
เมื่อวันที่ 9 - 10 ตุลาคม 2557 อนุกรรมการยุทธศาสตร์ขบวนองค์กรชุมชน และคณะอนุกรรมการประสานงานระดับภาค ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) เพื่อวางแนวทางการขับเคลื่อนภายใต้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศไทย ทั้งนี้ในวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา ได้รับเกียรติจาก พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้เกียรติมอบนโยบายในเวทีดังกล่าว
พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวว่า โดยส่วนตัวได้เคยทำงานด้านพื้นที่มาก่อน และมีความคุ้นเคยในการทำงานโดยเฉพาะในพื้นที่ จ.นราธิวาส และพื้นที่นิคมคำสร้อย ในโอกาสที่มารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ก็ได้นำนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี มาเป็นนโยบายการขับเคลื่อนเช่นกัน โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก เป็นการสร้างบ้านที่สอดคล้องกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งในโอกาสต่อไปทางภาครัฐ ภาคเอกชน องค์กรพัฒนาเอกชน และชุมชน จะได้มาร่วมกันทำงาน อย่างมีส่วนร่วมต่อไป
นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า ช่วงนี้เป็นช่วงที่สำคัญที่เกิดสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับประเทศ เพื่อให้ทันสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละเรื่องนั้น ในฐานะอนุกรรมการของภาคประชาชน จะต้องมีเป้าหมายในการวางแนวทางการเคลื่อนงานใน 2 ประเด็นสำคัญ คือ ประการแรก การกระจายอำนาจ ขบวนองค์กรชุมชนจะมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาร่วมกันในพื้นที่อย่างไร ให้สอดคล้องกับการสนับสนุนงบประมาณที่สนับสนุนไปในพื้นที่ และ ประการที่สอง ประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์ปฏิรูปที่เกิดขึ้น บทบาทของพี่น้องขบวนองค์กรชุมชนจะอยู่ตรงไหน จะจัดการตนเองอย่างไรเพื่อให้เรื่องที่ดำเนินการตลอดมานั้น เข้าสู่กฎหมาย หรือนโยบายที่รัฐบาลกำหนด
“ในขณะที่นโยบายรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับขบวนองค์กรชุมชน คือ การลดความเหลื่อมล้ำ และการรักษาความมั่นคงของทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งนโยบายดังกล่าวมีเรื่องการพัฒนาระบบการคุ้มครองทางสังคม ระบบการออม และระบบสวัสดิการชุมชนให้มีประสิทธิภาพและมีความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น รวมถึงการแก้ปัญหาการไร้ที่ดินทำกินของเกษตรกรและการรุกล้ำเขตป่าสงวน และแก้ไขปัญหาเขตที่ดินทับซ้อนและแนวเขตพื้นที่ป่าที่ไม่ชัดเจน อันก่อให้เกิดข้อขัดแย้งระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐ พัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดิน และแก้ไขการบุกรุกที่ดินของรัฐโดยยึดแนวพระราชดำริที่ให้ประชาชนสามารถอยู่ร่วมกับป่าที่สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ได้กำหนดในเรื่อง การพัฒนาที่อยู่อาศัยของชุมชนแออัดและผู้มีรายได้น้อย เป็นเรื่องเร่งด่วน ในส่วนของแผนงาน โครงการของ พอช. ที่เกี่ยวข้องสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล และกระทรวง คือเรื่อง การพัฒนาความมั่นคงที่อยู่อาศัยคนจนในชุมชนแออัด “โครงการบ้านมั่นคง” การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยชนบท การสนับสนุนการจัดสวัสดิการชุมชน ซึ่ง พอช.เองจะพยายามดำเนินการให้ดีที่สุด”
ด้านนายอัมพร แก้วหนู ผู้ช่วยผู้อำนวยการ พอช. กล่าวถึง ร้อยวันกับการกำหนดแนวทางการขับเคลื่อนงานปฏิรูปว่า สำหรับงานพัฒนานั้นจะต้องทำงานขับเคลื่อนในสองระดับ คือ ระดับพื้นที่ และระดับนโยบาย โดยระดับพื้นที่ จะต้องมีการรณรงค์ให้เครือข่ายองค์กรชุมชนมีส่วนร่วมในการคิดปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้ประชาชน ชาวบ้านได้รู้ เข้าใจ ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล จังหวัด ชาติ เป็นเวทีเสนอความคิดเห็นการปฏิรูปประเทศไทย เสนอกลไกที่เกี่ยวข้อง และมีคณะทำงานขับเคลื่อนในระดับจังหวัด ภาค และชาติ
“ขบวนองค์กรชุมชนจะต้องมีกระบวนการในการดำเนินการให้เป็นรูปธรรมในทุกระดับ ร่วมกับภาคีต่างๆ ให้คำปรึกษาหารือกัน เพื่อเป็นข้อเสนอและแนวทางในการปฏิรูปประเทศไทย อาทิ เรื่องสิทธิชุมชน ชาติพันธุ์ สิทธิในการกำหนดนโยบายสาธารณะ การกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง โดยเฉพาะการเมืองการปกครองตนเอง และร่วมผลักดันกฎหมายในเรื่องต่างๆ เช่น พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน การปรับปรุงกฎหมายสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง พ.ร.บ. ผังเมือง เป็นต้น ซึ่งเจ้าภาพหลักในการดำเนินการ คือ อนุกรรมการประสานงานภาค โดยมี พอช. ร่วมออกแบบระบบการสนับสนุน”
ในการนี้ที่ประชุมได้มีข้อเสนอร่วมกันในการวางแนวทางการขับเคลื่อนในระดับพื้นที่ ๕ ภาค และส่วนสนับสนุน ดังนี้
|
ทบทวนระบบการทำงาน ของอนุภาค |
แนวทางการจัดระบบการทำงานของอนุภาค |
แนวทางการเชื่อมโยงอนุภาค กับอนุยุทธศาสตร์ชาติ และกรรมการ พอช. |
ข้อเสนอแนะต่อ การดำเนินงานข้างหน้า |
|
1. การวางแนวทาง ทิศทางการพัฒนา และยุทธศาสตร์ของภาค |
|
พอช.
ขบวนองค์กรชุมชน
|
|
|
|||
|
2. การเชื่อมโยงเครือข่าย และขบวนฯ เพื่อให้เกิดการประสานงาน และ บูรณาการงบประมาณ
|
|||
|
3. แนวทาง หลักเกณฑ์การสนับสนุนโครงการพัฒนาขององค์กรชุมชน เครือข่าย ภาคีพัฒนา (กลไก หลักเกณฑ์ การพิจารณา งบประมาณ) |
|||
|
|||
|
4. ระบบการติดตาม และ การดำเนินงานของขบวนองค์กรชุมชน |
|||
|
|||
|
5. เรื่องอื่นๆ |
|||
|
5.1 การสร้างคนรุ่นใหม่ในการทำงาน 5.2 ขบวนองค์กรชุมชนแข็งตัว มีความเป็นเจ้าของสูง |
|
|
|
การขับเคลื่อนงานปฏิรูป
|
ประเด็นการปฏิรูป |
เป้าหมายสำคัญ |
วิธีการขับเคลื่อน/รณรงค์ระดับจังหวัด/ ภาค/ ประเทศ |
กลไกการขับเคลื่อน |
สัญลักษณ์ |
|
1. ภาคเหนือ
|
||||
|
กระจายอำนาจ และชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง |
กระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง เพื่อนำไปสู่การสร้างประชาธิปไตยชุมชน |
- จุดพลังระดับตำบล 1,300 ตำบล เพื่อรวบรวมข้อเสนอ - เติมพลังในการเปลี่ยนแปลงระดับจังหวัด เพื่อรวบรวมข้อเสนอระดับจังหวัดโดยจัดเวทีคู่ขนานร่วมกับ สปช. - เชื่อมโยงข้อเสนอกับขบวนฯ และภาคี
|
- สื่อสาธารณะ สื่อท้องถิ่น - ภาคี
|
1 วัน 1,300 ตำบล ข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศ |
|
2. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
|
||||
|
ความเหลื่อมล้ำ (พรบ.สวัสดิการ) |
พรบ.สวัสดิการชุมชน |
- รวมพลังองค์กรภาคประชาชน (สพม. LDI พอช. ภาคปรชาสังคม) - ขบวนฯ ร่วมกับคณะทำงานภาคประชาสังคมจังหวัด ดำเนินการรวบรวมและจัดทำข้อเสนอ - จัดประชุมสร้างความเข้าใจร่วมกับตัวแทน สปช.จังหวัด |
สภาพลเมือง (จังหวัด ตำบล) |
|
|
การกระจายอำนาจ (ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง) |
-ยกเลิกราชการส่วนภูมิภาค -เลือกตั้งผู้ปกครองท้องถิ่น |
|
|
|
|
การจัดการดินน้ำป่า
|
ให้อำนาจในการจัดการทรัพยากรโดยชุมชนท้องถิ่น
|
|
|
|
|
3. ภาคใต้
|
||||
|
- ผลักดันข้อเสนอนโยบาย - กฎหมาย - รัฐธรรมนูญ |
- เวทีปฏิรูปคู่ขนานกับสภาปฏิรูป - ทบทวนแผนพัฒนาภาคใต้ในโครงการขนาดใหญ่ - การบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้โดยการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่
|
- ปรับแก้กฎหมาย พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พรบ.ปิโตรเลี่ยม 2514 พรบ.สภาฯ และสภาพัฒนาการเมือง พรบ. ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของชุมชน (กรมเจ้าท่า) - สนับสนุนให้เกิดกฎหมายใหม่ เช่น พรบ. 4 ฉบับ พรบ.การประมง พรบ.สวัสดิการชุมชน พรบ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง พรบ.พลังงานทางเลือก/พลังงานสะอาด พรบ.การบางแห่งประเทศไทย พรบ.จังหวัดจัดการตนเอง - ผลักดันเนื้อหาของภาคประชาชนในรัฐธรรมนูญใหม่ เช่น จัดตั้งสภาพลเมือง สิทธิชุมชน สิทธิที่อยู่อาศัยที่ดินทำกิน การเพิ่มอำนาจภาคประชาชน ฯลฯ - ประกาศเจตนารมณ์ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน - ใช้เวทีฟอรั่ม 25-26 ต.ค. |
- มีคณะทำงานข้อมูลวิชาการภาคใต้ในแต่ละประเด็น โดยการ ขับเคลื่อนตาม Road map
|
ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน |
|
4. ภาคกลางตะวันตก
|
||||
|
การแก้ไขปัญหาอำนาจเชิงโครงสร้าง |
เสนอกฎหมาย พรบ.ที่ดิน พรบ.สวัสดิการชุมชน พรบ.กระขายอำนาจ พรบ.ชุมชนแออัด |
- ผลักดันเชิงนโยบายกับรัฐบาล เรื่องโครงการของรัฐที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน - เสนอแนวทางการจัดการตนเอง สิทธิชุมชนให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ |
- ผู้แทนภาค - คณะทำงานภาค - ขบวนจังหวัด/ สนช. |
กำหนดสโลแกน “ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง (ดิน น้ำ ป่า อาหาร)” สกรีนในเสื้อ กระเป๋า ผ้าพันคอ กำไล |
|
การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ (ดิน น้ำ ป่า) |
พรบ.ธนาคารที่ดิน พรบ.กองทุนที่ดิน พรบ.ป่าชุมชน พรบ.การจัดการน้ำ |
- ผลักดันสู่รัฐธรรมนูญ - เสนอผ่านเวทีสภาองค์กรชุมชนระดับจังหวัด/ ชาติ - เวทีสมัชชาขบวนองค์กรชุมชน - เวที คชสป. |
||
|
สวัสดิการ |
พรบ.สวัสดิการชุมชน |
|
||
|
5. ภาค กทม.ปริมณฑล |
||||
|
การจัดการทรัพยากร ดิน น้ำป่า ทะเล |
- คนทุกคนเป็นเจ้าของทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อสร้างความมั่นคงด้านอาหาร และด้านอื่นๆ - การจัดการต้องมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย - กระจายอำนาจการบริหารจัดการสู่ชุมชนท้องถิ่น - จำกัดการถือครองที่ดิน - จัดสรรที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยให้ประชาชน เป็นสิทธิขั้นพื้นฐาน |
- สร้างความรู้ความเข้าใจทุกระดับ (ชุมชน ตำบล) - กำหนดแผนการขับเคลื่อน - สร้างกลไกทุกภาคส่วนเข้าร่วม |
|
|
|
การกระจายอำนาจ จังหวัดจัดการตนเอง |
- ส่งเสริมบทบาทองค์กรภาคประชาชนมีส่วนร่วม และถ่วงดุลอำนาจ - สนับสนุนภาคประชาชนกำหนดแผนพัฒนา - จัดโครงสร้างอำนาจในการปกครองระดับประดับเทศ และระดับท้องถิ่น |
|||
|
ที่ดินทำกิน และความมั่นคงทางอาหาร |
- การจำกัดการถือครองที่ดินโดยใช้ฐานกรรมสิทธิ์และการใช้ประโยชน์ - สิทธิขั้นพื้นที่ รัฐต้องจัดสรรที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยให้กับประชาชน |
|||
|
ความเหลื่อมล้ำ |
- สร้างความเท่าเทียมทุกด้าน โดยประชาชนมีบทบาทสำคัญ และรัฐสนับสนุนทั้งในด้านยุติธรรม การศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ |
|||
พร้อมทั้งเสนอกระบวนการ และวิธีการขับเคลื่อน คือ (1) ควรมีเวทีการพูดคุยในระดับจังหวัด อย่างน้อยใน 3 เรื่องที่กล่าวมาข้างต้น โดยมีหน่วยงานของรัฐ (คสช.) เป็นเจ้าภาพ หรือจะใช้เวทีระดับอำเภอ โดยให้พี่น้องที่เป็นเจ้าของเรื่องนั้นเข้าร่วมให้มากที่สุด (2) ให้เวทีพลเมืองระดับจังหวัด ประมาณปลายเดือน พ.ย. จัดเวทีพร้อมกันทุกจังหวัด หลังจากนั้นอีก 2 เดือน รวบรวมข้อเสนอ และเดือนมกราคม ใช้การประชุมคอนเฟอเร้นท์ทั้งประเทศร่วมกัน (3) รวบรวมข้อมูลที่มีอยู่ส่งให้กับสำนักนายกรัฐมนตรี (4) ร่วมกำหนดกฎหมายผังเมืองร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (5) พอช. สพม. และภาคีเครือข่ายด้านสุขภาพ จะร่วมกันขับเคลื่อนเพื่อหนุนเสริมกันอย่างไร เพื่อไม่ให้การทำงานซ้ำซ้อนกัน (6) ให้มีข้อเสนอจากพื้นที่ ตั้งแต่ตำบล อำเภอ จังหวัด เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพื่อเป็นข้อเสนอต่อรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอกฎหมาย และข้อเสนอเชิงนโยบาย (7) ควรมีงานวิชาการมาสนับสนุนการทำงานของภาคประชาชน โดยเฉพาะพื้นที่รูปธรรม (8) มีระบบการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจกับพี่น้องในงานประเด็นต่างๆ ในพื้นที่ และตำบล โดยอนุกรรมการภาคเป็นเจ้าภาพหลัก และชวนนักวิชาการท้องถิ่นมาร่วม เพื่อออกแบบการทำงาน โดยใช้ระยะเวลา 100 วัน เป็นตัวกำหนดว่าช่วงไหนจะดำเนินการ เริ่มจากการออกแบบกระบวนการ ร่วมกับทีมวิชาการท้องถิ่น นำเนื้อหาจัดเวทีระดับตำบล ประมาณเดือน เดือนตุลาคม - พฤศจิกายน แล้วรวบรวมข้อเสนอจากเวทีดังกล่าวมาที่ระดับจังหวัด และรวบรวมข้อมูล สังเคราะห์ข้อเสนอในระดับภาค และระดับชาติ ในเดือนธันวาคม เดือนมกราคม นำข้อเสนอจัดงานสมัชชาชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง สู่การปฏิรูปประเทศไทยต่อไป







