองตลอดทั้งปี  ในอดีตลำคลองเหล่านั้นเคยมีน้ำที่ใสสะอาดสามารถนำมาใช้อุปโภคได้พร้อมทั้งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำมากมายเป็นแหล่งอาหารให้กับคนในชุมชนใช้เลี้ยงชีวิตมาช้านาน                           

          นายรุ่งอรุณ แจ่มจันทร์ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ กล่าวว่า  ปัจจุบันแหล่งน้ำเหล่านั้นเกิดการเสื่อมโทรมไม่สามารถนำมาใช้อุปโภคได้เลย  สัตว์น้ำส่วนใหญ่ก็สูญหายไปจากแหล่งน้ำจนไม่พอที่จะให้คนในชุมชนจับมาทำอาหารเหมือนดังอดีต สาเหตุเกิดจากมีการจับสัตว์น้ำอย่างไม่ถูกวิธีเช่น การใช้ไฟฟ้าช็อต  การจับสัตว์น้ำทั้งปีไม่มีเวลาให้แม่พันธุ์ได้ขยายพันธุ์ คนในชุมชนขาดจิตสำนึกในการเป็นเจ้าของและการร่วมมือกับท้องถิ่นในการร่วมกันจัดการฟื้นฟูทรัพยากรดังกล่าวให้อยู่คู่ชุมชนอย่างยั้งยืน หากปล่อยเอาไว้การล่มสลายของทรัพยากรดังกล่าวจะเกิดขึ้นกับชุมชนอย่างแน่นอน

          “การเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ในการแก้ไขปัญหาของชุมชน เป็นการให้น้ำหนักที่การแก้ไขปัญหาของชุมชนโดยชุมชน ผมมีความเชื่อว่า คนมีศักยภาพพัฒนาตนเองและชุมชนของตนได้ ชุมชนมีองค์ความรู้ และภูมิปัญญาที่สามารถนำมาใช้ในการพัฒนาชุมชนของตนได้”                   

          การแก้ไขปัญหาทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชุมชน โดยกระบวนการเสริมสร้างความเข้มแข็งของคนในตำบลโคกพระเจดีย์ อยู่ที่การปรับกระบวนทัศน์ และวิธีปฏิบัติให้อยู่บนพื้นฐานของการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และพึ่งพาคนอื่นน้อยลง  สภาองค์กรชุมชนเป็นเวทีกลางในการเชื่อมโยงกลุ่มองค์กรในชุมชนท้องถิ่นเข้ามาร่วมเรียนรู้ ทำงาน พัฒนาร่วมกัน รวมถึงเชื่อมโยงการทำงานกับหน่วยงาน ท้องที่ ท้องถิ่น เพื่อสร้างระบบและกลไกการทำงานร่วมกัน

          เมื่อปี 2556 สภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาการเมืองภาคพลเมือง ด้านการสร้างความรู้ความเข้าใจสิทธิความเป็นพลเมืองและสร้างความเป็นธรรมในการบริหารจัดการทรัพยากรชุมชนท้องถิ่น  โดยใช้เวทีการประชุมสภาองค์กรชุมชนเป็นพื้นที่กลาง ชวนคนทุกภาคส่วนเข้ามาร่วมรับรู้ข้อมูล ภายใต้การตระหนักรู้ของทุกภาคส่วน ว่าสถานการณ์ปัญหาการลดลงของสัตว์น้ำซึ่งเป็นแหล่งอาหารตามธรรมชาติของคนในตำบล ตกอยู่ในความเสี่ยงและมีแนวโน้มจะไม่มีสัตว์น้ำตามธรรมชาติให้คนในชุมชนได้บริโภคและส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของคนในตำบล

          นอกจากข้อมูลที่ได้จากกระบวนการสำรวจ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากผู้คนหลากหลายผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน นับเป็นข้อมูลที่สำคัญที่ช่วยยืนยันได้ว่า ความเปลี่ยนแปลงของระบบคูคลอง ของแต่ละชุมชนมีผลกระทบโดยตรงต่อการดำรงวิถีของสัตว์น้ำในพื้นที่ ทั้งยังส่งผลกระทบเชื่อมโยงต่อทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ภายในชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย 

