ผลประโยชน์ทางยา และและความไม่เชื่อมั่นในภูมิปัญญาไทยจากระบบรัฐไม่เอื้อ ส่งผลให้มติชะลอตัว ไปไม่ถึงจุดมุ่งหมาย ภาคเหนือเน้นปรับธรรมนูญสุขภาพเร่งเดินหน้าแพทย์แผนไทย พื้นบ้าน และทางเลือก ยกระดับ หมอพื้นบ้าน ตัวยาสมุนไพร และ ความรู้ เข้าสู่ระบบบริการสุขภาพได้จริง
การจัดเวทีวิเคราะห์ธรรมนูญสุขภาพ หมวด 7 ในประเด็นการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ จัดโดยภาควิชาสังคมและสุขภาพ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โดยการสนับสนุนจาก สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.)ในวันพฤหัสบดีที่ 30 ตุลาคม 2557 ณ ห้องประชุมไอซี สำนักบริการวิชาการ (UNISERV) มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยมีรองศาสตราจารย์ ดร.ลือชัย ศรีเงินยวง หัวหน้าโครงการวิจัยฯ เชิญผู้เกี่ยวข้องในภาคเหนือ ได้แก่ แพทย์แผนไทย ทั้งในระบบโรงพยาบาล และ นอกระบบ หมอพื้นบ้านนักเคลื่อนไหวองค์กรพัฒนาเอกชน ตลอดจนนักวิชาการ และผู้ที่อยู่ในการขับเคลื่อนระบบสุขภาพแบบพื้นบ้าน เข้าร่วมจำนวน 30 คน
ผลการประชุมพบว่าที่ประชุมมีความคิดเห็นว่า การขับเคลื่อนระบบดูแลสุขภาพด้วยการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก ยังไม่พัฒนาไปเท่าที่ควร ในขณะที่วิชาการแพทย์ของไทยถือว่าเป็นศาสตร์ที่น่าสนใจ ในการรักษาผู้ป่วย ด้วยหลักคิดแบบภูมิปัญญาตะวันออก ที่มีวิธีการรักษาด้วยความเชื่อศรัทธา และยาสมุนไพรที่มีอยู่ในท้องถิ่น รวมทั้งความร่วมมือของสังคมร่วมรักษาผู้ป่วยได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งการใช้ยาสมุนไพรเป็นวิธีการรักษาที่ปลอดภัยกว่ายาสมัยใหม่
ใน 5 ปีที่ผ่านมา สามารถตั้งโรงพยาบาลแพทย์แผนไทยได้เพียง 10 แห่ง แต่ก็ไม่สามารถขับเคลื่อนได้ตามเป้าหมาย เนื่องจากติดที่การไม่ส่งเสริมจริงจัง ทำให้ไม่มีงบประมาณพัฒนา และหลักคิดของผู้บริหารยังติดอยู่ที่วิธีการรักษาแบบแพทย์แผนปัจจุบันทำให้ไม่สามารถพัฒนาแพทย์แผนไทย แพทย์ทางเลือกเข้าสู่ระบบได้จริง ถูกจำกัดการใช้ตัวยาให้ใช้แบบเชิงเดี่ยว ในขณะที่สังคมโลก และการเปิดประชาคมอาเซี่ยน กำลังให้ความสนใจการรักษาสุขภาพแบบพื้นบ้านและตัวยาสมุนไพร พร้อมทั้งตำรับยาของแพทย์แผนไทย แพทย์พื้นบ้าน ไทยอาจต้องเสียประโยชน์ไปถ้าเร่งพัฒนาไม่ทัน
ที่ประชุมมีทิศทางให้ปรับปรุงธรรมนูญสุขภาพ หมวด 7 ในประเด็นการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้าน และการแพทย์ทางเลือกอื่นๆ ให้สามารถบังคับใช้ในระบบบริการสุขภาพในอนาคตและมองถึงการคุ้มครอง ภูมิปัญญา พืชพรรณสมุนไพร ป่าสมุนไพรของไทย จะต้องมีการจัดการให้อยู่ในระดับควบคุมได้โดย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและหน่วยงานต่างๆ ต้องเข้ามาให้การสนันสนุนอย่างจริงจัง
นาย วีรพงษ์ เกรียงศิลยศ องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพ กล่าวว่า การระดมความคิดเห็นในภาคเหนือ พบประเด็นน่าสนใจมาก เช่น การฟื้นฟูพืชพรรณท้องถิ่น การคุ้มครองพันธุ์พืช การยกย่องรับรองหมอพื้นบ้านที่ต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วม รวมไปถึงการเก็บรวบรวมตำรายาแผนไทยเพื่ออนุรักษ์และใช้ในระบบบริการสุขภาพ ได้ ยกระดับไปสู่นโยบายสาธารณะ ปัญหาที่ผ่านมาคือ การวางแผนนโยบายแล้วไม่ปฏิบัติจริงจัง ซึ่งการวางแผนพัฒนาธรรมนูญสุขภาพว่าด้วยเรื่องการแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์ทางเลือก จะต้องให้มีผลในการบังคับใช้มากขึ้น และนำเข้าสู่ระบบบริการสุขภาพของรัฐได้มากกว่าในปัจจุบัน ซึ่งถ้ารับฟังทุกภาคก็จะได้ข้อสรุปว่าจะมีการร่างธรรมนูญสุขภาพในประเด็นดัง กล่าวอย่างไรต่อไป




