playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

CM170914.01นับวันยิ่งชัดเจนว่า เชียงใหม่ที่สมบูรณ์พูนพร้อมด้วยศิลปวัฒนธรรม แหล่งทรัพยากรธรรมชาติในด้านต่างๆ กำลังถูกกระหน่ำด้วยกระแสการพัฒนาแผนใหม่ที่มุ่งเน้นความมั่งคั่ง ความสะดวกสบาย ทำให้มีคนเข้ามาเที่ยว มาอาศัย และมาลงทุน เกิดสถานประกอบการและสถานบริการต่างๆ มากมาย ส่งผลให้สังคมของคนเชียงใหม่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ทุกอย่างกำลังถูกกลบเกลื่อนจนแทบไม่มีร่องรอยเดิมหลงเหลืออยู่

ที่พอเห็นอยู่บ้าง ส่วนมากก็เป็นเพียงการสร้างภาพมากกว่าจะเป็นวิถีปกติของชุมชน ส่งผลให้เกิดปัญหาความเสื่อมเสียต่างๆ ที่บ่อนทำลายคุณภาพชีวิตการเป็นอยู่ของประชาชนโดยรวม เหมือนกับพื้นที่อื่นๆ ของประเทศเมื่อความเจริญเข้าไปถึงอย่างไม่มีการตั้งรับที่ดีพอ ไม่ว่าปัญหาความเสื่อมโทรมทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม การศึกษา วัฒนธรรม สิ่งแวดล้อม ฯลฯ

ซึ่งความจริงก็เป็นที่รู้กันโดยทั่วไป แม้จะมีหน่วยงานของรัฐที่คอยกำกับดูแล แก้ไขปัญหา และพัฒนาในทุกด้าน ก็ไม่สามารถจัดการปัญหาต่างๆ เหล่านี้ได้ แต่กลับทวีความรุนแรงมากขึ้น

จากปัญหาสถานการณ์ความเลวร้ายต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้มีการกระจายอำนาจการพัฒนาถึงท้องถิ่น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหลัก และองค์ประกอบอีกมากมายของชุมชนทุกระดับ แต่ปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะด้านคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ก็ไม่ได้รับการแก้ไข มิหนำซ้ำยังสะสมรุนแรงมากขึ้น นับวันก็ยิ่งยากในการแก้ไขเยียวยา ซึ่งเป็นตัวชี้วัดถึงความล้มเหลวในการพัฒนาประเทศ

เนื่องจากพอจะอ้างถึงความเจริญที่เกิดขึ้น ก็อ้างเฉพาะส่วนที่เป็นวัตถุ สิ่งปลูกสร้าง สถานบริการ และเทคโนโลยีต่างๆ เท่านั้น ซึ่งส่วนมากก็ไม่ได้ส่งผลให้คุณภาพชีวิต จิตวิญญาณ การเป็นอยู่ของประชาชนดีขึ้น และการพัฒนาหลายอย่างกลับเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้ประชาชนและชุมชนอ่อนแอ ไร้ความสามารถในการพึ่งพาตนเอง ติดระบบอุปถัมภ์ ระบบทุนนิยม ระบบศักดินา และกระแสวัตถุนิยม ประชาชนตกเป็นทาสการโฆษณาชวนเชื่อที่แสวงหาผลประโยชน์ในรูปแบบต่างๆ

จากปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นและสะสมมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน มีคน กลุ่มคน ชุมชน ที่ตื่นตัว เรียนรู้ และตระหนักถึงปัญหา สาเหตุ และพยายามที่จะหาทางออกกันมาอย่างต่อเนื่องเช่นกัน ตามช่องทางที่มีอยู่ ทั้งการใช้สิทธิ์ต่างๆ ทางกฎหมาย และการใช้วัฒนธรรมชุมชนที่เอื้อต่อการดำเนินการเพื่อแก้ไขปัญหา พัฒนาตนเองและชุมชน

ทำให้หลายคน หลายกลุ่ม หลายองค์กร และหลายชุมชน ประสบผลสัมฤทธิ์ในการจัดการปัญหา และการพัฒนาประเด็นงานทั้งแบบประเด็นเดี่ยว และแบบองค์รวมหลากหลายรูปแบบ ทั้งการพัฒนากลไก กระบวนการในการจัดการ ส่วนหนึ่งก็สามารถเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายแห่งการเรียนรู้สู่การขับเคลื่อนงานกันเป็นกระบวน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ในการจัดการปัญหาต่างๆ สร้างสุขภาวะแก่ชุมชนได้จริงทั้งด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม และทรัพยากรสิ่งแวดล้อม เช่น การจัดสวัสดิการชุมชน บ้านมั่นคง โฉนดชุมชน ป่าชุมชน และชุมชนต้นแบบในการจัดการปัญหาต่างๆ อีกหลายแง่มุม

เครือข่ายองค์กรภาคีต่างๆ ในจังหวัดเชียงใหม่ ที่เคยร่วมงานกันมาอย่างต่อเนื่อง ได้หารือและมีมติที่จะจัดงานสมัชชาร่วมกัน โดยใช้ชื่อว่า “สมัชชาพลเมือง”

“สมัชชาพลเมือง” ก็คือการรวมตัวกันของประชาชนที่รู้ร้อนรู้หนาวกับความเป็นไปในบ้านเมือง ต้องการเป็น “พลัง” ในการสร้างสรรค์บ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า (พลเมือง = พลังของเมือง) มาประชุมกันเพื่อหาแนวทางพัฒนาบ้านเมืองให้อยู่เย็นเป็นสุข เป็นชุมชน เป็นเมือง เป็นนคร เป็นมหานครแห่ง “สุขภาวะ” คำที่ฟังแล้วงงๆ แต่ถ้ารู้ความหมายก็จะเข้าใจว่าทำไมคำนี้จึงถูกนำมาใช้อยู่เป็นประจำในแวดวงนักวิชาการและนักพัฒนา

ที่หอประชุมเฉลิมพระเกียรติฯ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ (อบจ.) ในวันพุธที่ 17 กันยายน ตั้งแต่ 9 โมงเช้า ถึง 4 โมงเย็น พลเมืองราว 500 คนมารวมตัวกัน ในงาน“สมัชชาพลเมืองเชียงใหม่ ปี 2557” เพื่อ “สานพลังพลเมือง ร่วมปฏิรูปเชียงใหม่ ปฏิรูปประเทศไทยให้เชียงใหม่เป็นมหานครแห่งสุขภาวะ” สร้างความรู้รักสามัคคีของหน่วยงานกลุ่มองค์กรต่างๆ ในการขับเคลื่อนงานสร้างสุขภาวะแบบองค์รวมในจังหวัดเชียงใหม่ต่อไป

เป้าหมายคือจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปประเทศไทย และประกาศเกียรติคุณชุมชนต้นแบบที่มีประสบการณ์และผลงานที่สร้างสรรค์ รวมพลังในการจัดการชุมชนท้องถิ่นเชียงใหม่ที่สร้างเสริมสุขภาวะแบบองค์รวม

                ข้อเสนอที่สำคัญ เช่น

                -ทุกคนในประเทศไทย ได้รับการคุ้มครองสิทธิ ไม่เฉพาะปวงชนชาวไทย (มีเลข 13 หลักเท่านั้น) เพราะนี่เป็นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มิใช่รัฐธรรมนูญแห่งปวงชนชาวไทย  

            - ต้องมีการจัดสวัสดิการอย่างเสมอภาค ทั่วถึง เท่าเทียม ทั้งในเรื่องการศึกษา สาธารณสุข การเลี้ยงดูบุตร การมีงานทำ การยังชีพอย่างมีคุณภาพของผู้พิการ/ทุพพลภาพ ผู้มีอายุเกินหกสิบปีมีระบบบำนาญประชาชน การจัดสรรที่ดินทำกิน การมีที่อยู่อาศัย และการบรรเทาทุกข์ในกรณีภัยพิบัติทางธรรมชาติ เด็ก เยาวชน ผู้พิการ และผู้สูงอายุซึ่งไม่มีผู้ดูแล ทั้งนี้ต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรมท้องถิ่น ประเพณี ความเชื่อ และศาสนา

            -การรับรองสิทธิความเป็นชนพื้นเมือง

                -การรับรองสิทธิชุมชน โดยคงมาตร 66 และ 67 ในรัฐธรรมนูญปี 2550

                -รัฐจะต้องให้หลักประกันแก่ประชาชนในด้านศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และคุณภาพแห่งชีวิตโดยทั่วถึงและเสมอภาคกัน

                -รัฐต้องคุ้มครองให้ประชาชนได้รับการบริการสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ มาตรฐาน ในราคาที่เป็นธรรม รวมทั้งสนับสนุนให้ท้องถิ่น ชุมชน มีส่วนร่วมในการจัดสาธารณูปโภคที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ในราคาที่เป็นธรรม

                -รัฐต้องส่งเสริมให้ประชากรมีงานทำตามความเหมาะสม ตามศักยภาพ คุ้มครองแรงงานและอาชีพที่อยู่ในวิถีการผลิตทุกประเภท โดยเฉพาะแรงงานเด็กและแรงงานหญิง จัดระบบแรงงานสัมพันธ์ การประกันสังคม รวมทั้งคุ้มครองตอบแทนแรงงานให้เป็นธรรม

                -รัฐต้องกระจายอำนาจในการจัดบริการการศึกษา สาธารณสุข พัฒนาสังคม ชุมชน ให้องค์กรปกครองท้องถิ่น หรือองค์กรชุมชน หรือองค์กรเอกชน ทั้งนี้รัฐต้องควบคุมให้เป็นการจัดบริการที่มีคุณภาพมาตรฐาน และประสิทธิภาพ โดยไม่หวังผลกำไร บุคคลย่อมมีสิทธิการจัดการศึกษาตามวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรม

                -ในการดำเนินการสร้างสวัสดิการให้ประชาชน รัฐต้องให้ท้องถิ่น ชุมชนมีส่วนร่วม

                -รัฐต้องใช้มาตรการการเก็บภาษีรายได้บุคคล และจากรายได้ที่มาจากการดำเนินกิจการทุกชนิด รวมทั้งภาษีจากการจำหน่ายสินค้าที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภาษีการค้าหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์ ภาษีมรดก ภาษีการถือครองที่ดินเกินความจำเป็นในอัตราก้าวหน้า อย่างมีประสิทธิภาพโดยทั่วถึงและเป็นธรรม

                -ให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดิน ต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดเจนว่า จะดำเนินการใดเพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามบทบาทหน้าที่ของรัฐ และต้องทำรายงานแสดงผลการดำเนินการรวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้ง หากไม่ดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ หรือล่าช้า หรือผิดไปจากทิศทาง ประชาชนสามารถเข้าชื่อหมื่นชื่อต่อรัฐสภาให้มีการดำเนินการ ติดตามตรวจสอบ และเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจคณะรัฐมนตรีได้

            สมัชชาพลเมือง ย่อมไม่ยุติบทบาทเพียงเท่านี้ แต่ยังจะร่วมกันผลักดันให้ข้อเสมอต่างๆ ที่สกัดมาจากความคิด การทำงาน และความต้องการของพลเมืองได้ถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter