playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

หัวใจของกังหันแปดทิศ             รู้สิทธิรู้หน้าที่งานแก้ไข

ในพื้นที่ชุมชนจะพัฒนาอะไร        คนตะวันออกอยากบอกให้รับรู้กัน

สาม...คือเส้นทางจะก้าวไป          ปกป้องพื้นที่ไว้ผลิตอาหาร

รักษาทรัพยากรให้ยืนนาน          เพื่อเก็บไว้ให้ลูกหลานได้ทำกิน

ชุมชนต้องจัดการตนเอง             ใช่อวดเก่งแต่คือวิถีท้องถิ่น

สี่...คือพื้นที่ปฏิบัติการเป็นอาจิน    พื้นที่ถิ่นต้องจัดการตนเอง

พื้นที่นโยบายสาธารณะ             เราคงจะจัดการอย่างรีบแรง

ฟังเสียงประชาชนแล้วค่องเร่ง       สิ่งควรคือพื้นที่ประชาสัมพันธ์

ห้า...ริเริ่มรับรู้เปิดใจ                 เปลี่ยนแปลงแก้ไขสร้างสรรค์

สามสี่ห้า...คือลายแทงสู่งาน         ปฏิบัติการสภาพลเมือง

 

จากแนวคิดการปฏิรูปของคนภาคตะวันออก สุเวช ภู่ระหงษ์ แกนภาคประชาชนคนจันทบุรี ได้ถ่ายทอดเป็นบทร้อยกรอง ในเวที “ก้าวสู่ความเป็นเจ้าของการปฏิรูป ด้วยพลังพลเมืองภาคตะวันออก”เมื่อต้นพฤศจิกายนที่ผ่านมา การระดมความคิด “กลไกการปฏิรูปจากฐานรากสู่บน” สร้างการปฏิรูปที่ยืดโยงกับประชาชน ด้วยพลังของคนตะวันออก ณ มหาวิทยาลัยบ้านนอก บ้านจำรุง ต.เนินฆ้อ อ.แกลง จ.ระยอง

 

 จำรูญ สวยดี เครือข่ายสภาพลเมืองเพื่อการปฏิรูปตะวันออก (ปราจีนบุรี) อธิบายให้ฟังว่า ยุทธศาสตร์ตะวันออก 3-4-5 นั้น “3” คือ เป้าหมายที่จะมุ่งไปประกอบด้วย 1) การปกป้องพื้นที่อาหาร 2) การรักษาฟื้นฟูทรัพยากร 3) มุ่งสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง ส่วน4 คือ การเข้าร่วมและสนับสนุนปฏิบัติการใน 4 พื้นที่ คือ 1) พื้นที่ชุมชนท้องถิ่น และเครือข่ายฐานราก 2) พื้นที่นโยบาย 3) พื้นที่จัดทำร่างรัฐธรรมนูญ และ 4) การสื่อสารประชาสัมพันธ์

 

      สำหรับ “5” คือ 5 แผนปฏิบัติการ 1) ริ่เริ่ม สร้างเครือข่ายพลเมืองในแต่ละพื้นที่ สร้างสภาพลเมืองเพื่อการปฏิรูประดับจังหวัด 2) รับรู้ เติมองค์ความรู้ สถานการณ์ ความเข้าใจในการปฏิรูป พัฒนาศักยภาพเครือข่ายพลเมืองในการทำข้อเสนอการปฏิรูปในแต่ละพื้นที่ 3) เปิดใจ ยกระดับข้อเสนอการปฏิรูปในแต่ละพื้นที่ไปสู่ข้อเสนอระดับภาคร่วมกัน และผลักดันสู่การปฏิรูปร่วมกับรัฐ 4) สร้างสรรค์ (ร่าง) รัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจสู่คนตะวันออกอย่างแท้จริง และผลักดันให้มีการประกาศใช้ เป็นรัฐธรรมนูญที่กระจายอำนาจไปสู่ประชาชน ให้อำนาจพื้นที่จัดการตนเองได้มีสมดุลแห่งการปกครองในส่วนของภาคตะวันออก และ 5) เปลี่ยนแปลง กำหนดแผนพัฒนาภาคตะวันออก เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกัน และผลักดันสู่การปฏิบติจริง ซึ่งเป็นแผนที่สร้างงานให้คนส่วนใหญ่ กระจายผลประโยชน์ลงสู่ด้านล่าง พัฒนาให้สอดคล้องกับวิถีวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อมของพื้นที่ เป็นแผนที่ใช้ทรัพยากรโดยคำนึงถึงคนรุ่นต่อไป สำคัญคือต้องเป็นแผนที่ฟังเสียงคนส่วนใหญ่

 

   3-4-5 copy

 

 เมื่อกล่าวถึงที่มาการก่อรูปของสภาพลเมืองเพื่อการปฏิรูปตะวันออก จำรูญ เล่าให้ฟังว่า ภายหลังจากความร่วมมือขององค์กรชุมชนและประชาสังคมภาคตะวันออก จัดเวที “เสียงประชาชนที่ต้องฟังก่อนปฏิรูป” ร่วมกับไทยพีบีเอส เมื่อวันที่ 9 ตุลาคม 2557 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ จ.ฉะเชิงเทรา ซึ่งมีตัวแทนของคนตะวันออกทั้ง 8 จังหวัดเข้าร่วมกว่า 500 คน ซึ่งได้มีการระดมข้อเสนอและกลไกภาคประชาชนในการมีส่วนร่วมปฏิรูปประเทศไทยแล้ว

 

 

 

       ต่อจากนั้นแกนนำจาก 8 จังหวัดได้ร่วมหารือและมีข้อสรุป ก่อตั้งสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป ภาคตะวันออก เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2557 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นพื้นที่กลางของภาคตะวันออก ที่ภาคีส่วนต่าง ๆ จะมาใช้พื้นที่ร่วมกันสนับสนุน ส่งเสริมและประสานทุกฝ่ายเข้าร่วมเป็นเจ้าของการขับเคลื่อนปฏิรูปประเทศไทยภายใต้แนวทางประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม และได้เข้าร่วมแถลงเปิดตัวสภาประชาชนเพื่อการปฏิรูป (สชป.) รวมกับสวนกลางและภูมิภาคต่างๆ เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2557 ณ อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา กรุงเทพฯ เพื่อประกาศจุดยืนและเจตนารมณ์การปฏิรูปที่ต้องมุ่ง “ลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มอำนาจประชาชน”

 

 อย่างไรก็ดี เวที “ก้าวสู่ความเป็นเจ้าของการปฏิรูป ด้วยพลังพลเมืองภาคตะวันออก” ที่บ้านจำรุงนี้ สิ่งที่พี่น้องห่วงใยเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญของ สปช.  1) สิทธิชุมชน 2) กลไกการถ่วงดุลอำนาจจากประชาชน 3) นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในการดูแลสิทธิเสมอภาคด้านสวัสดิการและคุณภาพชีวิต 4) สิทธิเสรีภาพประชาชน 5) การสงวนรักษาและการปกป้องทรัพยากรเองได้ด้วยประชาชน 6) การกระจายอำนาจมีพื้นที่สภาพลเมืองในโครงสร้างใหม่ 7) การปฏิรูปการเข้าสู่อำนาจของนักการเมือง และการควบคุม อำนาจการตรวจสอบของประชาชน

 

      นอกจากนั้นมีการหารือว่าจะเดินหน้าการปฏิรูปได้จริงต้องทำอะไร? มีข้ออ่อนข้อด้อยอะไรที่ต้องแก้ไข และการปรึกษาหารือระหว่างคนตะวันออกกับสมาชิกสภาปฏิรูป (สปช.) จาก 8 จังหวัดในภาคเพื่อให้เกิดการปฏิรูปที่ยืดโยงกับประชาชน ซึ่ง สปช. ที่มาร่วม เห็นความสำคัญที่จะจับมือประสานงาน และนัดหมายการเคลื่อนของแต่ละจังหวัด

 

          อย่างไรก็ตาม นิตยา พลีพรหม ผู้แทนเครือข่ายสวัสดิการชุมชนจังหวัดระยอง ได้เสนอให้ สปช.ที่มารับข้อเสนอของเครือข่ายด้านสวัสดิการ เพราะกองทุนสวัสดิการชุมชนเป็นเรื่องที่ต้องก่อเกิดจากชุมชนเอง ถ้าการปฏิรูปมีความเป็นธรรม ที่จะตามมาคือความถูกต้อง ชัดเจน และเข้าถึง จะทำให้เกิดการลดความเหลื่อมล้ำ ในการทำงานเราเริ่มออมกันเอง ทำด้วยตัวเรา เราดูแลตัวเองก่อน แล้วรัฐบาลหรือหน่วยงานค่อยก้าวเข้ามาหาเรา ด้วยกลไกของเอกชน และรัฐต้องเข้ามาสนับสนุนและส่งเสริมจัดให้มี พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน และกองทุนสวัดิการแห่งชาติ

 

     โดยหมวดว่าด้วยสิทธิชุมชน ควรมี “สิทธิชุมชนในการจัดระบบสวัสดิการชุมชนต้องได้รับการสนับสนุนโดยชุมชนเป็นหลักในการจัดสวัสดิการชุมชน ให้ภาครัฐ ท้องถิ่น และเอกชนสนับสนุน และหมวดว่าด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐ “รัฐต้องสนับสนุนและส่งเสริมจัดให้มี พ.ร.บ.สวัสดิการชุมชน พ.ศ..... และให้มีกองทุนสวัสดิการชุมชนแห่งชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้มีการจัดตั้งสถาบันสวัสดิการชุมชนในระดับท้องถิ่น จังหวัด ชาติ และมีแผนพัฒนาสวัสดิการชุมชนแห่งชาติด้วย

 

ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว ค.รัฐศาสตร์ ม.บูรพา ให้ข้อสังเกตุว่า การปฏิรูปเปรียบ “ความหวัง ความฝัน และความจริง” คนตะวันออกที่ผ่านมาอยู่ร้อนนอนทุกข์ มีความฝันว่าจะนอนสุข เพราะกระบวนการสร้างฝันล้มเหลวมาตลอด ถ้าคนตะวันออก อยากมีส่วนร่วมร่างรัฐธรรมนูญ ต้องเรียนรู้จาก ร.ธ.น.ปี 2540 และ 2550 และในเรื่องการปฏิรูปนั้นเป็นเรื่องจุดอ่อนของราชการ ต้องทำอย่างไรให้เกิดการเชื่อมร้อยที่ดี ในลักษณะ ทางตรงระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติกับภาคประชาชนที่เป็นอยู่

 

        “เพราะการปฏิรูป คือการปรับเปลี่ยน จะดีขึ้นได้อย่างไร เราจะเปลี่ยนความสัมพันธ์เชิงอำนาจในการอยู่ร่วมกันทั้งสังคมทางเศรษฐกิจ การเมืองอย่างไร และในการเปลี่ยนย่อมต้องมีผู้สูญเสีย ซึ่งก็คือชนชั้นนำ ภาครัฐ และกลุ่มทุน ไม่เป็นเท้าหน้าหลัง แต่เป็นเท้าที่เดินคู่กัน เสนอว่าคนตะวันต้องมีคณะประสานงาน ต้องเกื้อกลูกันระหว่าง สปช.และสภาพลเมืองตะวันออก ให้เกิดการรวมกลุ่ม ต่อรอง โดยมีคนในพื้นที่เป็นพลังในการต่อรอง เป็นสายลมตะวันออก เป็นสายลมแห่งความหวัง และจิตวิญญาณ” ดร.โอฬาร กล่าว 

 

        ทั้งนี้ การหารือของสภาพลเมืองเพื่อการปฏิรูปตะวันออก ได้เห็นร่วมกันว่าควรเปิดบรรยากาศของการมีส่วนร่วมในการปฏิรูป โดยการยกเลิกกฎอัยการศึก เพื่อเปิดบรรยากาศผ่อนคลายให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีโอกาสร่วมแสดงความคิดเห็นในการปฏิรูปประเทศต่อไป

 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter