เมื่อวันที่ 5 พฤศจิกายน 2557 เวลา 15.00 น. สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ หรือ สอช. และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน)หรือ พอช. เข้าพบนางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคมเพื่อหารือถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาผลกระทบจากการพัฒนาระบบรางในชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟทั่วประเทศ
นางสาวกนิษฐา ปรีชาพีชคุปต์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(องค์การมหาชน) ได้เล่าถึงสถานการณ์การแก้ไขปัญหาเรื่องที่อยู่อาศัยตามแนวทางบ้านมั่นคงในชุมชนที่อยู่ในที่ดินการรถไฟที่ปัจจุบันมีการสำรวจในปี 2557 และมีชุมชนที่บุกรุกและเช่าในที่ดินการรถไฟถึง 310 ชุมชน กว่า 36,000 ครัวเรือนซึ่งชุมชนเหล่านี้อาจถูกผลกระทบกับการพัฒนารถไฟระบบราง จึงต้องหามาตรการในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว
นางสร้อยทิพย์ ไตรสุทธิ์ ปลัดกระทรวงคมนาคม กล่าวว่าแผนการพัฒนารถไฟระบบรางซึ่งจะเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านด้วยโครงการสิงคโปร์-คุนหมิง ปัจจุบันก็มีการพัฒนาไปมากแล้ว ทั้ง Missing Link ที่จะต้องพัฒนาเส้นทางรถไฟเชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านรวมทั้งรถไฟทางคู่ รถไฟสายสีต่างๆ และสถานีกลางบางซื่อ ซึ่งปัจจุบันได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว 3 เฟส ซึ่งยังรอขยายต่ออีก 4 เฟส และการพัฒนาพื้นที่ดังกล่าว อาจกระทบกับชุมชน สำหรับแผนงานหลักเร่งด่วน ที่กระทรวงคมนาคมจะต้องผลักดันในปีหน้า จะต้องทำอย่างเร่งด่วนจะเป็นการพัฒนาโครงการรถไฟทางคู่เส้นทางชุมทางถนนจิระ – ขอนแก่น และ เส้นทางประจวบคีรีขันธ์ – ชุมพร ปัจจุบันได้มีการทำความเข้าใจและทำประชาพิจารณ์ให้กับประชาชน ตามเส้นทางดังกล่าวได้เข้าใจ
นางอังคณา ขาวเผือก ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ได้เสนอ การประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา ประชาชน และชุมชนที่เดือดร้อนจริงเข้าไม่ถึงการทำประชาพิจารณ์ดังกล่าว ซึ่งบ่อยครั้งนำคนที่ไม่ได้เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมรับฟัง ทำให้ก็ยังเกิดผลกระทบกับชุมชน จึงขอให้มีการแก้ไขปัญหาชุมชนริมทางรถไฟทั่วประเทศ เนื่องจากแผนการพัฒนาระบบรางอาจส่งผลกระทบในหลายๆชุมชน เช่นการพัฒนาโครงการรถไฟสายสีแดงที่กระทบกับชุมชน จนเกิดการไล่รื้อและดำเนินคดีกับชาวบ้าน
ปลัดกระทรวงคมนาคมได้อธิบายถึงเรื่องการประชาพิจารณ์ว่าทางการรถไฟและกระทรวงคมนาคมไม่สามารถประกาศและส่งหนังสือให้เป็นรายบุคคล หรือทำให้ชุมชนเข้าใจได้ทั้งหมด จึงจำเป็นต้องติดประกาศไว้กับทางท้องถิ่นหรือให้ท้องถิ่นช่วยประกาศ เพราะติดขัดในเรื่องงบประมาณ แต่ก็พร้อมปรับปรุงให้ดีขึ้น อีกทั้งการพัฒนาโครงการของการรถไฟ ได้มีการดูแลผู้ถูกผลกระทบเป็นอย่างดี และปัจจุบันก็มีการแก้ไขปัญหาชุมชนริมรางไปแล้วกว่า 61 ชุมชน ตามข้อตกลงปี 2543 ส่วนในพื้นที่อื่นๆก็มีการแก้ไขอยู่อย่างต่อเนื่อง แต่ติดอยู่ที่การประสานงานระหว่างเครือข่ายกับกระทรวงยังไม่ต่อเนื่องมากนัก
นายรุ่งโรจน์ เปรมจิราพงศ์ ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ เสนอให้มองข้ามปัญหาดังกล่าว เพราะพื้นที่ที่มีข้อติดขัดมีเพียงไม่กี่พื้นที่ ซึ่งสามารถเจรจาเพื่อหาทางออกร่วมกันเองได้ และหากติดขัด ตามที่รถไฟอ้างถึง สหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติก็พร้อมจะทำ ข้อเสนอใหม่ขอให้มีการแก้ไขปัญหาชุมชนทั้งหมด ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว
นายสุเทพ โตเจิม ผู้แทนสหพันธ์พัฒนาองค์กรชุมชนคนจนเมืองแห่งชาติ ภาคกรุงเทพ และผู้แทนชุมชนกัลยาณมิตร ซึ่งเป็นชุมชนใหม่ที่เกิดจากการไล่รื้อในปี 2553 ได้กล่าวถึงปัญหาราคาค่าเช่าที่ดินของชุมชนว่าแพงถึง ตารางเมตรละ 150 บาท ต่อปี ทำให้คนจนไม่มีกำลังในการที่จะจ่าย ซึ่งผู้แทนของฝ่ายบริหารทรัพย์สินการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้ยืนยันว่าคิดตามระเบียบฉบับที่ 129 ของการรถไฟ โดยคำนวณจาก 1.5 เปอร์เซ็นต์ของราคาประเมินที่ดินดังกล่าว แต่นายสุเทพ โตเจิม แย้งว่า ชุมชนกัลยาณมิตร แต่เดิมก่อนถูกไล่รื้อเป็นชุมชนที่อยู่ใน 61 ชุมชนตามข้อตกลงที่เคยเสนอในปี 2543 จึงทำให้มีการทบทวนในเรื่องค่าเช่าใหม่ โดยจะปรับลดค่าเช่าให้ในสัญญาครั้งต่อไป




