ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาใหญ่ของคนจนที่เกิดมาอาศัยอยู่บนผืนแผ่นดินไทย เหตุเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคมและช่องว่างระหว่างคนรวยกับคนจนมากเกินไป หลายยุคหลายสมัยหลายรัฐบาล ยังไม่สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ ผู้ประสบปัญหาจึงพยายามแสวงหาช่องทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง บ้างบุกรุกที่สาธารณะ บ้างบุกรุกป่าสงวนหรือวนอุทยานเป็นที่ทำกินและที่อยู่อาศัย จนทำให้ต้องถูกไล่รื้อถอนที่อยู่อาศัยและถูกฟ้องร้องดำเนินคดีมีให้เห็นเป็นข่าวอยู่บ่อยๆ แต่ที่เป็นประเด็นปัญหาอย่างไม่น่าจะเป็นปัญหาก็คือการที่ทางการประกาศเขตป่าสงวนหรือวนอุทยานทับที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่มานาน และขับไล่ชาวบ้านออกไปอย่างไม่เป็นธรรม ชาวบ้านจึงลุกขึ้นมาเรียกร้องสิทธิ์ของตน สิ่งเหล่านี้มีอยู่ทุกหนแห่งในประเทศไทย
ในเขตพื้นที่ของจังหวัดพิจิตรก็ประสบปัญหาเดียวกันนี้ จึงได้รวมตัวกันจัดตั้งคณะทำงานขึ้นมาคณะหนึ่งเรียกว่า คณะกรรมการประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจังหวัดพิจิตร มีบทบาทสร้างองค์ความรู้ สร้างเครือข่ายในการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลและจัดทำพิกัดจีพีเอส ซึ่งขณะนี้ได้สร้างเครือข่ายแล้วในสามอำเภอหกตำบล ประกอบด้วยตำบลวังทรายพูน นำโดยนางสาวรัศมี ขันทอง ตำบลหนองปล้อง นำโดยนายประจบ อิ่มสุวรรณ ตำบลไผ่ขวาง นำโดยนายสมชาย แก้วกำพล ตำบลสายคำโห้ นำโดยนายประสิทธิ์ พิลา ตำบลดงกลาง นำโดยนางภาวดี เนตรภู่ และตำบลแหลมรัง นำโดยนายประลอง โยธาแข็ง ซึ่งแต่ละตำบลก็มีปัญหาที่แตกต่างกันไป แต่มีเป้าหมายเดียวกันคือต้องการที่อยู่อาศัยและที่ทำกินพร้อมเอกสารสิทธิ์เป็นของตนเอง
เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมา คณะกรรมการประสานความร่วมมือแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยจังหวัดพิจิตร นำโดยนายบุญยืน วงศ์สงวน พาคณะทำงานและผู้ประสบปัญหาเรื่องที่ดิน ๔๐ กว่าชีวิตไปศึกษาเรียนรู้ในพื้นที่ที่มีปัญหาเดียวกันและสามารถแก้ปัญหาได้ ๕๒๓ แปลง ทำให้ชาวบ้านมีที่อยู่อาศัยที่ทำกินและมีเอกสารสิทธ์เป็นโฉนดที่ดินเป็นของตนเองโดยสมบูรณ์ พื้นที่ที่กล่าวถึงนี้คือ หมู่ที่ ๑-๒-๓ ตำบลขุนฝาง อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์
เมื่อคณะของนายบุญยืน วงศ์สงวนไปถึง มีแกนนำที่มีบทบาทสำคัญในการดำเนินการแก้ไขปัญหาให้การต้อนรับ ประกอบด้วย นายประเทือง น้อยจันทร์ กำนันตำบลขุนฝาง นายสายหยุด อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่๒ และนางวาริน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลขุนฝาง พร้อมด้วยชาวบ้านที่ได้รับการช่วยเหลือจำนวนหนึ่ง(ประมาณ ๕๐ คน)
นายประเทือง น้อยจันทร์ กำนันตำบลขุนฝาง ได้เล่าให้ฟังว่าปัจจุบันตำบลขุนฝางแบ่งการปกครองออกเป็น ๗ หมู่บ้าน มีเนื้อที่ ๗๕ ตารางกิโลเมตรหรือประมาณ ๑๒,๘๘๒ ไร่ ชาวบ้านส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำไร่ข้าวโพด-ทำนา-และหาของป่าตามลำดับ มีผู้อาศัยอยู่๑,๓๒๓ ครัวเรือน มีประชากรทั้งสิ้น ๓,๗๘๖คน ในจำนวนพื้นที่ ๑๒,๘๘๒ไร่ ก่อนหน้านี้มีการออกเอกสารสิทธิ์เป็น สปก. ๔-๐๑ และเป็นโฉนดที่ดินแล้วรวมกันประมาณ ๙,๐๐๐ไร่ อีกประมาณ ๓,๐๐๐ กว่าไร่เป็นที่ดินว่างเปล่า ส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่หมู่ ๑-๒-๓ ชาวบ้านได้เข้ามาอาศัยอยู่ตั้งแต่ปี ๒๔๖๑ นับถึงปัจจุบัน ๙๖ ปีแล้ว
นายสายหยุด อดีตผู้ใหญ่บ้านหมู่ ๒ เล่าต่อว่า ชาวบ้านที่มาอาศัยอยู่ได้จับจองและถางป่าเพื่อเป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกินรายละ ๒๐-๓๐ไร่ เมื่อลูกหลานแยกครอบครัวแบ่งให้ลูกหลานคนละ ๑-๕ ไร่ ตามปริมาณของเนื้อที่และจำนวนครอบครัวที่แตกต่างกันไป ต่อมาทุกคนที่ครอบครองที่ดินต้องการมีเอกสารสิทธิ์ในที่ของตน จึงพากันไปร้องขอต่อเจ้าหน้าที่ที่ดินอำเภอและจังหวัด แต่ได้รับการปฏิเสธ เจ้าหน้าที่แจ้งว่าไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ได้ เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ว่างเปล่า ไม่อยู่ในอำนาจหน้าที่ที่อำเภอและจังหวัดจะกระทำได้ ต้องร้องขอจากส่วนกลางเท่านั้น(หมายถึงหน่วยงานสำรวจพื้นที่) แต่ชาวบ้านก็ยังมีความหวังว่าสักวันหนึ่งคงจะมีช่องทางได้รับการออกเอกสารสิทธ์กับเขาบ้าง จึงอยู่ทำกินกันเรื่อยมา
นางวาริน ประธานสภาองค์การบริหารส่วนตำบลขุนฝางกล่าวเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ชาวบ้านกำลังมองหาช่องทางเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกสารสิทธ์นั่นเอง เมื่อปี๒๕๔๙ ได้มี
นักพัฒนาองค์กรเอกชนคนหนึ่งเข้ามาในพื้นที่ และได้นำองค์ความรู้เกี่ยวกับที่ดินทำกินที่อยู่อาศัยและการได้มาซึ่งเอกสารสิทธ์มาเผยแพร่ตรงกับสิ่งที่ชาวบ้านกำลังต้องการอยู่พอดี จึงเกิดการขับเคลื่อนอย่างเป็นระบบและเกิดเป็นรูปธรรมขึ้นมา เอ็นจีโอที่กล่าวถึงนั้น เขาคนนั้นคือนายสำเริง ได้เข้ามาแฝงตัวอยู่ในตำบลขุนฝางเป็นแรมปีและหลายปีต่อมา สามารถสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดทำข้อมูลจัดทำพิกัดจีพีเอส แต่ละราย จนสามารถนำเสนอต่อภาครัฐและได้รับการยอมรับจากส่วนต่างๆ นำไปสู่การตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง ราษฎร์-รัฐ
โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัดอุตรดิตถ์เป็นประธาน นายอำเภอเมืองเป็นรองประธาน ชาวบ้านเป็นกรรมการ จากข้อมูลและพิกัดจีพีเอส ที่ชัดเจน ชาวบ้านสามารถลงหลักปักหมุด ของแต่ละรายโดยไม่มีปัญหาและคณะกรรมการราษฎร์ –รัฐ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมมีข้อตกลงร่วมกันระหว่างราษฎร์ –รัฐว่า ให้ยอมรับในพื้นที่ของตนและจะไม่บุกรุกป่าเพื่อขยายพื้นที่อีก จากข้อมูลที่ชัดเจนชาวบ้านยอมรับกฎกติการ่วมกันราษฎร์-รัฐ ให้ความร่วมมือ ในที่สุดสามารถ ดำเนินการออกเอกสารสิทธิ์ เป็นโฉนดที่ดินได้ ๕๒๓ แปลงเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๗ ที่ผ่านมานี้เอง ชาวบ้านต่างดีอกดีใจกันถ้วนหน้า
แต่ยังมีสิ่งที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง คือชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในหมู่ที่ ๒ จำนวน ๖ รายได้แก่
๑นางบุญเรือน สร้อยตา ๒. นางบุญทิ้ง บรรดาส่ง
๓. นางมิ่ง มีจักร ๔. นายชาย มีจักร
๕.นายเวียง มีจักร และ ๖. นางบัวหาด มีจักร
ทั้ง ๖ คนเล่าให้ฟังว่า พวกตนได้รับมรดกจากพ่อ แม่แบ่งเนื้อที่ให้คนละ ๑ ไร่เป็นที่อยู่อาศัยและที่ทำกิน พวกตนได้ดำเนินการจัดทำพิกัด จี พีเอส และลงหลักปักหมุดเช่นเดียวกับคนอื่นๆ เพื่อแสดงให้รู้ว่าที่ของพวกตนอยู่ที่พิกัดใด แต่ด้วยตระกูลของพวกตนเป็นคนรักป่า รักต้นไม้ ที่ของพวกตนยังเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ ในขณะที่รอบๆ ที่ของพวกตนโล่งเตียนหมด เมื่อเจ้าหน้าที่มาสำรวจ เพื่อออกเอกสารสิทธิ์มาพบที่ของพวกตนจึงแจ้งว่า ถ้าพื้นที่ของผู้ใดยังเป็นป่าสมบูรณ์อยู่ ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ให้ได้ ออกได้เฉพาะพื้นที่ที่เป็นป่าเสื่อมโทรม หรือเป็นพื้นที่โล่งเตียนเท่านั้น มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อย ที่พื้นที่ยังเป็นผืนป่าอยู่ เมื่อได้ยินดังนั้นพากันนิ่งอึ้ง แต่ด้วยความต้องการมีเอกสารสิทธิ์ จึงต้องยอมตัดไม้ทำลายป่าที่ตนเองเคยอาศัยทำมาหากินทั้งหมดทิ้งไป แต่สำหรับพวกตน ทั้ง ๖ คน ความจริงแล้วพวกตนก็อยากได้เอกสารสิทธิ์เหมือนกับคนอื่นๆ แต่ถ้าได้เอกสารสิทธิ์มา ด้วยการทำลายป่า พวกตนเลือกที่จะอยู่กับป่าดีกว่า แม้ไม่มีเอกสารสิทธิ์ เฉกเช่นคนอื่นเขาก็ตาม แต่ขอว่าให้พวกตนได้มีสิทธิ์อยู่ทำกิน ในพื้นที่คนละ ๑ ไร่ของตนตลอดไป พวกเขากล่าวต่ออีกว่า ที่จริงคนกับป่าสามารถอยู่ด้วยกันได้ ทำไมจะออกเอกสารสิทธิ์ทั้งที ต้องให้ตัดต้นไม้ทำลายป่า หาวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ไม่ได้หรือ?
คำบอกเล่าของพวกเขาทำให้คนฟังทุกคนต้องอึ้งและชื่นชมตามๆ กัน
จากการศึกษาเรียนรู้ของคณะกรรมการประสานงานความร่วมมือแก้ปัญหาที่ทำกินและที่อยู่อาศัยจังหวัดพิจิตร ทุกคนตอบเป็นเสียงเดียวกันว่า คุ้มค่ากับการมาครั้งนี้มาก ได้เรียนรู้วิธีการทำงานของชาวบ้าน ได้เรียนรู้เทคนิควิธีการจัดเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ และนำเสนอปัญหาอย่างเป็นขั้นเป็นตอนทำให้ส่วนราชการยอมรับและให้ความร่วมมือนำไปสู่การแก้ปัญหาจนสามารถออกเอกสารสิทธิ์ได้ คณะทำงานของจังหวัดพิจิตร จะนำหลักการและวิธีการเหล่านี้มาปรับใช้กับพื้นที่ของตนตามสภาพปัญหา เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ อย่างเป็นรูปธรรม อย่างที่ตำบลขุนฝางได้ทำสำเร็จมาแล้ว




