playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

pijit01.271014เขาขนาดเล็กตั้ง ตระหง่าน ที่แวดล้อมด้วยสวนมะม่วงของกลุ่มนายทุนที่เข้ามากว้านซื้อที่ดินเพื่อทำสวนมะม่วงส่งออกขายต่างประเทศ เมื่อท่านมาแถวนี้ ท่านจะอดสงสัยไม่ได้เลยว่า พื้นที่ป่าชุมชนบริเวณเขา “อีแต๋ว”นี้ยังหลงเหลืออยู่ได้อย่างไร ในเมื่อเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงจากนายทุนจะบุกรุกพื้นที่ดังกล่าวเข้ามาเพื่อทำประโยชน์ในที่ดินแห่งนี้

            จากการสอบถามจากชาวบ้าน ก็ได้ความว่า เขาอีแต๋ว ที่ชาวบ้านเรียกกันนั้นก่อนหน้านี้ชื่อว่า “เขาขมิ้น” ตั้งอยู่ที่ หมู่6 ตำบลวังทรายพูน อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร เป็นพื้นที่ป่าสงวนก่อนที่จะมีผู้ใหญ่คนแรกของหมู่บ้าน ผู้ใหญ่คนแรกของหมู่บ้านชื่อว่าผู้ใหญ่ลาย

ผู้เฒ่าได้เล่าว่า สมัยก่อน เขาขมิ้น มีลักษณะเป็นป่าโปร่ง สภาพดินเป็นดินร่วน มีลักษณะ ซุย ปนกับหินเขียว สภาพป่ามีลักษณะเป็นป่าเต็งรัง (ป่าแพะ) ที่กำลังเสื่อมโทรมอยู่ในสภาพวิกฤติ ที่มีสาเหตุมาจากชาวบ้านได้ทำการบุกรุกพื้นที่ป่าที่มีอยู่เพียงแห่งเดียวในละแวกนั้น จนมาถึงผู้ใหญ่บ้านลำดับที่ 8 ของหมู่บ้านนี้ ชื่อผู้ใหญ่บก ได้กันพื้นที่บางส่วนทางทิศตะวันออกไว้สร้างโรงเรียนและวัด แต่ก็ไม่ได้สร้างสถานที่ดังกล่าวในพื้นที่ที่ได้กันไว้ เมื่อ พ.ศ 2516 เป็นสมัยของผู้ใหญ่บ้านลำดับที่ 9 ชื่อผู้ใหญ่สมาน ลำดับต่อจากผู้ใหญ่บก ได้เกิดเหตุ การฆ่าข่มขืนหญิงสาวบนเขาขมิ้น และผู้หญิงที่ถูกฆ่าข่มขืนมีนั้นชื่อ “แต๋ว” ซึ่งเป็นคนจากหมู่อื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกับหมู่ 6 หลังจากเหตุการณ์ในครั้งนั้น ชาวบ้านก็เรียกเขาแห่งนี้ว่า “เขาอีแต๋ว” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

แต่สภาพพื้นที่ป่าแห่งนี้ก็มิได้รับการฟื้นฟูจากผู้นำชุมชนทั้ง 9 คนที่ผ่านมาเท่าที่ควร พ.ศ. 2532 มีผู้ใหญ่บ้านชื่อ ผู้ใหญ่ทวี ขันทอง ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านที่มีแนวความคิดแตกต่างจากผู้ใหญ่บ้านคนผ่านๆมาอย่างสิ้นเชิง โดยท่านคำนึงถึงวิถีชีวิตของชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยได้มองเห็นประเด็นปัญหาสำคัญในเชิงพื้นที่ขณะนั้น คือ ในชุมชนมีพื้นที่สีเขียวน้อยมาก สภาพพื้นที่เขาขมิ้นถูกชาวบ้านบุกรุกแผ้วถางเป็นพื้นที่ปลูกข้าวโพด และถั่ว ประกอบกับ ปีพ.ศ. 2535 นายกรัฐมนตรีสมัยนายชวน หลีกภัย ได้ประกาศเป็นพื้นที่ สปก. 4-01 ให้เป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อการเกษตร ทำให้ประชาชนบุกรุกที่ดินบริเวณเขาอีแต๋ว มากยิ่งขึ้นจนแทบจะไม่หลงเหลือความเป็นป่าอยู่เลย เวลาล่วงเลย กับสภาพป่าเขาที่โรยรา จนมาปีพ.ศ. 2547 นำโดยผู้ใหญ่ทวี ขันทอง (ขณะนั้นนางรัศมี ขันทอง ซึ่งเป็นบุตรสาวของผู้ใหญ่ทวี ขันทอง ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน) ร่วมกับผองเพื่อนเครือข่ายพันธมิตร ได้ทำโครงการ “ปลูกป่าเขาขมิ้น” ขึ้น โดยพืชที่นำมาปลูก เป็นพืชที่สามารถให้ผลผลิตทางด้านอาหารของชุมชนในอนาคต เช่น ไม้เพกา หมากเม่า ไผ่ลวก ไผ่เลี้ยง ไผ่คาย สมุนไพร หัวข้าวเย็นเหนือ หัวข้าเย็นใต้ ว่านหางจระเข้ พืชกินหัว เช่น กลอย มันเหลี่ยม มันเสา นอกจากนี้ยังมีไม้เลื้อย เช่น ผักสาบ ตำลึง รวมทั้งเห็ดต่างๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นอาหารของชุมชนทั้งสิ้น ทำให้ผืนป่าแห่งนี้เริ่มฟื้นคืนชีวิตให้ให้แผ่นดินอีกครา อันนำมาซึ่งความหลากหลายทางชีวภาพของพันธุ์พืช และพันธุ์สัตว์ ให้กับชุมชนได้เก็บเกี่ยวกินเป็นอาหารมาโดยตลอดจนทำให้ประชาชนในหมู่บ้านตากแดดทุกคนเกิดความรู้สึกตระหนัก รัก และหวงแหนผืนป่าแห่งนี้ จึงได้กำหนดกฎกติกาของชุมชนในการใช้ประโยชน์จากผืนป่าแห่งนี้

ประชาชนทุกคนในพื้นที่บ้านตากแดดมีความรู้สึกเป็นเจ้าของผืนป่าแห่งนี้ จนถึงปี พ.ศ. 2551 ผู้ใหญ่บ้านคนเดิม คือผู้ใหญ่ทวี ขันทอง ได้หารือกับประชาชนในชุมชนตากแดด และผองเพื่อนพันธมิตร ในการปลูกป่าเสริม ขึ้นอีกครั้ง เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2551 โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ จำนวน 267 คน จากความร่วมมือ ร่วมแรง ร่วมใจ ของคนในชุมชนเอง และผองเพื่อนพันธมิตรจากพื้นที่ใกล้เคียง และจังหวัดข้างๆ ได้เข้าร่วมกิจกรรม ไม่เพียงเป็นการร่วมกันปลูกป่าเท่านั้น แต่เป็นการเรียนรู้ในการอนุรักษ์ และฟื้นฟู ทรัพยากรฐานรากของชุมชนโดยชุมชนเอง จากแนวคิดของผู้ใหญ่ทวี ขันทอง ได้ถ่ายทอดสู่บุตรสาวของตน นางรัศมี   ขันทอง โดยการเรียนรู้จากการปฏิบัติจริง จนก่อเกิดพฤติกรรมในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อย่างยั่งยืน สามารถเป็นต้นแบบสำหรับคนในชุมชน และพื้นที่ใกล้เคียง จนเป็นที่ยอมรับของคนในชุมชน และได้รับความไว้วางใจจากชุมชนให้มีบทบาทต่างๆ หลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของชุมชนท้องถิ่น จากข้อความทั้งหมดที่กล่าวมาในข้างต้น เป็นเพียงเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ ผู้มีจิตสาธารณะในการอนุรักษ์พื้นที่ป่า ผืนสุดท้ายเป็น “ป่าชุมชน” อันนำมาซึ่งความมั่นคงทางด้านอาหารของชุมชนและท้องถิ่นแห่งนี้........ส่งต่อฐานทรัพยากรของชุมชน สู่เยาวชนรุ่นต่อๆ ไปในอนาคต ได้อย่างสวยงามตามวิถีของชุมชน

            เรื่องเล่าจาก “เขาอีแต๋ว” แม้จะเป็นเรื่องเล็กๆ ในพื้นที่ที่ห่างไกล กับเขาที่ไม่ใหญ่มากนัก แต่คุณประโยชน์ที่ชาวบ้านได้รับ จากผืนป่าแห่งนี้ มันมากมายจนไม่สามารถประเมินค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ จากเรื่องนี้ ทำให้เกิดแนวคิดที่ว่า “สิ่งแวดล้อม หากจะใช้งานได้ ก็ต้องอยู่บนมิติที่ชาวบ้านสามารถแตะต้องได้ รู้ลึกรู้บางได้”

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter