จากป่ายูคาฯ มาถึงผลิตผลที่พวกเขาร่วมกันพลิกฟื้นกลับคืนมาบริการจัดการในรูปแบบการสร้างชุมชนเกษตรกรรมอินทรีย์ ถือเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับชีวิตและสังคม ตามเจตนารมย์ที่พวกเขาจะรักษาผืนดินไว้ให้มีความมั่งคง และยั่งยืน สืบทอดไปสู่ลูกหลาน เหล่านี้คือคำมั่นของเลือดนักสู้บ่อแก้ว หมู่บ้านเกษตรอินทรีย์
เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม 2557 ที่ผ่านมา ชาวชุมชนบ่อแก้ว ต.ทุ่งพระ อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ ได้รวมใจกันพัฒนาพื้นที่แปลงเกษตร ด้วยการปรับหน้าดิน ร่วมกันจำกัดหญ้าวัชพืช ที่ขึ้นตามร่องแปลงพืชผักสวนครัว ที่ชาวบ้านมีการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง หลังจากกลับเข้ามาทวงที่ดินทำกินเดิมกลับคืนมา ในวันที่ 17 ก.ค.52 และได้ร่วมกันพลิกฟื้นผืนดิน พัฒนาที่อยู่อาศัย ควบคู่ไปกับพัฒนาชีวิต และจัดการบริหารที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน หลังจากที่ต้องสูญเสียผืนดินทำกินไป นับจากปี 2521 ที่องค์การอุตสาหกรรมป่าไม้ (ออป.)ได้รับสัมปทานกรมป่าไม้ ให้เข้ามาปลูกสร้างสวนป่าคอนสาร ครอบคลุมเนื้อที่กว่า 4,400 ไร่ ขับไล่ชาวบ้าน แล้วนำต้นยูคาฯมาปลูกทับแทนที่
นายนิด ต่อทุน ประธานโฉนดชุมชนบ้านบ่อแก้ว บอกว่า พวกเราปลูกพืชผักในสิ่งที่กินได้ พวกเราไม่เอาสวนป่ายูคาฯ และพวกเราไม่ใช่ผู้บุกรุก หากเป็นผู้บุกเบิกที่ดินทำกิน และใช้ประโยชน์ในที่ดินด้วยการพัฒนาให้เป็นเขตปฏิรูปโดยชุมชนมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งถือว่าเป็นรูปแบบหลักในวิธีการต่อสู้อีกอย่างหนึ่ง คือ พลิกฟื้นทั้งชีวิตและผืนดิน โดยการปลูกพืชผักในรูปแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ทำลายธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเป็นการแสดงให้สังคมเข้าใจว่าพืชเศรษฐกิจ เช่น ไม้ยูคาฯที่ ออป.นำเข้ามาปลูก นอกจากผลกระทบจากความเสื่อมโทรมของหน้าดิน และชาวบ้านถูกอพยพออกจากพื้นที่แล้ว ยังไม่สอดคล้องกับการดำเนินชีวิตของพวกเขา การทำการเกษตรด้วยการบริหารจัดการที่ดินโดยชุมชนต่างหาก ที่ถือว่าเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร สร้างความยั่งยืน ให้กับชีวิตทั้งของพวกเขาและชีวิตในสังคมได้
นายนิด ต่อทุน กล่าวต่อว่า ตามกำหนดไล่รื้อ ในวันที่ 25 ก.ย.57 จนมาถึงขณะนี้ สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงสงบ ยังไม่มีการสนธิกำลังของเจ้าหน้าที่เข้ามาในพื้นที่แต่อย่างใด แต่ความหวาดระแวง และความไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต ในช่วง 30 กว่าวัน จากที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้ และ ออป.นำป้ายคำสั่งที่ 64/57 ให้ทำการรื้อถอน อพยพตามเวลาที่ระบุไว้ แน่นนอนว่าส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจมาก เมื่อมองว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง จึงร่วมใจกันมาพัฒนาพื้นที่ หนึ่งในนั้นคือ แปลงรวม ที่เป็นทั้งโรงครัวใหญ่ และเป็นหัวใจที่สำคัญในการหล่อเลี้ยง ที่พวกเราทั้งกิน และนำออกขาย นำรายได้มาเข้ากองทุนที่ดินของคนในชุมชน
“อย่างไรก็ตาม ชาวบ้านก็มีการจัดเวรยามเฝ้าสังเกตการณ์กันมาโดยตลอด ด้วยมีข่าวหลายกระแสแจ้งมายังพี่น้องในชุมชนว่า ป่าไม้ กับทหาร จะเข้ามาในวันนี้ วันนั้น บ้างก็โทรมาบอกกับชาวบ้านว่า จะเข้ามาเจรจาเพื่อให้ชาวบ้านยอมออกจากพื้นที่ไปก่อน เป็นต้น ซึ่งทางผู้ประสานงานได้มีการเช็กข่าวกันตลอด ปรากฏว่า เป็นเพียงข่าวลือ เข้าใจว่าเป็นการปล่อยข่าวเพื่อให้ชาวบ้านเกิดความตื่นตระหนก หวาดกลัว ให้เกิดความสับสน เท่านั้น ”
ประธานโฉนดชุมชน แจ้งต่อว่า ในขณะนี้ทั้งในชุมชนบ่อแก้ว ชุมชนโคกยาว รวมทั้งพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบตามภาคอื่นๆ กำลังรอการแก้ไขปัญหาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งให้ชะลอ และยุติการดำเนินการใดๆ ที่จะส่งผลกระทบต่อชาวบ้าน ตามที่ตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆ ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ทั้งเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายปฎิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายเกษตรกรภาคเหนือ เครือข่ายเกษตรภาคใต้ และเครือข่ายชุมชนเพื่อการปฎิรูปสังคมและการเมือง เป็นต้น ได้เข้าไปยื่นข้อเสนอตามคำแฉลงและนโนบายของรัฐบาล ในเรื่องการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อน เมื่อวันที่ 29 ก.ย.57 ที่ผ่านมา เพื่อขอให้มีการจัดประชุมเพื่อหาข้อยุติและกำหนดกลไกการติดตามแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างรัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตัวแทนขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ในวันที่ 7 ต.ค.57 นี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล
ด้านนางบัวลา อินอิ่ม ชาวบ้านชุมชนบ่อแก้ว กล่าวด้วยว่า ปัญหาพิพาทสวนป่าคอนสาร ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ ได้มีกระบวนการแก้ไขทั้งในระดับนโยบายในหลายรัฐบาล รวมทั้งภายหลังจากที่มีการปิดประกาศคำสั่งที่ 64/57 ชาวบ้านก็ได้เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง ถึงทางจังหวัดชัยภูมิ และเดินทางเข้ากรุงเทพฯ ไปยื่นหนังสื่อให้แก่นายกรัฐมนตรี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กระทรวงทรัพยากรธรรมการและสิ่งแวดล้อม. เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงในการใช้ประโยชน์ในพื้นที่มาก่อน ซึ่งหน่วยงานดังกล่าว ได้รับหนังสือไปหมดแล้ว และที่จะมีการประชุมร่วมกับรัฐบาล ทางชุมชนก็พร้อมทั้งหลักฐานที่ชี้ว่า ชาวบ้านอยู่ที่นี่มาก่อนที่กรมป่าไม้จะประกาศเขตป่าสงวนแห่งชาติ เมื่อปี 2516 และเอกสารการชำระภาษีบำรุงท้องที่ รวมทั้งข้อมูลที่มีกระบวนการแก้ไขปัญหาต่างๆ ก็พร้อมจะไปยื่นในวันที่ 7 ต.ค.นี้
บัวลา กล่าวอีกว่า จากที่กลุ่มนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยขอนแก่น มหาวิทยาลัยมหาสารคาม รวมทั้งมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ หลายสิบคนร่วมเดินทางลงพื้นที่ตั้งแต่วันที่ 24 ก.ย.57 เพื่อมาให้กำลังใจ หากมีการไล่รื้อชาวบ้านบ่อแก้ว หรืออาจมีความหวั่นเกรงว่าจะเกิดเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น นับจากสถานการณ์ ความกังวลใจ เริ่มคลีคลายไปสู่ปกติ และจะมีการประชุมเจรจาเพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขที่ถูกต้องในวันดังกล่าวแล้วนั้น ขณะนี้ลูกหลาน นักศึกษา ที่ได้มาร่วมกิน นอน อยู่ที่บ้านบ่อแก้ว ได้เดินทางกลับไปกันหมดตั้งแต่เมื่อวานนี้ ทั้งนี้ต้องขอขอบใจแทนลูกหลานนักศึกษา เป็นอย่างมาก
“นับจากนี้พวกเราหวังอย่างยิ่งว่า จะดำเนินชีวิตได้ตามปกติสุขขึ้นมาอีกครั้ง ขอความเข้าใจให้ผู้มีอำนาจเห็นว่า การที่ชาวบ้านลุกขึ้นมาต่อสู้ เพื่อการปฏิรูปที่ดิน โดยไม่ได้ยึดติดกับการถือครองที่ดินแต่เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการการปฏิรูปที่ดินในวิถีการผลิต คือการทำเกษตรอินทรีย์ ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นบนเส้นทางการสร้างความมั่นคงทางอาหาร ให้ยั่งยืน และมีผลต่อสุขภาพร่างกายที่ดี เป็นการพึ่งพาตนเองของชุมชน ที่พวกเราสามารถลดการนำเข้าจากภายนอก และนำรายได้มาเลี้ยงครอบครัว และในชุมชนได้ ฉะนั้นทางเลือกของพวกเราคือ จะยืนหยัด ต่อสู้ เพื่อให้ข้ามผ่านไปบนทางที่ถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรม เพราะที่ผ่านมาพี่น้องเราถูกปิดกั้นสิทธิในการถือครองที่ดินทำกินมาโดยตลอด หากถูกไล่ออกไปอีกครานี้ พวกเราจะไม่มีที่อยู่ ไม่มีที่ทำกินกันอีก” บัวลา กล่าวทิ้งท้าย
แน่นอนว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ผุ้ที่ได้รับผลกระทบย่อมหวาดผวา กลัว รู้สึกไม่ปลอดภัยในการดำเนินชีวิต แต่เป็นเรื่องที่ปฏิเสธไม่ได้ เพราะทุกวันนี้ในหลายชุมชนทั่วประเทศกำลังถูกหน่วยงานของรัฐปิดป้ายไล่รื้อ แต่ด้วยความที่พวกเขามีป่า มีผืนดินทำกินที่เสมือนเป็นโรงครัวใหญ่ที่ตกทอดมาแต่ครั้นบรรพบุรุษ จึงได้พลิกฟื้นบริเวณพื้นที่พิพาทให้สมบูรณ์ขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการต่างคิดค้นแนวทางการจัดการที่ดินและการพัฒนาระบบการผลิตที่ยั่งยืน กระทั่งนำมาสู่การจัดที่ดินในรูปแบบโฉนดชุมชน และได้มีการพัฒนาชุมชนเกษตรกรรมอินทรีย์ มาตลอดระยะเวลา 6 ปี ที่กลับเข้าไปยึดพื้นที่ทำกินเดิมคืน ด้วยการนำร่องเปิดหมู่บ้านเกษตรอินทรีย์ ตามวิถีการดำเนินชีวิตของพวกเขา
หากผู้มีอำนาจ หรือรัฐบาลมองตามเงื่อนไขคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติที่ 66 / 57 ที่ระบุว่า “การดำเนินการใดๆ ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนผู้ยากไร้ ผู้ที่มีรายได้น้อย และผู้ไร้ที่ดินทำกิน ซึ่งได้อาศัยอยู่ในพื้นที่เดิมมาก่อน จะถือว่าเป็นความโชคดีของชาวบ้านที่เป็นเพียงเกษตรกร ผืนดินอันน้อยนิดของพวกเขา จะได้ร่วมกันสร้างความมั่นคงทางอาหาร โดยการจัดการของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน ให้มีความมั่นคง และยั่งยืน ด้วยความปกติสุขตลอดไป




