วันที่ 16- 17 กันยายน 2557 ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.)จัดเสวนา “เปิดคน-เปิดความคิด-เปิดพื้นที่ ทางออกแก้ไขปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดี พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมเซาร์เทิร์น ปัตตานี มีนายวิทยา พานิชพงค์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี เปิดประชุมเวทีเสวนา โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความรู้ และประสบการณ์ซึ่งร่วมแก้ปัญหาที่ดิน อาทินายดือราแม ดาราแม ปราชญ์ชาวบ้าน พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินศูนย์อำนวยการขจัดความยากจน และพัฒนาชนบทตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) นายธนพร ศรียากูล อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และชาวบ้านที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุมกว่า 200 คน
นายวิทยา พานิชพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี กล่าวว่า พื้นที่ที่ชาวบ้านประสบปัญหาความเดือดร้อนในเรื่องที่ดินทำกินมีหลายแห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณพื้นที่อุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ซึ่งมีชุมชนอาศัยทำกินมาดั้งเดิม มีฐานมัสยิด ตะโละมาเน๊าะ อายุประมาณ 150 ปี ซึ่งตั้งอยู่ที่อำเภอบาเจาะ จ.นราธิวาส มีส่วนผลไม้ดั้งเดิม มีต้นยางพาราที่ปลูกและตัดปลูกใหม่ทดแทนเป็นรุ่นที่ 3 แล้ว ทำให้พื้นที่เขตอุทยานทับซ้อนที่ดินทำกินของประชาชนได้รับความเดือดร้อนกว่า 20,000 ราย คิดเป็นเนื้อที่กว่า 105,084 ไร่ มีผู้เดือดร้อนครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด (ปัตตานี ยะลา นราธิวาส)ใน 9 อำเภอ 25 ตำบล 89 หมู่บ้าน
ที่ผ่านมาประชาชนได้ต่อสู้ในการขอสิทธิทำกินคืน โดยการขอพิสูจน์สิทธิทำกินจากรัฐ ซึ่งถือเป็นความพยายาม และความร่วมมือจากภาครัฐและภาคประชาชนที่จะร่วมกันแก้ไข ซึ่งเครือข่ายชุมชนบูโด-สุไหงปาดี ได้ทำงานกับ ศอ.บต. และพบว่ามีการบุกทำลายทรัพยากรป่าไม้ในแต่ละปีมีน้อยมาก คือไม่ถึง 5 รายในแต่ละปี
ทั้งนี้แนวทางการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินของประชาชนในบริเวณเทือกเขาบูโด-สุไหงปาดี ได้มีมติครม.เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 มาแล้วสาระสำคัญคือ
1. เห็นชอบแนวทางการตัดโค่นยางพาราที่หมดอายุเพื่อปลูกใหม่ทดแทนในสัดส่วนไม่เกินร้อยละ 4 ของพื้นที่ปัญหาที่ดินเพื่อไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และจัดให้มีกลไกการทำงานซึ่งประกอบด้วย นายอำเภอ ผู้แทนอุทยาน ผู้แทนสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 4 สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง และผู้แทนชุมชนเป็นผู้พิจารณาร่วมกัน
2. เห็นชอบให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งรัดการแก้ไขปัญหาเอกสารสิทธิราษฎรผู้เดือดร้อนในเขตอำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ที่ได้มีการจัดทำข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลร่วมกันเรียบร้อยแล้ว คือ
2.1 ให้กรมที่ดินเร่งรัดตรวจสอบและออกเอกสารสิทธิโดยเดินสำรวจออกโฉนด ให้กลุ่มที่ดินที่อยู่นอกเขตอุทยานและนอกเขตป่าสงวนแห่งชาติ 745 ราย 994 แปลง จำนวนประมาณ 4,116 ไร่
2.2 ให้ดำเนินการพิสูจน์สิทธิที่ดินของราษฎรที่อยู่ในที่ดินที่อยู่ในเขตอุทยาน (ส่วนที่นอกเขตป่าสงวน) จำนวน 795 ราย 1,108 แปลง 4,942 ไร่ และที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติแห่งชาติ 722 แปลง 2,439 ไร่ ที่มีการจัดทำข้อมูลและแผนที่รายแปลงแล้ว โดยให้นายอำเภอแต่งตั้งคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ การถือครองที่ดินระดับอำเภอ ซึ่งมีองค์ประกอบจากทุกฝ่ายที่ร่วมกันจัดทำข้อมูลแก้ไขปัญหาที่ดินและใช้ข้อมูลเป็นที่ยอมรับร่วมกันแล้ว เป็นฐานในการพิสูจน์สิทธิ์ ซึ่งในกรณีที่พิสูจน์สิทธิ์ได้ว่า มีการถือครองก่อนการประกาศเป็นเขตป่าสงวนแห่งชาติปี 2508 และประกาศเป็นเขตป่าอุทยานแห่งชาติปี 2542 และมีการทำประโยชน์ในที่ดินต่อเนื่อง ให้มีการดำเนินการกันพื้นที่ทำกินออกจากเขตป่าสงวนแห่งชาติ และเขตอุทยานแห่งชาติตามกฎหมายนั้นโดยเร่งด่วน
2.3 ให้เร่งรัดการแก้ไขปัญหาตามแนวทางที่อำเภอบาเจาะได้ดำเนินการในพื้นที่บริเวณอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี อีก 9 อำเภอ ที่ยังไม่ได้ดำเนินการ โดยให้สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศสนับสนุนภาพถ่ายดาวเทียม (Digital File) มอบให้คณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ. เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาให้ครอบคลุมพื้นที่ปัญหาที่ดินสามจังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ให้ประสานกรมทรัพยากรธรณีและองค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ในการดำเนินการที่เกี่ยวข้อง
โดยหลังจากมีมติครม.ดังกล่าวแล้ว ส่งผลให้เกิดการไขปัญหาในพื้นที่นอกเขตป่าอุทยานและป่าสงวน คือประชาชนได้รับเอกสารสิทธิ์เป็นโฉนดที่ดินจำนวน 3,085 แปลงในพื้นที่อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส และอ.กะพ้อ จ.ปัตตานี ส่วนที่ดินในเขตอุทยานและป่าสงวน ยังไปไม่ถึงเป้าหมายของการกันพื้นที่ออกจากเขตป่า รวมทั้งการแก้ปัญหาการเปลี่ยนต้นยางพารา ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จแม้แต่แปลงเดียว
ในเวทีเสวนา “เปิดคน-เปิดความคิด-เปิดพื้นที่ ทางออกการแก้ไขปัญหาบูโด-สุไหงปาดี พื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้” ซึ่งมีผู้เข้าร่วมเสวนา ทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน นักวิชาการ ทหาร และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องที่ดิน ร่วมเสนอทางออกเพื่อให้การแก้ปัญหาที่ดินดังกล่าว มีความคืบหน้า เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับประชาชนผู้เดือดร้อนอย่างเร่งด่วน ที่เป็นทางออกร่วมกันดังนี้
พลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง อดีตประธานแก้ปัญหาที่ดินศจพ. กล่าวว่า ในกรณีผลกระทบจากประกาศอุทยานบูโด-สุไหงปาดีนั้น ตนมาเกี่ยวข้องในฐานะที่เป็นประธานศจพ.ในขณะนั้น โดยสนับสนุนให้มีการทำข้อมูลในพื้นที่นำร่องที่อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ซึ่งได้รับความร่วมมือจากนายอำเภอ หน่วยงานและภาคประชาชนดีมาก ข้อมูลที่เสนอตามมติครม.กำหนดว่าต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จอย่างเร่งด่วน ซึ่งไม่เกิดความสำเร็จตามเป้าหมาย ตนเห็นว่าที่ผ่านมาชุมชนไม่ใช่ผู้ทำลายป่า คนทำลายป่าคือเอกชนบางราย
อจ.ธนพร ศรียากุล กล่าวว่า มติครม.เมื่อ 14 ตุลาคม 2541 เป็นมติครม.ที่ความก้าวหน้ามากที่สุดแล้วต่อการแก้ปัญหาที่ดิน ตนมีความห่วงใยว่าการแก้ปัญหาที่ดินซึ่งเดินมาถูกทางแล้ว จะได้รับผลกระทบจากนโยบายการแก้ปัญหาของรัฐบาลชุดปัจจุบัน คือแผนแม่บทในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ ที่ร่างโดยกอ.รรมน.และประกาศใช้แล้วหรือไม่ ซึ่งตนเห็นว่าไม่เหมาะที่จะนำมาใช้กับการแก้ปัญหาที่ดินบูโด จึงเสนอให้ศอ.บต.ประสานเชิงนโยบายเพื่อความชัดเจนในเรื่องนี้รวมทั้งภาคประชาชนเองก็ไม่ควรนิ่งเฉย ควรเรียกร้องกับศอ.บต.และกอ.รมน.ในพื้นที่เพื่อให้เกิดความชัดเจนและควรมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างศอ.บต. กอ.รมน.หน่วยงานและเครือข่ายชุมชน เพราะไม่อยากเห็นความขัดแย้งรอบใหม่เกิดขึ้น รวมทั้งกอ.รมน.ก็ต้องปรับแผนในการแก้ปัญหาที่ดินในพื้นที่ และตนเห็นว่าในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องมีบทบัญญัติว่าด้วยสิทธิของชุมชนด้วย
นายวิรัตน์ กัลป์ยาศิริ อดีตรองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร มีความเห็นต่อการแก้ปัญหาที่ดินว่า หลักแรกของการเจ้าของที่ดินคือใครอยู่ก่อนคนนั้นก็เป็นเจ้าของ สองเมื่อมีมติครม.เป็นการเฉพาะแล้วก็ไม่ต้องนำมติทั่วไปมาใช้ และแก้ปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดี ตามมติครม.14 ตุลาคม 51 นั้นกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ ให้สามารถทำโดยนายอำเภอที่มีการแต่งคณะกรรมการจากทุกฝ่ายแล้ว เมื่อพิสูจน์ได้ว่าประชาชนอยู่มาก่อนและทำกินต่อเนื่อง ก็ต้องมีการกันพื้นที่ออกจากเขตป่า ซึ่งการพิสูจน์สิทธิ์ทำได้หลายวิธีทั้งภาพถ่าย หรือการเดินสำรวจ
พันเอกอุดมวิทย์ อโนวัลย์ รองผอ. ศปคท.กอ.รมน.ภาค 4 กล่าวว่าการแก้ปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องเป็นนโยบายเฉพาะ หากกฎทั่วไปไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่ ก็ต้องมีการแก้ไขหรือยกเว้น รวมทั้งเรื่องปัญหาที่ดินที่ประชาชนและหลายท่านกังวล ซึ่งทางศอ.บต.ต้องเป็นหน่วยหลักให้งานแก้ปัญหาที่ดินเดินหน้าต่อโดยเร็วถ้าเจออุปสรรคใหม่ก็มาว่ากันในคณะกรรมการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ที่มีพลเอกอุดมเดช สีตบุตร เป็นประธาน และมีการประชุมกันทุกเดือน ศอ.บต.สามารถหยิบยกปัญหาและข้อเสนอต่อ คปต. ดังนั้นประเด็นข้อกฎหมายหรือนโยบายที่ทำให้เกิดข้อขัดข้องก็ต้องนำมาคุยกันในคณะกรรมการฯ ซึ่งการประชุมครั้งต่อไปคือ 6 ตุลาคมและตนเห็นว่าเรื่องที่แก้ปัญหาที่ดินบูโดควรทำให้เสร็จในปี 2558
ด้านนายอรรณพ คงคาลิหมินผู้อำนวยการศูนย์เดินสำรวจออกโฉนดที่ดิน จ.สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส กล่าวว่ากรมที่ดินมีหน้าที่เป็นนายทะเบียนควบคุมที่ดินของรัฐและเอกชน และกรมที่ดินไม่ได้มีที่ดินเป็นของตนเอง เมื่อเจ้าของที่ดินมีแนวเขตสิทธิที่ชัดเจน กรมที่ดินก็พร้อมเอกสารสิทธิ์ที่ดินที่ครอบครองมาโดยชอบ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับศอ.บต. ในการทำแผนเดินสำรวจตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2557
ด้านนายศิโรฒ แวปาโอะประธานเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดี กล่าวว่า เครือข่ายได้ทำการสำรวจข้อมูลและแผนที่ในพื้นที่ 25 ตำบล พบว่าโดยส่วนใหญ่ประชาชนมีที่ดินเพื่อการทำสวนยาง สวนผลไม้คนละ 5 ไร่ ทางราชการและหน่วยงานต้องเร่งสร้างความเป็นธรรมให้คนในพื้นที่ ซึ่งเครือข่ายยินดีให้ความร่วมมือในการพิสูจน์สิทธิ์กับ ศอ.บต.และกอ.รมน. พร้อมกับเสนอให้มีคณะกรรมการพิสูจน์สิทธิ์ระดับอำเภอ ให้สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 6 สาขาปัตตานี กำหนดแนวปฏิบัติการการแก้ปัญหาให้ชัดเจน ด้านการตัดโค่นต้นยาง 4% ให้เป็นตามมติ ครม.14 ต.ค 51 และขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องยืนยันและจบกระบวนการที่คณะกรรมการระดับอำเภอ ซึ่งมีนายอำเภอเป็นประธาน
นายสิทธิชัย เหมียดสี ตัวแทนกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธ์พืช กล่าวว่า ตนเคยเข้าร่วมประชุมกับศจพ.และมีความเห็นว่า การแก้ปัญหาที่ดินควรแก้เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและถูกต้อง ไม่ใช่แก้เพื่อให้มีที่ดินทำกินโดยเสนอให้แผนแก้ปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดี ตามมติครม.51 ให้อยู่ในแผนของกอ.รมน.
นางสาวพรรณทิพย์ เพชรมาก รองผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาององค์กรชุมชน หรือ พอช.มีความเห็นว่าโมเดลในการแก้ปัญหาที่ดินของเครือข่ายชุมชนพื้นที่บูโด-สุไหงปาดี เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานของประชาชนทั้งประเทศ ที่เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคประชาชนทั้งการสำรวจ การรับรองข้อมูล และกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ เสนอว่าควรกำหนดแนวทางการปฏิบัติงาน (Road Map) เพื่อเสนอต่อคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.)และให้ดำเนินการตามแนวทางมติ ครม.14 ต.ค 51 โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการดำเนินงาน และทำแผนให้แล้วเสร็จในเดือนตุลาคม เพื่อให้การแก้ปัญหาแล้วเสร็จภายในปี 2558
ด้านเลขาธิการ ศอ.บต.นายภาณุ อุทัยรัตน์ ซึ่งร่วมประชุมทางไกล กล่าวว่าศอ.บต.จะดำเนินการผลักดันเรื่องบูโด-สุไหงปาดี ให้เป็นนโยบายของรัฐบาล สองให้มีการลงนามบันทึกความร่วมมือการแก้ไขปัญหาระหว่าง ศอ.บต.กับกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติฯ และกรมที่ดิน สามสนับสนุนให้เกิดการมีส่วนร่วมของเครือข่ายองค์กรชุมชน ผู้เดือดร้อน ภาคประชาสังคมและพอช. สี่การพัฒนาคุณภาพชีวิตและการสร้างความมั่นใจในการขับเคลื่อนงานกับเครือข่ายบูโด-สุไหงปาดี ตามระเบียบวิธีปฏิบัติของทุกฝ่าย และสนับสนุนงบประมาณ 20 ล้านบาท ในการพิสูจน์สิทธิ์ การกันแนวเขต การขอออกเอกสารสิทธิ์ และกำลังคนในการดำเนินงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และสุดท้ายคือการเร่งรัดให้สามารถดำเนินการให้เป็นรูปธรรม ของพื้นที่ที่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ ส่วน พื้นที่ที่ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ จะต้องมีเอกสารที่สามารถเพื่อบอกอาณาเขตในการครอบครองให้สามารถทำกินได้ และพื้นที่ที่ไม่สามารถให้ทำกินได้จะต้องกำหนดแนวทางในการอนุรักษ์ไว้ภายใต้ข้อตกลง นายภาณุกล่าว
ด้านนายดาราแม ดือราแม ปราชญ์ชาวบ้าน กล่าวว่า มนุษย์ทุกคนมีสิทธิติดตัวมาแต่กำเนิดในการมีส่วนร่วมอยู่สามอย่างคือ สิทธิในที่ดิน สิทธิในทรัพย์สินที่เกิดมาพร้อมแผ่นดินและสิทธิในพลังงาน ไม่มีใครละเมิดสิทธินี้ได้ตนเห็นว่าการแก้ปัญหาใดๆไม่ควรแก้โดยทางลัดเพราะจะเกิดระเบิดความเสียหายรุนแรงได้ และชุมชนก็พร้อมจะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อไม่ให้มีการแก้ปัญหาทางลัด และเชื่อว่าทุกคนต่างทำหน้าที่
ด้านแนวทางแนวทางการดำเนินงาน เพื่อการแก้ไขปัญที่ดินบูโด-สุไหงปาดี ผู้เข้าร่วมสัมมนา มีข้อตกลงร่วมกันดังนี้
หลักการทำงาน
1.ให้เป็นการทำงานร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งท้องถิ่น ท้องที่ โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมกับเครือข่ายในระดับหมู่บ้าน/ตำบล/อำเภอ
2.ใช้มติ ครม. 14 ตุลาคม 2551 เป็นแนวทางการทำงาน
3.ประสาน กอ.รมน.ทำความเข้าใจ เรื่องแนวทางแผนแม่บทให้สอดคล้องกับการทำงานของเครือข่ายแก้ปัญหาที่ดินบูโด-สุไหงปาดีที่ผ่านมา
4.จัดทำแผนการทำงานใน 3 ระดับ คือ
4.1 แผนปฏิบัติการทั้ง 9 อำเภอเพื่อให้เกิดการพิสูจน์สิทธิ์ทีดิน
4.2 แผนระดับหน่วยงาน เพื่อทำความเข้าใจกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องให้ทำตามมติ ครม. 14 ต.ค 2551
4.3 ระดับนโยบาย ศอ.บต. และ กอ.รมน. ทำข้อมูลข้อเสนอและการรับรองสิทธิ์ให้คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติเสนอแผนที่แนบท้ายกฤษฎีเพื่อเพิกถอนแนวเขตโดยด่วนที่สุด
5.ให้มีการจัดงบประมาณรองรับการทำงาน ทั้งของเครือข่ายบูโด-สุไหงปาดี ของสำนักงานเดินสำรวจรังวัดที่ดิน และสนับสนุนแผนการพัฒนาคุณภาพชีวิตเพื่อให้เกิดการกินดี อยู่ดีของราษฎรในพื้นที่
แนวทางการทำงานระดับพื้นที่
-ให้มีการพิสูจน์สิทธ์และการตัดโค่นต้นยาง 4% ให้เสร็จสิ้นในระดับพื้นที่โดยมีนายอำเภอเป็นประธานกรรมการพิจารณากรณีปัญหาทั้ง 3 กลุ่มคือ กลุ่มนอกเขต กลุ่มในเขตอุทยาน และกลุ่มป่าสงวนแห่งชาติ
- ส่งผลการพิสูจน์สิทธิ์จากอำเภอให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบ และส่งต่อ ศอ.บต. เสนอ กอ.รมน. ดำเนินการให้แล้วเสร็จ
แนวทางการทำงานระดับหน่วยงาน ให้ดำเนินการหาทางออกที่ตรงกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอต่อ คปต.
แนวทางระดับนโยบาย ให้หน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามมติ ครม. 14 ต.ค 2551 ใช้แนวปฏิบัติผ่านกระบวนการพิสูจน์สิทธิ์ในระดับพื้นที่