          จากเวทีการพูดคุยนำมาสู่การสานการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ให้เกิดแนวคิดและวางเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อฟื้นฟูดูแลรักษา หรือเพิ่มศักยภาพของคลองให้มากขึ้นยิ่งกว่าที่ทำอยู่เดิมส่งผลให้ชุมชน หน่วยงานหรือผู้คนในพื้นที่ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง และได้รับรู้หรือรับทราบการดำเนินโครงการ “ชุมชนร่วมใจจัดการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน” ภายใต้การดำเนินกิจกรรมโดยสภาองค์กรชุมชนตำบล  หันมาให้ความสนใจ ให้ความร่วมมือ ตอบสนอง ยอมรับ ให้ข้อเสนอแนะ  จนเป็นที่มาของ กติกาข้อกำหนดเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำของชุมชน

          นายรุ่งอรุณ  แจ่มจันทร์ ยังกล่าวอีกว่า ความดีใจของคนในตำบลที่มีต่อโครงการนี้ เรายังได้รับความร่วมมือท่านผู้ว่าราชการจังหวัดให้การสนับสนุนพันธุ์ปลามาปล่อยในบึงที่เรากำหนดให้เป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำของตำบล และให้เกียรติมาเป็นประธานในการปล่อยปลาด้วย นับว่าสิ่งที่เราเดินมาถูกทางแล้ว เราได้สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนให้เกิดความตระหนักในการจัดการปัญหาร่วมกัน 

          ในส่วนของการเฝ้าระวังคนภายนอกเข้ามาจับสัตว์น้ำในบึงที่กำหนดเขตอนุรักษ์นั้น เราได้ตั้งชุดอาสาสมัครหมู่บ้านคอยดูแล

          นายรุ่งอรุณ แจ่มจันทร์ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลโคกพระเจดีย์ กล่าวสรุปว่า องค์ความรู้ที่ได้จากการพูดคุยถึงสภาพปัญหา ตามด้วยตัวชี้วัดเกี่ยวกับคน เกี่ยวกับสังคม โดยเฉพาะประเด็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย ซึ่งหลายเรื่องเป็นภาวะที่ตกอยู่ในลักษณะจำยอม ปล่อยให้เป็นไป หรือหมดหนทาง แต่ภายใต้ข้อมูลที่ดูว่าจะมีแต่หนทางเสื่อมลงของทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมชุมชน เมื่อมีการพูดคุยกัน กลับทำให้ใครหลายคนได้เรียนรู้ เข้าใจการเปลี่ยนแปลง  แรกๆ ก็มีปัญหาและอุปสรรคในการทำงานมาก เนื่องจากชุมชนถูกการพัฒนาจากรัฐอย่างผิดวิธีมาเป็นระยะเวลายาวนาน  จนทำให้คนในชุมชนขาดสำนึกรักการเป็นเจ้าของชุมชนจนทำให้ชุมชนอ่อนแอลงไม่สามารถจัดการกับชุมชนตามวิถีชีวิตความเป็นจริงได้  จึงกลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและไม่อยากลุกขึ้นมาทำเมื่อถูกกระตุ้นเตือนให้เกิดจิตสำนึก

          ท้ายที่สุดการสร้างจิตสำนึกให้คนที่จะลุกขึ้นมาปกป้องรักษาทรัพยากรของชุมชนนั้น  ต้องใช้เวลาและการสนับสนุนกระตุ้นจากหลายๆหน่วยงานที่เกี่ยวของที่ต้องผลักดันให้เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ และการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างต่อเนื่อง  จึงจะเห็นผลอย่างยั่งยืน

002 sapakok

รายงานข่าวและภาพ  : นายกัมปนาท ศรีไพโรจน์ ผู้สื่อข่าวชุมชน จ.นครปฐม

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter