“การทำเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การพัฒนาแค่การเปลี่ยนแปลงข้างนอกเท่านั้น แต่มันคือการพัฒนาด้านจิตใจผู้คนในตำบลนี้ให้รู้จักที่จะรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันอย่างไร เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนไทยเราขาด”
กลุ่มของภาคประชาชนที่เริ่มต้นมาจากความเดือนร้อนเรื่องที่อยู่อาศัยกับการเปลี่ยนแปลงเมืองเชิงโครงสร้าง เพื่อนำไปสู่การท่องเที่ยว เป็นจุดเริ่มต้นในการชวนชาวบ้านลุกขึ้นมาพูดคุยกัน เรื่องปัญหาที่ชุมชนได้รับ ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ว่าจะช่วยกันแก้อย่างไร โดยส่วนตัวเชื่อว่า การแก้ปัญหานั้นต้องหาทางออกร่วมกัน ระหว่างชุมชนกับรัฐ ไม่ใช่เพียงส่วนใดส่วนหนึ่งเท่านั้น
“เพราะในบ้านเมืองเราทุกวันนี้ที่เป็นปัญหากันเพราะกระบวนการแก้ปัญหานั้นเป็นของรัฐเพียงฝ่ายเดียว หรือการหาทางออกก็เป็นของของชุมชนเพียงฝ่ายเดียว ซึ่งหาฝั่งไม่เจอแน่ วันนี้ต้องร่วมกันเพื่อหาทางออกร่วมกันทั้งในทางกฏหมายและวิถีชุมชน มันไม่ใช่พูดเรื่องกฏหมาย หรือพูดเรื่อง วิถีชุมชนเพียงอย่างเดียวมันต้องพูดทั้งสองส่วนร่วมกันเดินหน้าและยกระดับไปพร้อมกัน” นี่คือคำบอกเล่าข้างต้นของ สามารถ วีระกุล ที่ปรึกษาสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.)
สามารถ วีระกุล เล่าต่อไปอีกว่า จากตรงนั้นมา ก็เลยมีงานพัฒนาที่คนรวมกลุ่มกันพูดคุยเรื่องการพัฒนามาแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยและยกระดับมาทำให้เรื่องของสวัสดิการชุมชน แต่สวัสดิการที่นี่ใช้คำว่า “ออมบุญวันละบาท” สวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลอู่ทอง เริ่มจากคนเพียง 12 คน รวมกันได้ทุนเริ่มต้นประมาณ 3,000 กว่าบาท เริ่มประมาณปี 2553 ณ วันนี้ก็มีสมาชิกจำนวน 1,200 คน และมีเงินทุนอยู่ประมาณหนึ่งล้านกว่าบาท แต่วิธีคิดของเรา ต้องมีกรรมการตั้ง 13 ชุมชนกับอีก 1 องค์กร คือบ้านมั่นคง รวมเป็น 14 มาทำงานร่วมกัน โดยเป็นกรรมการกลาง และก็คุยกันถึงเรื่องการให้ในฐานะเพื่อนมนุษย์ มากกว่ามุ่งที่จะรับ แต่มุ่งที่จะให้กันมากกว่า
“เพราะเงิน 30 บาทนี้ หมายความว่าที่ทุกคนจ่าย ใครตายก็จะให้สมาชิกทั้งได้ไปงานศพกัน ช่วยกัน ไปดูแลกัน ใครเกิด ใครแก่ ใครเจ็บ ใครตายก็เอาเงินนี้มาดูแล จัดระบบคิดในการดูแลกัน นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดองค์กรชาวบ้านขึ้น แล้วพัฒนาไปสู่การที่จะยกระดับเรื่องของทุนของชาวบ้าน”
ตอนนี้กำลังมองเรื่องของการจัดการขยะ โดยเอา 13 ชุมชน มีกรรมการแยกกันไป แล้วเก็บกันไปเป็นเรื่องเช่น วันนี้เก็บถุงพลาสติก ในเทศบาลตำบลอู่ทอง ตอนนี้ที่กรมสิ่งแวดล้อมเข้ามาดูและมีสถิติในปี 2553 มีขยะเกิดขึ้นวันละ 15 ตัน ซึ่งเยอะมาก ฉะนั้น 15 ตัน เดือนหนึ่ง 450 ตัน ปีนึง ประมาณเกือบห้าพันตัน ซึ่งน่าตกใจกับเมืองเล็กๆเมืองเดียว ใน 15 ตันนั้นมีถุงพลาสติกกับของที่นำกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยการที่เขาเก็บจากถังขยะมาชั่งและก็แยกพลาสติกออกมา น่าจะมีถุงพลาสติกอยู่ประมาณตันกว่าๆ เกือบสองตัน ซึ่งคุณค่าของมันตันละเกือบหมื่น ถ้าประเมินแล้ว แต่วิธีคิดก็คตือว่า ถ้าทุกคนเอาถุงที่ไม่สะอาด เอาของที่แยกประเภทกันไม่ได้มากองรวมกันแล้วมาคัดแยกอันนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ทำได้ยาก
แต่วันนี้การใส่กลไกความคิดก็คือว่า ทำอย่างไรให้คนแต่ละชุมชน เรียนรู้วัฒนธรรมใหม่ที่จะต้องอยู่ร่วมมือกัน นั่นก็คือการจัดการขยะโดยบำบัดรายบ้าน แล้วนัดวันนำมารวมกัน เช่น ถุงพลาสติกครั้งหนึ่งเอารถไปเก็บที่เดียวแล้วขายออกไป ทุนคืนให้กับเจ้าของบ้าน ส่วนกำไรเป็นของกลุ่มที่ร่วมกัน เพื่อยกระดับแบบเดียวกันกับที่พี่หมู สุดใจ มิ่งพฤกษ์ ได้เริ่มทำไว้ที่จังหวัดสุรินทร์ ซึ่งเป็นแนวคิดเดียวกันเรื่องการจัดการขยะออมบุญที่จะให้มันพัฒนาการ การทำเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่การพัฒนาแค่การเปลี่ยนแปลงข้างนอกเท่านั้น แต่มันคือการพัฒนาด้านจิตใจผู้คนในตำบลนี้ให้รู้จักที่จะรับผิดชอบต่อสังคมร่วมกันอย่างไร เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะคนไทยเราขาดตรงนี้
การพัฒนาในหลายๆด้านจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องให้ชาวบ้านได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ วางแผน และระดมสรรพกำลังในการลงมือทำ เพราะหลายๆครั้งในการพัฒนาที่มันติดขัดและแนวทางของการดำเนินการที่ไม่สอดคล้อง เพราะเกิดจากการไม่รับฟังเสียงของชาวบ้าน ว่าชาวบ้านต้องการหรือไม่
เมืองอู่ทองอาจจะเป็นเมืองเล็ก แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สวยหรูและถูกประประดาไปด้วยโบราณสถานและรากประวัติศาสตร์ผู้คนมากมายที่เดินทางมาที่นี่ทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติประปราย จึงเป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เมืองเล็กๆ แห่งนี้สามารถสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน แต่สิ่งที่ตามมานอกจากรายได้นั้นแล้ว “ขยะ” เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่คามมาจากการบริโภคของผู้คนที่มาเที่ยวและส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นจากคนในท้องถิ่นเอง ขยะจำนวนที่ถูกผลิตขึ้นมากมายวันละหลายร้อยพันตัน ขยะเป็นส่วนหนึ่งในการทำลายทัศนียภาพที่สวยหรู ถ้าหากว่าไม่มีการรับมือและการจัดการที่เป็นระบบ
การรับมือกับขยะไม่ใช่เรื่องง่ายนัก หากแต่การจัดการ การทำให้ขยะเปลี่ยนเป็นมูลค่า ขยะเหล่านี้ก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ ผู้เขียนเคยได้สัมผัสและถ่ายทำชิ้นงานชิ้นหนึ่ง กลุ่มคนจนเมืองในจังหวัดภูเก็ต และอีกหลายชุมชน พวกเขายึดอาชีพขายของเก่า โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่ใกล้บริเวณที่มีการกำจัดขยะ ถือเป็นข้อได้เปรียบเชิงพื้นที่ เพื่อให้เห็นว่า แม้ขยะอาจจะน่ารังเกียจในสายตาคนทั่วไป แต่สำหรับคนที่ ชุมชนคลองเกาะผี พวกเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น
“ขยะ” อาจจะสร้างมลภาวะต่างๆมากมาย แต่อีกนัยยะหนึ่งขยะสามารถสร้างรายได้ ต่อลมหายใจให้ผู้คนอีกจำนวนไม่น้อย รูปธรรมที่ชัดเจนในเรื่องของการ“ชุมชนคลองเกาะผี” เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของการเรียนรู้และทำมาหากินกับกองขยะ พวกเขาพลิกวิกฤตนี้เป็นโอกาสและช่องทางของการทำมาหากิน การหาเก็บขยะเป็นอาชีพที่สุจริต ถ้าวันไหนทำก็มีรายได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่เดือดร้อน เพราะเป็นอาชีพที่อิสระ ไม่ต้องวุ่นวายกับใคร แม้ว่าจะได้ชื่อว่าทำมาหากินกับขยะ หรือคนขยะ แต่ขยะนี่แหละที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำให้พวกเขา ทุกชีวิตในชุมชนคลองเกาะผี สามารถสร้างรายได้จากการพึ่งพากองขยะโดยไม่เดียจฉันท์
รุ่นแล้ว รุ่นเล่า ยังคงหาเลี้ยงครอบครัวด้วยอาชีพนี้ การใช้ประโยชน์จากวัสดุในกองขยะอาจไม่ใช่การส่งต่อภูมิปัญญา แต่เป็นการส่งต่อความวิริยะอุสาห์ และเป็นตัวอย่างให้กับคนรุ่นต่อไปในชุมชนถึงการดำเนินชีวิตที่ไม่เบียดเบียนเพื่อนร่วมสังคม แต่จะดีกว่านั้น หากทุกคนร้อยสำนึกร่วมกัน โดยพร้อมจะรับผิดชอบต่อปัญหาขยะที่ล้นเมือง เชื่อว่าพวกเขาก็คงไม่ขัดข้องแต่อย่างใด
รูปธรรมของการพัฒนาที่ขาดการมีส่วนร่วมของชาวบ้าน ในมุมมองอาจมิใช่การพัฒนาที่แท้จริง เพราะการพัฒนาจำต้องอาศัยความคิด การมีส่วนร่วมของคนในท้องที่ท้องถิ่นด้วยเสมอ สิ่งที่อยากเชื่อมร้อย เชื่อมโยงให้เห็นเรื่องการจัดการขยะของสองพื้นที่ ทั้งในส่วนของเมืองอู่ทอง จ.สุพรรณบุรี ที่กำลังวางแผนและกำลังจะก่อร่างสร้างตัวเรื่องการจัดการขยะ และในส่วนของ ชุมชนคลองเกาะผี จ.ภูเก็ต ที่สร้างการมีส่วนร่วมและการจัดการขยะที่ให้ชาวบ้านได้สามารถสร้างรายได้และสร้างอาชีพให้ชาวบ้าน




