playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

281157.03เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2557 ณ ลานเอนกประสงค์เทศบาลตำบลอุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน พลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้เดินมาพบปะกับพี่น้องขบวนสวัสดิการชุมชนภาคเหนือ (15 จังหวัด) ที่มารอต้อนรับประมาณ 1,200 คน ในงานสมัชชาสวัสดิการชุมชน “ร้อยพลังกองบุญ มอบความสุขให้กองทุนสวัสดิการชุมชนท้องถิ่น ภาคเหนือ” โดยมี นายณรงค์ อ่อนสอาด ผู้ว่าราชการจังหวัดลำพูนให้การต้อนรับและกล่าวต้อนรับ นายขยัน วิพรหมชัย นายกเทศมนตรีตำบบลอุโมงค์ ได้กล่าวรายงานถึงบทบาทหน่วยงานท้องถิ่นในการส่งเสริมสวัสดิการชุมชน นางสายพิน คำฝอย ได้กล่าวรายงานวัตถุประสงค์การจัดงาน และ นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนได้กล่าวรายงานผลการดำเนินงานสวัสดิการชุมชนปี 2557 281157.01

หลังจากนั้นพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้มอบงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนภาคเหนือปีงบประมาณ 2557 จำนวน 15 จังหวัด จำนวนกองทุน 1,035 กองทุน จำนวนงบประมาณ 394 ล้านบาท อีกทั้งมอบทุนของกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลอุโมงค์และรถเข็นสำหรับคนพิการในเขตเทศบาลตำบลอุโมงค์ จำนวน 30 คน

ซึ่งพลตำรวจเอกอดุลย์ แสงสิงแก้ว ได้ กล่าวว่า ตนรู้สึกดีใจมากที่เห็นขบวนชุมชนเข้มแข็ง เห็นผู้นำชุมชนที่มีความตั้งใจจริงและเสียสละในการทำงาน โดยเฉพาะเมื่อได้เห็นธนาคารความดี ตนเห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก สังคมกำลังต้องการอย่างมากสำหรับคนที่เสียสละ ทำความดีโดยไม่หวังผลตอบแทน

พร้อมกันนี้ขบวนสวัสดิการชุมชนภาคเหนือ ได้ประกาศเจตนารมณ์และมอบข้อเสนอรัฐธรรมนูญต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นำโดยนายธงชัย คำภารักษ์ โดยเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและคืนความสุขให้ประชาชนเนื่องในโอกาสปีใหม่ 2558 ดังนี้281157.08

๑.) ให้คณะรัฐมนตรีเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.) กำหนดสิทธิในการจัดสวัสดิการของชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

๒.) ให้คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสวัสดิการชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคง เข้มแข็ง และยั่งยืน

๓.) ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง

อนึ่ง กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบล ได้ก่อเกิดขึ้นเมื่อปี 2547 เพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงให้คนในชุมชนบนพื้นฐาน “ให้อย่างคุณค่า รับอย่างมีศักดิ์ศรี”

และในปี 2553-2556 รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่อสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลที่ผ่านเกณฑ์คุณภาพในสัดส่วนตามการออมของสมาชิกไม่เกิน 365บาท/ราย/ปี โดยเป็นการสมทบงานประมาณจาก 3 ฝ่าย (1:1:1) คือ หนึ่ง ทุนการออม/สมทบจากสมาชิกในชุมชน สอง การสมทบจากรัฐบาลกลางผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน สาม สมทบจากการปกครองส่วนท้องถิ่น

ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการจัดสวัสดิการพื้นฐานให้แก่สมาชิกครอบคลุมไปถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย และสวัสดิการอื่นๆ ตามแต่แต่ละพื้นที่จะกำหนด281157.10

 

 

คำประกาศ

การพัฒนาคุณภาพกองทุนสวัสดิการภาคเหนือในปี ๒๕๕๘

และข้อเสนอต่อรัฐบาลเพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนให้ระบบสวัสดิการชุมชน

 

          เครือข่ายองค์กรชุมชนภาคเหนือได้ร่วมกันจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๘ ปัจจุบันมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลและเมืองแล้วทั้งสิ้น ๑,๑๗๘ กองทุน มีสมาชิก ๘๘๖,๙๓๘ คน มีเงินกองทุนกว่า ๑,๐๔๕ ล้านบาท เงินกองทุนร้อยละ ๖๔ เป็นเงินสมทบจากสมาชิกกองทุน

ในปี ๒๕๕๘ เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคเหนือ ๑๕ จังหวัดตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าจะทำงานพัฒนากองทุนสวัสดิการชุมชนดังนี้

๑.) จะเพิ่มจำนวนสมาชิกกองทุนให้ได้อย่างน้อย ๑ ล้านคนในปี ๒๕๕๘และอีก ๒ ล้านคนในปี ๒๕๖๑

๒.) เพิ่มประเภทสวัสดิการของแต่ละกองทุนให้สามารถช่วยเหลือสมาชิกและผู้ด้อยโอกาสให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

๓.) จัดตั้งกองทุนสวัสดิการให้ครอบคลุมทุกตำบลและเทศบาลในปี ๒๕๖๑

๔.) พัฒนากองทุนสวัสดิการให้สามารถพึ่งตนเองได้ ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

๕.) พัฒนาการบริหารจัดการกองทุนให้มีประสิทธิภาพ เปิดเผยโปร่งใส คณะกรรมการและสมาชิกมีส่วนร่วมในการบริหารกองทุนอย่างกว้างขวาง

๖.) เชื่อมโยงกองทุนสวัสดิการชุมชนกับกองทุนและการพัฒนาชุมชนทางด้านอื่นๆให้เกิดระบบสวัสดิการชุมชนแบบบูรณาการครบถ้วนทั้งระบบ

          เพื่อให้มีการพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนที่จะดูแลสมาชิกชุมชนทั่วประเทศอย่างกว้างขวางและต่อเนื่อง แบ่งเบาภาระทางการเงินของรัฐบาลในการจัดสวัสดิการสังคม เครือข่ายสวัสดิการชุมชนภาคเหนือขอเสนอให้รัฐบาลสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศและคืนความสุขให้ประชาชนเนื่องในโอกาสปีใหม่ ๒๕๕๘ ดังนี้

๑.) ให้คณะรัฐมนตรีเสนอให้สภาปฏิรูปแห่งชาติ(สปช.)กำหนดสิทธิในการจัดสวัสดิการของชุมชนไว้ในรัฐธรรมนูญและแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

๒.) ให้คณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาปฏิรูปแห่งชาติสนับสนุนร่างพระราชบัญญัติสวัสดิการชุมชนเพื่อให้ชุมชนสามารถดำเนินงานได้อย่างมั่นคง เข้มแข็งและยั่งยืน

๓.) ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณสมทบกองทุนสวัสดิการชุมชนอย่างต่อเนื่อง

 

          เป้าหมายการทำงานสำคัญของเครือข่ายสวัสดิการชุมชนคือการให้ชุมชนสามารถจัดสวัสดิการได้ด้วยตนเองสำหรับสมาชิกชุมชนทุกคน ในทุกเรื่อง โดยการสนับสนุนจากรัฐ เป็นการสนับสนุนเพื่อให้ชุมชนพึ่งตนเอง การทำงานร่วมกันระหว่างรัฐกับชุมชนในลักษณะนี้เป็นการมอบความสุขให้กับประชาชนและเป็นของขวัญปีใหม่แก่ประชาชนชาวไทยอย่างแท้จริง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter