เมื่อวันที่ 25-26 ตุลาคม 2557 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช ต.ท่างิ้ว อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช คณะทำงานประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป นำโดย นายแก้ว สังข์ชู นายจินดา บุญจันทร์ นายไมตรี จงไกรจักร์ ร่วมแลกเปลี่ยนชวนคิดชวนคุยกับเครือข่ายองค์กรชุมชนทุกประเด็นงานในภาคใต้พร้อมด้วยคณะทำงานประสานงานขบวนองค์กรชุมชน พอช. ราว 300 คน ในเวที สัมมนาประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป ภายใต้ “ยุทธศาสตร์ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน” พร้อมบันทึกเทปโทรทัศน์ดีสลาตัน ณ แดนใต้ Thai PBS หัวข้อ “ปฏิรูปประเทศไทย ยุทธศาสตร์ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน”
ขณะเดียวกัน นายจินดา บุญจันทร์ คณะทำงานประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป ได้กล่าวถึงที่มาของ “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป” (สชป.) People Council for Reform (PCR.) ที่จะมีการเปิดตัวที่อนุสรณ์สถาน ถนนราชดำเนิน เวลา 10.00 น. ในวันที่ 3 พ.ย. 2557 นี้ ว่า “สภาแห่งนี้มีเป้าหมายเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มอำนาจให้แก่ประชาชน เป็นสภาที่อยากสะท้อนปัญหาและนำเสนอประเด็นแต่ละเครือข่าย โดยมีภารกิจสำคัญๆ ได้แก่ ยุติปัญหาเร่งด่วน เช่น กรณีการจับกุม ตัดโค่น ไล่รื้อ, จัดทำข้อเสนอภาคประชาชนให้บรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ, เสนอ แก้ไข กฎหมาย มติ ครม./นโยบายระเบียบ และขับเคลื่อนขบวนการปฏิรูปภาคประชาชน ได้มีองค์กรที่ร่วมจัดตั้ง สชป.นี้ขึ้นมา 33 องค์กร ประกอบด้วย เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป RNN เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป (คชสป.) เวทีภาคีพัฒนาประเทศไทย ( TD Forum ) คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย คปก. เครือข่ายองค์กรชุมเพื่อการปฏิรูปสังคมและการเมือง (คปสม.) สำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชนแห่งชาติ (กปอพช.) สภาองค์กรชุมชน เครือข่ายจัดการที่ดินแนวใหม่แห่งชาติ เครือข่ายสวัสดิการชุมชน สภาพัฒนาการเมือง เครือข่ายคุ้มครองผู้บริโภค เครือข่ายประมงพื้นบ้าน
เครือข่ายปฏิรูปที่ดินภาคอีสาน เครือข่ายปฏิรูปที่ดินเทือกเขาบรรทัด คนรักหลักประกันสุขภาพและรัฐสวัสดิการ สภาเกษตรกร เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก (มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนเป็นกองเลขา) สมัชชาองค์กรเอกชนด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ เครือข่ายศิลปิน สหพันธ์องค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ (สอช.) สหพันธ์เกษตรกรภาคเหนือมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ มูลนิธิศูนย์คุ้มครองสิทธิด้านเอดส์ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค FTA watch มูลนิธิชีววิถี BIO Thai กลุ่มสื่อมวลชนกรุงเทพธุรกิจ now26 มูลนิธิชุมชนไท มูลนิธิพัฒนาภาคเหนือ มูลนิธิอันดามัน เครือข่ายแรงงานนอกระบบ”
แนวคิดในการสร้างกระบวนการ “ภาคใต้แห่งความสุขอย่างยั่งยืน” เป็นเวทีต่อยอดเมื่อวันที่ 6-7 ตุลาคม ที่ผ่านมา ที่มีผู้แทนขบวนองค์กรชุมชนภาคใต้ร่วมกันออกแบบการขับเคลื่อนเพื่อต้องการเห็นความร่วมมือของทุกภาคส่วนต่างๆ ที่มีการเคลื่อนไหวสาธารณะในพื้นที่ภาคใต้ในแต่ละมิติทั้งทางด้านสังคม การเมือง วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม ด้วยเชื่อว่าหากสามารถจัดกระบวนการดังกล่าวได้ภายใต้ฐานข้อมูลที่เป็นจริงเกิดการรับทราบถึงเนื้อหาและสาระสำคัญของกระบวนการภาคประชาชนในภาคใต้เพื่อที่จะไปข้างหน้าร่วมกันอย่างมีทิศทางภายใต้หลักคิด “เราจะทำอย่างไรให้ภาคใต้ของเรามีความสุขที่ยั่งยืนได้” โดยมีข้อเสนอเชิงนโยบาย/กฎหมาย/รัฐธรรมนูญใน 4 ประเด็นหลักดังนี้
กระบวนการยุติธรรม ป่าไม้ ที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย
นายไมตรี จงไกรจักร คณะทำงานประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป ได้นำเสนอประเด็นความมั่นคงในชีวิตทั้งเชิงนโยบาย กฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่ร่วมกันพูดคุยจากเครือข่ายพี่น้ององค์กรชุมชนและผู้เดือดร้อนในเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกิน ว่า “ให้หยุดแผนแม่บททวงคืนผืนป่า หยุดไล่รื้อ ทำลายทรัพย์สินเพื่อเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหา ตั้งคณะกรรมการร่วมจากทุกภาคส่วนเพื่อทบทวนแผนแม่บทฯ ตั้งคณะกรรมการแก้ปัญหาที่ดินเพื่อจัดทำรวบรวมข้อมูลผู้เดือดร้อนและเข้าสู่กระบวนการแก้ปัญหา จัดทำระบบภูมิสารสนเทศและทะเบียนข้อมูลที่ดินและแผนที่แห่งชาติ แบ่งเขตการใช้ที่ดิน (Zoning) กระบวนการโดย แยกแยะเจ้าของแหล่งทุนรายใหญ่ หรือชุมชน รัฐยึดพื้นที่หมดสัมปทานคืนจัดสรรที่ดินให้แก่ประประชาชนผู้ที่ไม่มีที่ดินทำกินในรูปแบบที่เหมาะสม ทหารผ่านศึก ทหารกองหนุน เกษตรกร ตรวจสอบที่ดินสัมมปทานในเขตที่ดินปฏิรูป และเอกสารสิทธิในเขตที่ดินขนาดใหญ่โดยมิชอบ ให้ตรวจสอบการใช้ที่ดินในเขตพื้นที่ป่านั้นๆ และยกเลิกพื้นที่ประกาศทับชุมชน ใช้วิถีวัฒนธรรมเฉพาะของกลุ่มชาติพันธุ์เช่นชาวเลในการพิจารณาการใช้ประโยชน์ที่ดิน ที่อยู่อาศัย ที่ประกอบพิธีกรรม ก่อนการใช้แผนแม่บท แยกป่าสมบูรณ์ /ที่ทำกิน และทำแนวเขตให้ชัดเจน ก่อนดำเนินการใดๆ ตั้งกรรมการร่วมในระดับจังหวัดเพื่อยุติความขัดแย้ง และดำเนินการแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนงบประมาณ ที่ดินในเขต อ.อ.ป. ให้ชุมชน เกษตรกรเช่า เพื่อทำเกษตร คนไร้สถานะและคนที่ไม่มีที่อยู่อาศัยของตนเอง ให้มีสิทธิ์ที่ดินทำกิน และที่อยู่อาศัย ให้ชะลอการไล่รื้อกับชุมชนที่อาศัยในที่ดินรถไฟและที่ดินของรัฐ ซึ่งมีโครงการขนาดใหญ่ผ่าน ถ้าจำเป็นต้องไล่รื้อให้รัฐตั้งกองทุนเพื่อสนับสนุนผู้ถูกไล่รื้อและหาที่อยู่ใหม่ให้ใกล้กับพื้นที่เดิมสิทธิชุมชนในการใช้ที่ดินของรัฐใช้แนวทางโฉนดชุมชนเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ปัญหา สนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนอย่างต่อเนื่องปีละ 3,000 ล้านบาท งบที่อยู่อาศัย ไล่รื้อ หากมีการทวงคืนผืนป่า เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการต้องไม่มีส่วนได้เสียกับปฏิบัติการนั้นๆ และไม่เลือกปฏิบัติ”
สำหรับข้อเสนอในเชิงกฎหมาย ได้แก่ ยกร่าง พ.ร.บ. ภาษีที่ดินอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชนในการจัดการที่ดินและทรัพยากร พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ร.บ.คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ พ.ร.บ.การบริหารจัดการที่ดินของรัฐและการปฏิรูปที่ดิน และข้อกฎหมายเพิ่มเติม ให้ตั้ง กองทุนยุติธรรมให้มีทนายท้องถิ่นเข้าร่วมให้สถานะกลุ่มองค์กรชุมชน แทนเงินประกันได้ พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 การประกาศพื้นที่อุทยานต้องประกาศในพื้นที่ที่ไม่มีชาวบ้านอยู่อาศัยและทำกินอยู่ ต้องจัดทำแนวเขตระหว่างอุทยานกับชุมชนให้ชัดเจน และให้ยกเลิกพื้นที่อุทยานที่ทับซ้อนกับชุมชนออกการประกาศพื้นที่เตรียมการประกาศอุทยาน เขตอนุรักษ์ต้องไม่ใช้ พ.ร.บ.บังคับใช้ และต้องกันแนวเขตแบบมีส่วนร่วม พื้นที่ขยาย พื้นที่ผนวกอุทยาน ต้องได้รับความเห็นชอบจากชุมชน อปท. และพื้นที่รอบอุทยานก่อน ยกเลิกมติ ครม ๓๐ มิย ๒๕๔๑ ยกเลิกแผนที่แนบท้ายอุทยานที่เขียนโดยไม่จับ GPS และจัดทำแนวเขตใหม่ พื้นที่ใดๆ ที่มีการสัมปทานป่าไม้ที่มีการประกาศอุทยานป่าไม้
“กฎหมายใดที่ขัดหรือแย้งกับสิทธิชุมชน ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นโมฆะ การปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต คอรัปชั่นของเจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการ ให้เพิ่มโทษเป็น 2 เท่า และคดีไม่หมดอายุความ ต้องรับรองและคุ้มครองสิทธิของชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ คนชายขอบ ตามวิถีชีวิตวัฒนธรรม โดยคำนึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รับรองสิทธิและการมีส่วนร่วมของสภาชนเผ่าชาติพันธุ์ เกิดสภาพลเมือง” นายไมตรี นำเสนอทิ้งท้ายพร้อมมีแผนการขับเคลื่อนจัดทำข้อเสนอเพื่อการปฏิรูปจะไม่แยกเป็นประเด็นเป็นกลุ่มย่อย ขับเคลื่อนในนามคนใต้ ร่วมเข้าเป็น “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป” พร้อมส่งตัวแทนเข้าร่วมเวทีสภาปฏิรูปประชาชนระดับชาติ ในวันที่ 22-24 พ.ย. 2557 นี้
“รวมตัว-เคลื่อนไหว-มีชีวิต-เห็นรูปธรรม”ปกป้องแหล่งอาหารคนใต้
ในวงแลกเปลี่ยนนี้มีเครือข่ายองค์กรชุมชนได้แก่ ผู้นำชุมชนประมงพื้นบ้าน/ทรัพยากรชายฝั่ง ผู้นำชุมชน/คนทำงานพัฒนาจากพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนาภาคใต้ จาก จ.ตรัง สงขลา ปัตตานี กระบี่ ชุมชนการจัดการเขตเลหน้าบ้าน นักกฎหมายประมง ชมรมประมงพื้นบ้านจังหวัดตรัง คนไทยผลัดถิ่น ผู้นำชุมชนจากพังงาแห่งความสุข นักพัฒนา และผู้ได้รับความเดือดร้อนต่อสถานการณ์สำคัญที่มีผลกระทบต่อคนและชุมชนในภาคใต้กับแผนพัฒนาภาคใต้อันหนักหน่วง ล้วนแล้วแต่เป็นตัวทำลายแหล่งผลิตอาหารของคนใต้ทั้งทางบก-น้ำ-อากาศ-ใต้ดินประกอบด้วย พื้นที่อุตสาหกรรม/นิคมฯ เขื่อน/แหล่งน้ำโรงไฟฟ้า/พลังงาน ปิโตรเคมี นิวเคลียร์ แท่นเจาะ ถ่านหิน ฯลฯ การขนส่ง(โลจิลิติกส์) ถนน อุโมงค์ มอเตอร์เวย์ รถไฟรางคู่
นายสมบูรณ์ คำแหง คณะทำงานประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูป กล่าวว่า “พวกเราต้องมากำหนดข้อเสนอทางออกของคนใต้เริ่มจากในระดับพื้นที่ ต้องสร้างพื้นที่รูปธรรม มีการจัดการตนเอง หยุดภัยคุกคาม กำหนดผังเมืองระดับตำบล/จังหวัดโดยทำฐานข้อมูลของเราเอง/ศักยภาพของชุมชนในระดับต่างๆ การจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม (ทะเล–ป่าไม้–ที่ดิน) สำรวจกิจกรรมหรือโครงการพัฒนาที่มีผลกระทบในแต่ละจังหวัด ชุมชน-พื้นที่ จัดทำพื้นที่คุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม/แหล่งผลิตอาหาร ออกข้อบัญญัติชุมชนท้องถิ่น-วางแผนการจัดการทรัพยากรในชุมชน ส่งเสริมการสร้างพลังงานทางเลือก/จากธรรมชาติ จัดทำผังเมืองในระดับชุมชนและจังหวัด จัดการผลผลิตของตนเอง
ในระดับภาคสร้างขบวนเชื่อมร้อยของคนภาคใต้ ให้หาพวก/สร้างภาคี-เครือข่ายร่วมกัน (เขา-ป่า-นา-เล) ในทุกระดับพื้นที่ ในลักษณะเวทีสภาประชาชน สมัชชาคนภาคใต้ หรือการสร้างวาระคนใต้ จัดทำข้อเสนอคนใต้ (นโยบาย/ กฎหมาย/พ.ร.บ.) ต้องสู้ให้เป็น สร้างกระบวนการที่ดี และมียุทธศาสตร์ชัดเจน ระดับจังหวัด และภาค ต้องเคลื่อนไหวร่วม-รณรงค์สาธารณะ เผยแพร่ข้อมูล/ข่าวสารให้สาธารณะได้รับรู้/สื่อสารในรูปแบบต่างๆ และจัดทำแผนพัฒนาภาคใต้ที่ยั่งยืน(ภาคประชาชน) และในระดับชาติ ให้มีการแก้ไข/ปรับเปลี่ยน เชิงนโยบายและกฎหมาย ต้องไม่มีนิวเคลียร์และถ่านหิน และโครงการที่กระทบกับแหล่งผลิตอาหาร ผลักดันกฎหมายทางทะเล 2 ฉบับ (ประมง, ทรัพยากรทางทะเล) หยุดนิรโทษกรรมเรืออวนลาก-อวนรุน การกระจายอำนาจ เพิ่มอำนาจให้กับประชาชน ต้องได้บริโภคอาหารที่ปลอดภัย-ปลอดสารพิษ/มีกระบวนการตรวจสอบ, รับรองความปลอดภัย ส่งเสริมอุตสาหกรรมท้องถิ่นบนฐานทรัพยากรที่มี (อุตสาหกรรมเกษตร/ประมงขนาดเล็กและขนาดกลาง)”
นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอ ประเด็นทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ให้มี พ.ร.บ.การประมง พ.ร.บ.ส่งเสริมการบริหารจัดการทรัพยากรทาง ภายใต้แนวคิด สิทธิชุมชนในการดูแล/ปกป้อง/ฟื้นฟู/ใช้ประโยชน์ รับรององค์กรประมงชุมชน ขยายเขตชายฝั่ง จาก 3,000 เมตร เพิ่มเป็น 3 ไมล์ทะเล มีบทกำหนดโทษโครงสร้างอำนาจ/ชาติ/จังหวัด ปรับแก้นโยบาย ปี 2558 ของกรมเจ้าท่า การจดทะเบียนเรือประมง ได้แก่ การจำกัดสิทธิเฉพาะภายในจังหวัด การจำกัดไม่ให้ออกนอกชายฝั่งคัดค้านนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ เรื่องการนิรโทษกรรม ทวงคืนพื้นที่อ่าว/พื้นที่ชายฝั่งให้เป็นพื้นที่ของชุมชนที่ใช้ประโยชน์ร่วมกัน
ส่วน ข้อเสนอประเด็นพลังงาน นั้นให้ เริ่มปฏิบัติการ คนใต้ไม่เอาถ่านหิน ชำแระมลพิษถ่านหิน ในระดับนโยบาย แก้ พ.ร.บ. ปิโตรเลียม ปี 2514 โดย ปลดถ่านหินจากแผน PDP ผลักดัน พ.ร.บ.พลังงานหมุนเวียน สู่รัฐธรรมนูญ “ทรัพยากรเป็นของรัฐ จัดสรรเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชน” หาภาคีภาคใต้ กำหนดยุทธศาสตร์พลังงานหมุนเวียนภาคใต้ “เปลี่ยนระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต” พร้อมเร่งปฏิบัติการณ์ในพื้นที่ใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระดับพื้นที่ หยุดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่จ.กระบี นครศรีธรรมราช สงขลา และกลุ่มกิจกรรมคัดค้านถ่านหิน ที่จ.สตูล ชุมพร ภายใต้ข้อเสนอพลังงานหมุนเวียน และข้อเสนอประเด็นผังเมือง เริ่มจากปฏิบัติการในพื้นที่ชุมชนที่มีพร้อมผังชุมชน ให้เป็นข้อมูลศักยภาพระดับชุมชนและนำไปสู่จังหวัดที่มีการรวมชุมชน ให้ได้ข้อมูลศักยภาพระดับจังหวัด แล้วขยับไปสู่ปฏิบัติการระดับภาค รวมกันเป็นภาคีภาคใต้ ภายใต้ผังยุทธศาสตร์ภาคใต้ เพื่อนำไปสู่ระดับนโยบาย กำหนดผังเมืองภาคใต้ โดยการร่วมกันหลายภาคี สภาพัฒนาการเมือง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และกรมเจ้าท่า เพื่อนำเสนอต่อกรมโยธา บัญญัติเป็นรัฐธรรมนูญ ว่า การพัฒนาจะต้องสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาจังหวัดและภาคด้วยกระบวนการจัดทำยุทธศาสตร์ร่วมของทุกภาคส่วน
การข้อเสนอประเด็นแก้ไขกระบวนการ EIA นั้นให้ในระดับพื้นที่ ให้ชุมชนมีบทเรียนข้อเสนอยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ EIA เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอกฎหมายปฏิรูป EIA ในระดับภาคที่มาจากคณะทำงานปฏิรูป EIA ภาคใต้ และบทเรียนจากทุกจังหวัดหรือพื้นที่ ให้นำไปสู่ระดับนโยบาย ที่ต้องมีการแก้ พ.ร.บ. ปี 2535 กฎหมายกระทรวงว่าด้วยประเทศ EIA และบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญ ต้องประเมินเชิงยุทธศาสตร์ SEA ก่อนการทำ EIA และประเด็นสุดท้ายข้อเสนอประเด็นอุตสาหกรรม เริ่มจากปฏิบัติการในพื้นที่ชุมชน ได้แก่ กระบวนการจัดทำข้อมูลเพื่อตอบสนองคนส่วนใหญ่ ผลิตอาหารที่ดีระดับจังหวัด ศักยภาพอุตสาหกรรมที่เหมาะสมกับพื้นที่ ให้ออกสู่แผนอุตสาหกรรมระดับจังหวัด และนำแผนอุตสาหกรรมจังหวัดไปประมวลระดับภาค โดยกำหนดทิศทางและประเภทอุตสาหกรรม เช่น ประมง เกษตรกรรม ท่องเที่ยว เป็นต้น เพื่อนำไปสู่ระดับนโยบายเสนอต่อ การนิคมอุตสาหกรรม ผังเมืองและโยธา การไฟฟ้าฝ่ายผลิต กรมอุตสาหกรรม กำหนดยุทธศาสตร์อุตสาหกรรม
นายสมบูรณ์ หนึ่งในเครือข่าย “เดินด้วยรัก” ปกป้องสองฝั่งทะเลอันดามัน-อ่าวไทย จากปากบารา จ.สตูล–อ.จะนะ จ.สงขลา ย้ำหนักแน่นพร้อมมีข้อตกลงร่วมกันว่า “จะมีเวทีเจอกันทุกๆ 3 เดือน เพื่อรายงานความคืบหน้าและประมวลข้อมูล/ยกรูปธรรมพื้นที่ และข้อเสนอในอนาคต โดยแยกประเด็นงานพร้อมทีมวิชาการที่ทำงานได้จริงรับผิดชอบในแต่ละประเด็น ได้แก่ ประมง พลังงาน ผังเมือง EIA ความมั่นคงทางอาหาร และพลังงานหมุนเวียน โดยมีกลไกการขับเคลื่อน มีการรวมตัว ชื่อว่า "เกลอคนใต้" เขา ป่า นา เล เมือง ทีมีความหลากหลาย ประเด็นที่แตกต่าง เป้าหมายเท่าทัน นำไปสู่คำประกาศ “ปฏิญญาคนใต้” ร่วมกัน (ทำเอง มากกว่าร้องขอ) มีการเคลื่อนไหว สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมที่ดีตั้งแต่เริ่มต้น เพื่อให้เห็นตัวตนคนใต้ที่แท้จริง มีการพบกลุ่มก้อนและเครือข่ายภาคีต่างๆ อันนำไปสู่มีการเชื่อมร้อยในระดับภาคใต้(ที่มีหัวใจเดียวกัน) มีชีวิต มียุทธศาสตร์/เป้าหมายชัดกลไกครอบคลุมทั่วถึงทำงานได้จริง และ มีกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม มีแผนปฏิบัติการในระยะสั้น และระยะยาว ที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ระดับจังหวัดตั้งวงคุย/เชื่อมร้อย ตัวแทนองค์กรภาคประชาสังคม มีแผนงาน มีทรัพยากร”
ภายใน 30 วันต้องเกิด พ.ร.บ.ยางพาราแห่งประเทศไทย
“นิยาม เกษตรกรชาวสวนยาง ในการช่วยเหลือของรัฐ ไม่ครอบคลุมเกษตรกร ชาวสวนยางพาราที่อยู่นอกเขตเอกสารสิทธิ ซึ่งมีอยู่ 3.7 ล้านไร่ อยากให้นิยาม คำว่า เกษตรกรชาวสวนยาง ให้หมายรวมถึง ผู้กรีดยางจ้าง ด้วยรวมถึงสวัสดิภาพของแรงงานชาวสวนยาง ยางพารามีราคาถูก เนื่องจากปัจจัยการผลิตแพงขึ้น ต้นทุนการผลิตกิโลกรัมละ 65 บาท แต่ขายได้กิโลกรัมละ 40 บาทกว่าๆ ในปัจจุบัน รัฐบาลชุดเก่า รับซื้อยางพารา 200,000 ตัน และยังคงค้างโกดัง” นี่คือส่วนหนึ่งของร้องขอจากชวนสวนยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจกำลังเป็นปัญหาสำหรับรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย
ในประเด็นด้านเศรษฐกิจการเกษตรภาคใต้ มีกลุ่มองค์กรชุมชนและผู้เดือดร้อนในการทำการเกษตร ได้แก่ เกษตรกรชาวสวนยางพารา เครือข่ายเกษตรกรภาคใต้ คนไทยพลัดถิ่น สภาเกษตรกร สมาชิกสภาเกษตรกรระดับชาติ อบจ. และแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง มาบอกเล่าสถานการณ์ปัญหาพืชเศรษฐกิจต่างว่าๆ ว่า พวกเราควรรวมกลุ่มกันขาย รวมกลุ่มกันซื้อปัจจัยการผลิต และช่วยกันพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ยางพารา แปรรูป และสร้างมูลค่าเพิ่ม/สร้างทางเลือกในแปลงสวนยาง และยึดแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง
นายสง่า ทองคำ เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดนครศรีธรรมราช ได้นำเสนอประเด็นยางพาราจากวงกลุ่มย่อยได้ร่วมกันปรึกษาหารือ ว่า “ยางพาราเป็นพืชการเมือง เพราะมีการครอบครองส่วนแบ่งการตลาดของ 5 กลุ่มธุรกิจใหญ่ ที่มีอำนาจอยู่เหนือนักการเมือง มีส่วนแบ่งการตลาด กลุ่มธุรกิจ 5 เสือ 80% เกษตรรายย่อย 20% มีค่าการตลาดมีส่วนต่างถึง 4 เท่า ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีนักธุรกิจการยางพารา แทรกซึมอยู่ในกลุ่มองค์กรเกษตรกรชาวสวนยางพาราและมีการช่วงชิงตำแหน่งต่างๆ เกษตรกรภาคใต้ส่วนใหญ่ทำสวนยางพารามีข้อเสนอเชิงนโยบายว่า รัฐบาลต้องส่งเสริมให้เกษตรกรลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว และส่งเสริมการปลูกพืชร่วมยาง ไม้เศรษฐกิจ (ไม้พยุง) วนเกษตร ให้เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์การพัฒนายางพาราไทย และยังสามารถใช้แลกค่าคาร์บอนเครดิต ส่งเสริมเทคโนโลยีการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยาง และการสร้างเทคโนโลยีการผลิตยางไทย เช่น การตั้งบริษัทผลิตยางรถยนต์เป็นแบรนด์ไทย/แบรนด์ อาเซียน ให้มีการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ (Barter Trade : การค้าต่างตอบแทน) ระหว่างประเทศผู้ผลิตและผู้ซื้อ คือ ไทย/จีน เช่น ยางแลกกับเมกะโปรเจคต์ 2 ล้านล้านบาท เรื่องการบริหารจัดการน้ำ รถไฟรางคู่ เป็นต้น ตลาดกลางส่งออกต่างประเทศและไม่ผ่านนายหน้าหรือกลไกการตลาด กรณีการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ส่งเสริมการพัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัยโดยชุมชนที่เกษตรกรชาวสวนยางมีส่วนร่วม รัฐควบคุมราคาปัจจัยการผลิต เช่น ควบคุมราคาปุ๋ย ยา การจัดตั้งบริษัทปุ๋ยแห่งชาติ รวมทั้งให้อำนาจเกษตรกรในการรวมตัวกันเพื่อประมูลปุ๋ย เป็นต้น
สนับสนุนให้ อปท. มีบทบาทส่งเสริมนโยบายที่เกื้อกูลกับภาคเกษตรกร เช่น อบจ.สงขลา สนับสนุนงบประมาณทำถนนจากยางพารา สายนาทวี ยุบหรือยกเลิกกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยางและตั้งกองทุนส่งเสริมสวนยางวนเกษตร รัฐบาลต้องให้สิทธิกับเกษตรกรที่ไม่มีเอกสารสิทธิหรือนอกเขตเอกสารสิทธิต้องเข้าถึงการช่วยเหลือของเกษตรกรจากรัฐบาล สำหรับข้อเสนอเชิงรัฐธรรมนูญ ให้มีหน่วยงานรับผิดชอบเฉพาะพืชเศรษฐกิจเกษตรหลักเพียงหน่วยงานเดียว อาทิ เช่น ยางพารา ไม้ผล ปาล์ม ข้าว และอื่นๆ ให้กำหนดคำจำกัดความ นิยาม “เกษตรกร” ในรัฐธรรมนูญ ผลักดันให้การฟื้นฟูชีวิตเกษตรกรเป็นยุทธศาสตร์ชาติ และให้บัญญัติในรัฐธรรมนูญว่า “เกษตรกรเป็นจิตวิญญาณของชาติ”
สำหรับข้อเสนอกฎหมาย ให้มีการยกร่าง พระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ. ....... ตั้งองค์กร “การยางแห่งประเทศไทย” - ยกเลิกพระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง พ.ศ.2503, พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2505, พระราชบัญญัติกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2508, ประกาศคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 114 ลงวันที่ 3 เมษายน พ.ศ.2515 และพระราชบัญญัติกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การสวนยาง (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2535
โดย จัดตั้งองค์กร “การยางแห่งประเทศไทย” (กยท.) เป็น นิติบุคคล โดยรับผิดชอบดูแลการบริหาร จัดการยางพาราของประเทศไทยทั้งระบบอย่างครบวงจร และให้โอนบรรดากิจการ เงิน ทรัพย์สิน สิทธิ หนี้สิน ภาระผูกพันและงบประมาณของกองทุนสงเคราะห์การทำงานสวนยางและองค์การสวนยางไป เป็น กยท. และใช้เงินจากการเก็บค่าธรรมเนียมจากการส่งออกยางพารา ที่มีอยู่ 2 หมื่นล้านบาท ในการวิจัยและบริหารองค์กร 35% ที่เหลือ 65% ในการพัฒนาเกษตร ให้มี “ผู้ว่าการยางแห่งประเทศไทย” บริหารงานในรูปแบบกรรมการและให้มีภาคประชาชนเข้าร่วม เป็นกรรมการไม่ต่ำกว่า 5 คน
ผลักดันกองทุนไม้ผลและกองทุนพัฒนาพันธุ์ข้าว
ภาคใต้ถือว่าเป็นแหล่งผลิตผลไม้มากที่สุด เช่น ลองกอง ทุเรียน มังคุด เงาะ ในแต่ละปีเกษตรกรผู้ปลูกผลไม้ก็ได้รับความเดือดร้อนไม่แพ้ยางพารา การตั้ง กองทุนไม้ผล จึงเป็นข้อเสนอ เชิงนโยบาย แรกๆ ที่พูดถึงกัน ตามมาด้วยสนับสนุนให้สหกรณ์เป็นกลไกกลางในการต่อรองระหว่างรัฐกับเกษตรกร และอยากให้เกษตรกร (ผู้ผลิต แปรรูป จำหน่าย) เข้าไปมีสัดส่วนในการผลักดันกฎหมาย งบประมาณ และการจัดการเรื่องสินค้าเกษตร ส่วนข้อเสนอด้านกฎหมาย รัฐต้องเข้ามาแก้ปัญหามาตรการกีดกันทางการค้าโดยใช้คุณภาพผลิตภัณฑ์เป็นการกำหนดมาตรฐานทางการค้า นอกจากนี้ยังได้มี ข้อเสนอนโยบายข้าว จัดตั้งกองทุนพัฒนาพันธุ์ข้าว ยุติการส่งเสริมการปลูกพืชพลังงานในพื้นที่นาข้าว ซึ่งเป็นแหล่งความมั่นคงทางอาหาร
นายสง่า กล่าวย้ำส่งท้ายถึงทิศทางการขับเคลื่อนว่า อยากให้เป็นมาตรการเร่งด่วนทำทันที โดยเร่งขับเคลื่อนนโยบายเฉพาะหน้า 120 วัน ทำให้เกิดการรวมตัวตั้งชมรมผู้กรีดยางพาราไทย ตั้งคณะทำงานชุดย่อยที่เกี่ยวกับกฎหมายเรื่อง ยางพาราเพื่อการปฏิรูป ยกร่าง พ.ร.บ.ยางพาราแห่งประเทศไทย (ภายใน 30 วัน) โดยแนวร่วมกู้ชีพชาวสวนยาง เป็นเจ้าภาพหลัก ผลักดันคุณภาพชีวิตเกษตรกรให้บรรจุในรัฐธรรมนูญ และเพิ่มราคายางพารากิโลกรัมละ 80 บาท(ภายใน 45 วัน)
ผลักดัน “พ.ร.บ.ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง”
นายปาฏิหาริย์ บุญรัตน์ สภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดสงขลา หรือรู้จักกันในนาม ครูโถ นักจัดรายการวิทยุชุมชนภาคใต้ชื่อดัง ได้มาบอกเล่าพร้อมทั้งนำเสนอด้านความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนภาคใต้จากผู้แทนสภาองค์กรชุมชน สภาพัฒนาการเมือง สภาเกษตรกร สวัสดิการชุมชน กลุ่มชาติพันธ์ ว่า “จุดอ่อนสภาองค์กรชุมชน คือ เป็น พ.ร.บ.ที่ไม่มีอำนาจในการสั่งทำงาน มีบทบาทหน้าที่ในการส่งเสริมเท่านั้น คนทำงานไม่มีสถานะทางสังคมที่เป็นที่ยอมรับ ขาดงบประมาณในการขับเคลื่อน/ปฏิบัติการตามภารกิจ แต่จุดแข็งก็คือเป็น พ.ร.บ.ที่มีเจตนารมณ์ให้ทุกองค์กรมีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่น/ตำบล อยากให้มีการแก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน โดยกำหนดหมวดที่มาของงบประมาณ การสนับสนุนของ พอช.ต่อสภาองค์กรชุมชนให้กำหนดไว้ในท้ายของ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนปรับแก้คำว่าที่ประชุมระดับจังหวัด/ที่ประชุมระดับชาติ เป็นกลไกการทำงาน คือเป็นสภาองค์กรชุมชนจังหวัด/สภาองค์กรชุมชนชาติ
ผลักดัน พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ร.บ.สภาพัฒนาการเมือง บรรจุในรัฐธรรมนูญ ในหมวดสิทธิชุมชน และพ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน ในหมวดสิทธิในการรับบริการสาธารณสุขและสวัสดิการจากรัฐ รัฐบาลต้องจัดสรรงบประมาณดำเนินการตามภารกิจผ่านสภาองค์กรชุมชนชาติโดยตรง รัฐบาลสนับสนุนงบประมาณโดยตรงไปยังสภาองค์กรชุมชนตำบลเพื่อขับเคลื่อนสู่สภาพลเมืองในทุกตำบล สนับสนุนการขับเคลื่อนจังหวัดนำร่องสู่สภาพลเมือง 33 จังหวัด การบริหารราชการต้องเน้นหลักการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ให้มีการแก้กฎหมายด้านการเงินและงบประมาณ (กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย และ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน) เพื่อสนับสนุนสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล จังหวัดและชาติ กำหนดให้จังหวัดสนับสนุนงบประมาณ 20% ของงบพัฒนาจังหวัดแก่ภาคประชาชนตามแผนยุทธศาสตร์ประชาชน
ในด้านสภาพัฒนาการเมืองที่มีจุดแข็งในการจัดกลไกการทำงานระดับจังหวัด (คปจ.) ที่มีองค์ประกอบหลากหลายนั้น มีข้อเสนอว่ารัฐสภาเป็นหน่วยสนับสนุนสภาพัฒนาการเมืองแทนสถาบันพระปกเกล้า กองทุนพัฒนาการเมือง ให้อยู่ในสังกัดเดียวกับสภาพัฒนาการเมือง และให้สภาพัฒนาการเมืองเป็นผู้เลือกเลขา สภาพัฒนาการเมือง โดยข้อเสนอเชิงกฎหมายมีการเสนอว่า ให้แก้ พ.ร.บ.ให้มีการยกสถานะของสภาพัฒนาการเมือง เป็นองค์กรที่มีอิสระมีงบประมาณและระบบบริหารของตัวเอง และกระจายการบริหารมาที่ภาคและจังหวัด สนับสนุนการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนและพัฒนาไปสู่สภาพลเมือง ให้ครบทุกตำบลทั้ง 7,825 ตำบล
นายปาฏิหาริย์ กล่าวถึงข้อเสนอสภาเกษตรกร ที่มีจุดอ่อนหลายด้าน ว่ามีงบประมาณไม่เพียงพอในการดำเนินงาน การได้มาของสมาชิกสภาเกษตรเป็นคนที่มีต้นสังกัด ไม่มีระเบียบข้อบังคับให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติแต่ละระดับ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้เกษตรกรได้จริง อยากให้เพิ่ม “สิทธิสวัสดิการเกษตรกร” ในรัฐธรรมนูญ และแก้ไข พ.ร.บ.สภาเกษตร ในเรื่องที่มาของสมาชิกสภาเกษตรกร
ตอนนี้ พ.ร.บ.ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นนั้น ซึ่งมีการทำงานขับเคลื่อนรวมตัวมายาวนานจำนวน 47 ชนเผ่า 10 ล้านคน ถือเป็นจุดแข็งหนึ่งจะเสริมความเข้มแข็งขององค์กรชุมชน แต่ก็มีจุดอ่อนกลุ่มคนเหล่านี้ไม่มีสิทธิรับบริการจากรัฐ ทั้งเรื่องที่ดินอยู่อาศัย แหล่งทำมาหากิน และสถานที่ทางจิตวิญญาณ โดยให้เพิ่มเนื้อหาสาระที่รับรองสิทธิชาติพันธ์และชนเผ่าพื้นเมืองในรัฐธรรมนูญ ขณะเดียวกันรัฐบาลสนับสนุนความเข้มแข็งกลุ่มชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง ผลักดันให้มติ ครม. .... นำไปสู่การปฏิบัติการจริง ดำเนินการพิสูจน์สัญชาติและให้บัตรรับรองสถานภาพ ให้ชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมือง เป็นองค์กรที่สามารถรับงบประมาณจากกองทุนพัฒนาการเมืองได้ ขณะเดียวกันมีการเสนอ พ.ร.บ.คืนสัญชาติให้คนไทยพลัดถิ่น ซึ่งปัจจุบันได้รับการคืนสัญชาติแล้ว 2,000 คนจาก 40,000 กว่าคน ใน 4 จังหวัดชุมพร ระนอง ตราด และประจวบคีรีขันธ์
ด้านสวัสดิการชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลไม่มีความต่อเนื่อง ได้มีข้อเสนอบรรจุในรัฐธรรมนูญ คือ สิทธิชุมชนในการจัดระบบสวัสดิการชุมชนต้องได้รับการคุ้มครองและสนับสนุน ชุมชนย่อมมีสิทธิในการจัดสวัสดิการชุมชนและได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือสิทธิชุมชนในการจัดสวัสดิการชุมชนต้องได้รับการคุ้มครองและสนับสนุน รัฐธรรมนูญใหม่ต้องระบุสิทธิของประชาชนทุกคนต่อการได้รับบริการสุขภาพที่มีมาตรฐาน ทั่วถึงและเป็นธรรม ภายใต้ระบบสุขภาพมาตรฐานเดียว รัฐธรรมนูญใหม่ต้องระบุสิทธิให้ประชาชนทุกคนได้รับบำนาญพื้นฐานที่เพียงพอต่อการดำรงชีพโดยอ้างอิงจากเส้นความยากจนเมื่ออายุ60 ปีขึ้นไป รัฐบาลต้องประกาศเรื่องสวัสดิการชุมชนเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมทั้งผลักดันให้เกิด พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน พ.ศ.2558
ครูโถ ได้ประกาศหนักแน่นท่ามกลางเสียงปรบมือดังสนั่น ว่า “ควรเร่งสร้างความเข้มแข็งองค์กรชุมชนตามทุกข้อเสนอที่กล่าวไว้ข้างต้น เพื่อนำไปสู่ “สภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป” โดยเริ่มจากตำบล ให้มีการประชุมสภาองค์กรชุมชนระดับตำบล ในวันที่ 1-15 พฤศจิกายน ในระดับจังหวัดก่อน 15 พฤศจิกายนต้องมีการประชุมสภาจังหวัด ถ้าไม่มีการประชุมใดๆ เกิดขึ้นควรล้มเลิกทุกสภา ทุกองค์กร อย่าหวังที่จะไปประชุมระดับชาติ ใน 10-11 ธันวาคม”
ปิดท้ายเวทีด้วยการแนะนำตัวในการเข้าสังเกตการณ์เวทีสภาประชาชนภาคใต้เพื่อการปฏิรูปในครั้งนี้ จากผู้แทนสปช.ภาคใต้ ได้แก่ นายนำชัย กฤษณาสกุล สปช.จังหวัดสตูล และผู้อำนวยการวิทยาลัยชุมชนสตูล (วชช.สตูล) และนายสืบพงศ์ ธรรมชาติ สปช.จ.นครศรีธรรมราช




