
ระหว่างวันที่ 14-16 ตุลาคม 2557 เครือข่ายสวัสดิการชุมชน 11 ภาค ทั่วประเทศ ร่วมเวทีสัมมนาหลักสูตรการพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการชุมชน และแผนการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนปี 2558 ณ ห้องประชุมไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน มีผู้เข้าร่วมกว่า 200 คน ทั้งนี้ ได้รับเกียรติจาก ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ ร่วมวิเคราะห์ความเป็นไปได้เกี่ยวกับแหล่งงบประมาณในการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ
นายมณเฑียร สอดเนื่อง คณะทำงานสวัสดิการชุมชน กล่าวว่า เราต้องหาวิธีการที่จะบริหารกองทุนของเราเพื่อให้เกิดความยั่งยืน ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะไม่ให้การสนับสนุน กองทุนของเราก็ยังสามารถดูแลตัวเอง ในขณะที่เราเองต้องคิดถึงเรื่องการมีกฎหมายเพื่อรองรับสถานภาพและการทำงานของเราเช่นกัน ซึ่งกฎหมายที่เกิดขึ้นนี้จำเป็นต้องมีเนื้อหาสาระที่ขึ้นมาจากพื้นที่เป็นหลัก เช่น พ.ร.บ. สวัสดิการชุมชน ที่เรากำลังร่วมกันยกร่างขึ้น บนหลักการ “การให้อย่างมีคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”
“การมีกฎหมายฉบับนี้ เป็นการยกระดับงานของเครือข่ายสวัสดิการชุมชนให้เติบโตมากขึ้น ซึ่งการหารือกันในครั้งนี้ แต่ละจังหวัดต้องนำกลับไปขับเคลื่อนต่อในพื้นที่ต่อไป”
นายวิรัตน์ สุขกุล คณะทำงานสวัสดิการชุมชน จ.อำนาจเจิรญ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่า กองทุนสวัสดิการชุมชนจัดตั้งแล้ว 5,863 กองทุน มีสมาชิก 4.2 ล้านราย เฉลี่ย 700 รายเศษต่อกองทุน เป็นคนในวัยทำงานทั่วไปโดยส่วนมาก รองลงมาเป็นเด็กและเยาวชน ผู้สูงอายุ และผู้ด้อยโอกาส ตามลำดับเงินกองทุนรวม 6,046 ล้านบาท เป็นเงินสมทบจากสมาชิก 3,873 ล้านบาท อปท.สมทบ 255.69 ล้านบาท
“ผลการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ที่เห็นชัดเจน ได้แก่ 1) ด้านคุณภาพชีวิต เช่น ดูแลตั้งแต่เกิด แก่ เจ็บตาย คนด้อยโอกาส และอื่นๆ 2) ด้านคน มีพัฒนาการในเรื่องความดี ได้ช่วยเหลือเพื่อน มีความสามารถเพิ่มขึ้น เช่น สามารถจัดทำบัญชี เอกสารรายงานประชุมได้ เกิดความสุขความภาคภูมิใจที่ได้ช่วยกันและกัน 3) ด้านองค์กรชุมชน สามารถบริหารจัดการได้ บูรณาการทุนภายในชุมชน มีรายงานการตรวจสอบภายใน เกิดการเชื่อมโยงเครือข่าย 4) ด้านความสัมพันธ์ใหม่ นโยบาย มีกลไกการทำงานร่วม อปท. มีทิศทางการหนุนเสริมการทำงานที่ดีขึ้น อบจ.หนุนแผนยุทธศาสตร์จังหวัด”
ศ.ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) วิเคราะห์ความเป็นไปได้แหล่งงบประมาณในการจัดสวัสดิการชุมชนเพื่อลดความเหลื่อมล้ำว่า โดยส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีและน่ายินดีที่รัฐบาลประกาศสนับสนุนการปฏิรูปภาษีเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และขยายฐานรายได้มากขึ้น เพราะหนึ่งในปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทสไทยคือมีความเหลื่อมล้ำสูง ซึ่งสามารถวัดจากรายได้ ความมั่งคั่ง การถือครองที่ดิน โอกาสการศึกษา และความเหลื่อมล้ำเชิงพื้นที่ เป็นต้น โดยหลักการของการจัดเก็บภาษีนั้น ในเมืองไทยภาษีส่วนใหญ่ร้อยละ 70 มาจากการบริโภค และร้อยละ 30 มาจากภาษีรายได้ แต่ภาษีจากทรัพย์สินหรือจากความมั่งคั่งไม่มีการเก็บ ซึ่งภาษีนี้มาจากมูลค่าบ้านและที่ดิน อาคารพานิชย์ ที่ดินการเกษตร ที่ดินว่างเปล่า เป็นต้น ถือว่าเป็นมาตรการลดความเหลื่อมล้ำ เป็นการถ่ายโอนรายได้จากคนรวยให้คนจน เช่น ภาษีโอนที่ดิน
“ในช่วงเวลาที่ผ่านมาพบว่า สังคมไทยมีปัญหาความเหลื่อมล้ำมาก เพราะที่ดินกระจุกในเมืองใหญ่ พื้นที่การท่องเที่ยว พื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งถือเป็นความเหลื่อมล้ำในมิติพื้นที่ อีกประการคือ การกระจุกตัวของรายได้ ซึ่งมีข้อเสนอที่สำคัญต่อเรื่องนี้ว่า อยากให้เป็นภาษีฐานร่วม ให้ส่วนใหญ่ร้อยละ 70 เป็นรายได้ท้องถิ่น ส่วนน้อยร้อยละ 30 เป็นรายได้ส่วนกลาง ร้อยละ 5 กันเป็นค่าจัดเก็บ อาจตั้งบริษัทลูกที่อยู่ภายใต้กรมที่ดิน และกันเป็นรายได้เข้ากองทุน เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และสนับสนุนความเข้มแข็งประชาชนร้อยละ 15-20 ส่วนที่เหลือเป็นรายได้รัฐบาล ดังนั้นในเชิงการบริหารกองทุนควรมีการจัดสรรตามพื้นที่ คือ พื้นที่ยากจนได้รับมาก จัดสรรตามประเภทกิจกรรม สนับสนุนเด็กด้อยโอกาส คนพิการ คนยากจน สนับสนุนอาชีพและเพิ่มผลผลิตภาพแรงงาน รวมถึงการออมสมทบเพื่อให้เกิดระบบบำนาญในแรงงานนอกระบบ เป็นต้น และมีระบบการติดตามประเมินผล ดูเรื่องการจัดผลงาน ความคุ้มค่า การจัดสรรที่ตรงตามกลุ่มเป้าหมายประชากร (Pro-poor policy) นอกจากนั้นยังต้องมีการพัฒนาฐานข้อมูลและจัดเก็บข้อมูล ร่วมกับการมีแผนการวิจัยที่เป็นกลาง ให้มีระบบรายงานข้อมูลต่อรัฐสภา”
นายสมพร ใช้บางยาง ประธานกรรมการ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ให้ข้อคิดเห็นในช่วงท้ายว่า ดีใจที่เห็นความก้าวหน้าของกองทุนสวัสดิการชุมชนเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เห็นผู้นำหน้าใหม่ๆ เข้ามาร่วมขบวนการ เพราะเราอยากเห็นการเพิ่มขึ้นของคนทำงานใหม่ๆ มากขึ้นเรื่อยๆ เป็นการสร้างเครือข่ายสร้างผู้นำฐานล่างได้เป็นอย่างดี และเห็นกระบวนการกำหนดแผนการสร้างผู้นำไว้ในปี 2558 ด้วย พอช. พร้อมที่จะหนุนเสริมพลังของพวกเราอย่างต่อเนื่อง บทบาทของพี่น้องประชาชน เจ้าหน้าที่ พอช. ต้องมีความชัดเจน ในการเสริมพลังต่อกันเพื่อร่วมขับเคลื่อนร่วมกับหน่วยงานภาคส่วนต่างๆ ให้มากขึ้น
“ที่ผ่านมาเราสร้างจากข้างบนตลอด ต่อไปนี้เราจะสร้างจากฐานล่าง เพื่อให้คนอื่นฟังเราบ้าง ดังนั้น จึงอยากเชิญชวนพวกเราร่วมคิดร่วมกัน บนฐานของความเป็นพลเมือง ความเป็นคนไทย เราไม่ได้ขัดแย้งกับใครแต่เราจะร่วมสร้างความเข้มแข็งไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าการต่อสู้ของภาคประชาชนจะไม่ได้มาเร็ววัน แต่ต้องใช้ความอดทนในการทำงาน ในการต่อสู้ และ พอช. ก็พร้อมที่จะร่วมสร้างไปกับพี่น้องทุกคน”
จากการสัมมนาในครั้งนี้มีมติร่วมกันในการขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง จากการสังเคราะห์แผนปฏิบัติการระดับภาค และแผนการขับเคลื่อนปี 2558 ตามแผนยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนสวัสดิการชุมชน ภายใต้ 4 ยุทธศาสตร์หลัก ดังนี้
1. การเสริมสร้างความเข้มแข็งระบบสวัสดิการชุมชน
- การพัฒนาแกนนำ 5 ภาค รวม 17,461 คน เพื่อให้แกนนำมีความเข้าใจหลักคิดอุดมการณสวัสดิการชุมชน มีความสามารถเป็นวิทยากรกระบวนการได้ เป็ฯนักเชื่อมประสานงาน เป็นที่ยอมรับของชุมชนและหน่วยงานต่างๆ เกิดแกนนำรุ่นใหม่ที่มีจิตสำนึกอุดมการณ์สานต่อความคิดคนรุ่นเก่า และมีทักษะและความชำนาญด้านการบริหารจัดการ ข้อมูล จัดการความรู้ การสื่อสารและการติดตามประเมินผล วิธีการ : อบรมพัฒนาศักยภาพผู้นำในเรื่องต่างๆ เช่น การบริหารจัดการที่ดี บัญชีการเงิน ระบบ ข้อมูบ โปรแกรม จัดการความรู้ ภาวะผู้นำ วิทยากรกระบวนการ สื่อสารประชาสัมพันธ์ เป็นต้น และเวทีแลกเปลี่ยนเรียนู้จากพื้นที่จริง รวมถึง การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในระดับตำบล/ อำเภอ/จังหวัด
- การขยายฐานสมาชิก เกิดสมาชิกที่มีความเข้าใจฐานคิดสวัสดิการชุมชน มีจิตสำนึกการเป็นเจ้าของกองทุนสวัสดิการชุมชนร่วมกัน และประชากรส่วนใหญ่ในตำบลเข้าถึงสวัสดิการชุมชนเพิ่มมากขึ้น โดยในปี 2558 ตั้งเป้าหมายที่ 1,902,700 คน จะต้องเป็นสมาชิกที่มีความเข้าใจเรื่องสวัสดิการชุมชน ไม่ใช่เป็นสมาชิกที่ต้องการสิทธิอย่างเดียว และเป็นสมาชิกที่จ่ายขาดรายปี วิธีการ : จัดเวทีสร้างความเข้าใจกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ในการมีส่วนร่วมในการขยายฐานสมาชิก ส่งเสริมการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน สร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่หลากหลาย เช่น เอกสารแผ่น พับ เสียงตามสาย เวทีประชาคม ฯลฯ ถึงประโยชน์ที่จะได้รับและผลการดำเนินงานต่างๆ สร้าง การรับรู้ให้เป็นสาธารณะ
- การตั้งกองทุนใหม่ 2,018 กองทุน ให้เกิดกองทุนสวัสดิการชุมชนจัดตั้งใหม่ที่มีคุณภาพ มีความเข้าใจถึงแนวคิด อุดมการณ์ของกองทุน แกนนำจังหวัดมีความรู้ความเข้าใจในการส่งเสริมหลักคิดการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน และเกิดพื้นที่ที่มีความพร้อม และความเข้าใจในการตั้งกองทุนฯโดยไม่เร่งการจัดตั้ง วิธีการ : ใช้พื้นที่ต้นแบบในการขยายผลสร้างการเรียนรู้ และจัดตั้งกองทุนใหม่ในตำบล ใช้ ประเด็นงานและสภาองค์กรชุมชน สร้างเงื่อนไขในการจัดตั้งกองทุนใหม่ในตำบล จัดเวทีทำความ เข้าใจ แนวคิด วิธีการของกองทุนฯ ประโยชน์ต่างๆ ที่จะได้รับกับกลุ่มเป้ากมาย ร่วมกับชุมชนท้อง ถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานราชการ ใช้สื่อในการสื่อสารประชาสัมพันธ์กับกลุ่มเป้าหมายที่เกี่ยวข้อง
- การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่ดี ให้ได้ 2,452 กองทุน ให้กองทุนฯ มีความเข้าใจและสามารถปฏิบัติตามระบบบริหารจัดการที่ดี และเป็นที่ยอมรับของสมาชิกและหน่วยงาน มีระบบการรายงานผลการดำเนินงานที่เป็นปัจจุบันและเผยแพร่สู่สาธารณะ สามารถเชื่อมโยงกระบวนการทำงานระดับจังหวัด/ภาค/ชาติ และพัฒนาตำบลที่มีศักยภาพที่สามารถเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านการบริหารจัดการที่ดี
- การพึ่งตนเอง ให้กองทุนมีความสามารถในการพึ่งตนเองได้ 1,062 กองทุน เป็นที่ยอมรับ และเชื่อมั่นจากทุกภาคส่วน เกิดแผนพัฒนากองทุนสวัสดิการในข้อบัญญัติท้องถิ่น มีรูปแบบการบริหารที่ดีที่ทำให้เกิดรายได้โดยไม่เสี่ยง และปรับปรุงระเบียบข้อบังคับให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ของตนเอง วิธีการ : จัดเวทีทำความเข้าใจกับกองทุนฯ เชื่อมโยงกองทุนต่างๆ ในชุมชน ถึงแนวทางและ วิธีการวิเคราะหืความเสี่ยงในเรื่องรายรับ รายจ่าย มีการระดมทุนด้วยวิธ๊การต่างๆ ตามวิถีชีวิต วัฒนธรรมของพื้นที่ เช่น ทอดผ้าป่า กองทุนซากาต เป็นต้น โดยต้องมีระบบการบริหารจัดการที่ ดี ผลักดันสวัสดิการชุมชนให้บรรจุอยู่ในข้อบัญญัติท้องถิ่น/เทศบัญญัติ/ยุทธศาสสตร์จังหวัด
2. การเสริมสร้างและการเชื่อมโยงเครือข่าย
- เครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัด/ภาค/ชาติ โดยทำให้เกิดเครือข่ายสวัสดิการชุมชนระดับจังหวัด/ระดับภาคที่มีการประชุมร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการดำเนินงาน และมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง ต้องทำให้สมาชิกกองทุนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเครือข่าย มีนโยบายท้องถิ่นจังหวัด ภาค ชาติ มีโครงสร้างการทำงานที่มีภาคีหน่วยงานเข้ามาร่วม เกิดการพัฒนาคุณภาพเพื่อการเรียนรู้ในทุกเครือข่าย
วิธีการ : ส่งเสริมให้มีกิจกรรม การประชุมอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้เกิดเวทีเครือข่ายในรูป แบบอำเภอ/พื้นที่/โซน/จังหวัด จัดเวทีสัญจรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับเครือข่าย การพัฒนา คุณภาพกองทุนผ่านระบบเครือข่าย มีโครงสร้างการทำงานและระเบียบข้อบังคับ เชื่อมโยงเครือ ข่ายกับงานพัฒนาด้านอื่นๆ มีการกำหนดแนวทางร่วมกันในการขับเคลื่อนของเครือข่ายสวัสดิการ ชุมชนระดับจังหวัด/ภาค และก่อตั้งสมาคมสวัสดิการภาคประชาชนแห่งประเทศไทย
- ใช้สวัสดิการชุมชนเป็นฐานเชื่อมโยงสู่งานพัฒนาด้านอื่นๆ เครือข่ายสวัสดิการชุมชนเกิดการบูรณาการทุนกับกองทุนอื่นๆ ในชุมชนไปสู่การพึ่งตนเอง เกิดการใช้ทุนสวัสดิการไปช่วยเหลือคนในชุมชน และเชื่อมโยงสู่ประเด็นประเด็นอื่นๆ อย่างน้อย 3 ประเด็น (เศรษฐกิจ ที่ดิน บ้านมั่นคง สภาองค์กรชุมชน ภัยพิบัติ ฯลฯ) เกิดประเภทสวัสดิการที่มากกว่าตัวเงิน เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างเครือข่ายสวัสดิการชุมชนกับประเด็นงานอื่นๆ
วิธีการ : ใช้เวทีสภาองค์กรชุมชนในการพูดคุย และประสานงานการดำเนินงานด้านต่างๆ ของ สวัสดิการชุมชน ส่งเสริมให้ความรู้ถึงที่มาของสวัสดิการ การก่อเกิดจากการช่วยเหลือลงแรง เพื่อ สร้างความเข้าใจถึงสวัสดิการที่ไม่เน้นตัวเงิน สรุปบทเรียนแลกเปลี่ยนการทำงานระหว่างประเด็น งานตางๆ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้กองทุนสวัสดิการชุมชนเชื่อมประสานประเด็นงานต่างๆ จัด ทำแผนพัฒนาในพื้นที่ ยกระดับสวัสดิการชุมชนไปสู่การจัดการความมั่นคงในชีวิต
3. การพัฒนาระบบข้อมูล การจัดการความรู้ และการเรียนรู้
- ระบบฐานข้อมูลสมาชิก/ฐานการเงิน 100 เปอร์เซ็นต์ของกองทุนทั้งหมด กองทุนสวัสดิการชุมชนมีระบบข้อมูล ที่เป็นปัจจุบัน และสามารถรายงานผลการดำเนินงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เกิดแผนการพัฒนาจากการวิเคราะห์ข้อมูลกองทุน มีรายงานสรุปผลการดำเนินงานกองทุนต่อสมาชิกทุกปี มีระบบมาตรฐานด้านการบริหารจัดการข้อมูล และระบบการเงินของกองทุนสวัสดิการชุมชน วิธีการ : มีการกำหนดกติการ ระเบียบ เป็นข้อตกลงร่วมกันในการจัดทำข้อมูลกองทุน โดยใช้ทีมติดตามประเมินผลของจังหวัดเป็นกลไกการติดตาม พัฒนาคู่มือการบริหารจัดการข้อมูล และการเงินกองทุน เพื่อเป็นเครื่องมือที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน พัฒนาศักยภาพแกนนำในการจัดระบบข้อมูล และการจัดทำรายงาน สนับสนุนการใช้ฐานข้อมูลโปรแกรมบริหารกองทุนสวัสดิการชุมชน
- ชุดความรู้ ตั้งเป้าหมายให้เกิดชุดความรู้ 1,034 ชุดองค์ความรู้ เพื่อเป็นชุดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินงานสวัสดิการชุมชน และแนวทางการพัฒนากองทุน มีนักจัดากรความรู้ชุมชนของกองทุนฯ ชุดองคืความรู้ที่ได้สามารถเผยแพร่สู่สาธารณะได้ มีโครงข่ายการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้านสวัสดิการชุมชน โดยใช้ความรู้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพกองทุน และยกระดับกองทุนสวัสดิการชุมชนสู่การพึ่งตนเอง วิธีการ : เชื่อมโยงสถาบันการศึกษา และนักวิจัยในชุมชน พัฒนานักวิจัยชุมชนโดยการจัดการความรู้ในพื้นที่จริง จัดทำสื่อ/เอกสารชุดความรู้ที่ได้ เพื่อนำไปเผยแร่สู่สาธารณะ และพัมนาฐานข้อมูลรวบรวมองค์ความรู้เรื่องกองทุนสวัสดิการชุมชน
4. พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสนับสนุนระบบสวัสดิการชุมชน
- แผนพัฒนาท้องถิ่น (อบต./เทศบาล) ให้มีการเชื่อมโยงและจัดทำแผนงานสวัสดิการชุมชนร่วมกัยชนกับกลุ่มองค์กรชุมชนต่างๆ ท้องที่ ท้องถิ่น เพื่อให้เกิดสวัสดิการชุมชนถ้วนหน้า และแผนสวัสดิการบรรจุเข้าแผนข้อบัญญัติของท้องถิ่น วิธีการ : มีเวทีการจัดทำแผนพัฒนาตำบลร่วมกันระหว่างชุมชน องค์กรชุมชนต่างๆ และท้องที่ ท้องถิ่น จัดเวทีให้ความรู้แนวทางการสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนให้แก่ท้องถิ่น กองทุนฯ จัดทำแผนเพื่อเสนอในเวทีประชาคมเมหู่บ้าน โดยไม่ใช่กองทุนฯ เป็นเครื่องมือในการหาเสียงทางการเมือง และกองทุนควรต้องมีการจดแจ้งขึ้นทะเบียนเป็นองค์กรสวัสดิการชุมชนกับ พมจ. รวมถึงต้องมีการรายงานผลการดำเนินงานให้หน่วยงานที่รับผิดชอบรับทราบต่อเนื่อง
- แผนพัฒนาจังหวัด ตั้งเป้าหมายให้มีแผนพัฒนากองทุน/ แผนพัฒนาท้องถิ่นสู่แผนพัฒนาจังหวัด และแผนสวัสดิการได้รับการบรรจุในแผนยุทธศาสตร์ของจังหวัด เพื่อยกระดับเป็นนโยบายว่าด้วยการจัดระบบสวัสดิการชุมชนที่ครอบคลุมทุกมิติ วิธีการ : นำแผนสวัสดิการชุมชนเสอนต่อสภาองค์กรชุมชนตำบล และรวบรวมสู่สภาฯจังหวัด นำแผนสวัสดิการชุมชนในด้านการพัฒนาศักยภาพต่างๆ เสนอผ่าน พอมจ.เพื่อเสนอต่อผู้ว่าราชการจังหวัด และหน่วยงานภาคี โดยใช้เวทีสมัชชาจังหวัดเป็ฯเวทีประกาศเจตนารมณ๋ และผลักดันสวัสดิการชุมชนให้เป็นนโยบายสาธารณะ
- พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน
วิธีการ : เปิดเวทีระดม และรับฟังความคิดเห็นต่อ พ.ร.บ. ในระดับเครือข่ายอำเภอ โซน จังหวัด และรวบรวมข้อสเนอต่อระดับภาค และเชื่อมโยงกับเวทีขบนองค์กรชุมชนและงานประเด็นอื่นๆ ในการจัดทำข้อสเนอ พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน รวมถึงต้องศึกษาข้อมูลงานที่เกี่ยวข้องด้วย
- ข้อเสนอรัฐธรรมนูญใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้มีการบรรจุงานสวัสดิการชุมชนในรัฐธรรมนูญ ในหมวดว่าด้วยสิทธิชุมชน วิธีการ : เปิดเวทีทำความเข้าใจเรื่องการบรรจุเรื่อสวัสดิการไว้ในรัฐธรรมนูญ จัดทำข้อเสนอสวัสดิการชุมชนในแต่ละจังหวัด เสนอ สปช.จังหวัด และจัดเวทีประมวลในระดับภาค และระดับชาติ เสนอต่อ สนช. สปช. ให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ






