12 ธันวาคม 2557- นางอุษา หงส์กาญจนากุล ผู้ตรวจการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ครั้งที่ 2/2557 พร้อมรับฟังผลสรุปการดำเนินงานในปีที่ผ่านมา ที่โรงแรมทาวน์อินทาวน์ กรุงเทพฯ
นางอุษา หงส์กาญจนากุล ได้กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนมีบทบาทสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างชุมชนกับภาคีภาครัฐหรือเอกชน ไม่ว่างานด้านสวัสดิการ ด้านที่อยู่อาศัย จึงเห็นว่าสภาองค์กรชุมชนเป็นส่วนหนึ่งที่สำคัญในการขับเคลื่อนการทำงานพื้นที่ ดังนั้น ไม่ว่าทางกระทรวงฯ ได้เห็นความสำคัญและพร้อมสนับสนุนการทำงานของสภาองค์กรชุมชนเพื่อให้สภาองค์กรชุมชนเป็นหน่วยหนึ่งในการพัฒนาสังคมไทย
นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมในระดับชาติ สภาองค์กรชุมชน กล่าวว่า สภาองค์กรชุมชนเป็น องค์กรจัดตั้งภาคประชาชน ที่เกิดจากการจดแจ้ง จัดตั้งกลุ่มองค์กรชุมชนต่าง ๆ ในท้องถิ่นตาม พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ภายใต้การสนับสนุนส่งเสริมของสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ปัจจุบันมีการจดแจ้งสภาองค์กรชุมชนตำบลแล้ว กว่าร้อยละ 50 ของตำบลทั้งประเทศ หรือ จำนวน 4,300 ตำบล โดยชุมชนได้ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงภาคประชาชนและภาคีพัฒนาต่าง ๆ มาวางแผนจากข้อมูลปัญหาและความต้องการที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ ซึ่งเป็นการสร้างมิติใหม่ของการพัฒนาที่มาจากฐานรากของสังคม
ด้าน นายพลากร วงศ์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า เพื่อให้องค์กรภาคประชาชนฐานรากเป็นเสาหลักหนึ่งที่สำคัญและเข้าไปมีบทบาทในการขับเคลื่อนให้เกิดการพัฒนาจากฐานรากได้อย่างแท้จริง แกนนำสภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศ จึงใช้ประสบการณ์การทำงานตลอด 7 ปีที่ผ่านมา นำไปสู่การมีข้อเสนอให้เกิดการปรับแก้ พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์หรือข้อเท็จจริงของสังคมในปัจจุบัน
ขณะเดียวกันทุกวันนี้สภาปฏิรูปแห่งชาติ กำลังสนใจและให้ความสำคัญกับการปฏิรูปที่สามารถดำเนินการได้โดยเร็วและไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน ซึ่งได้ทำหนังสือแจ้งไปยังกรรมาธิการทุกคณะให้ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ นับว่าเป็นเรื่องที่ดี ที่ประชุมจะได้ร่วมกันเสนอแนะแนวทางการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยจากฐานรากโดยสภาองค์กรชุมชนต่อไป
สำหรับข้อเสนอการปฏิรูปของที่ประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมตำบล ครั้งนี้ ได้นำเสนอการปฏิรูป 13 หัวข้อ ได้แก่
1. การปฏิรูปการเมือง
1.1 บัญญัติในรัฐธรรมนูญใหม่ให้มีสภาพลเมืองทุกระดับ เป็นกลไกของประชาชนที่ใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง เพื่อทำหน้าที่ในการกำหนดทิศทางการพัฒนา เสนอแนะแนวทางการพัฒนาภาคประชาชนกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และตรวจสอบ ถ่วงดุลการใช้อำนาจของรัฐ รวมทั้งการทำประชามติ
1.2 บัญญัติในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้สภาองค์กรชุมชน เป็นกลไกหลักของภาคประชาชน พัฒนาไปสู่สภาพลเมืองมีหน้าที่จัดทำแผนภาคประชาชน ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีที่เกี่ยวข้อง ให้ข้อคิดเห็นต่อทิศทางการพัฒนาของชุมชนท้องถิ่นและระดับประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาและจัดการตนเอง ด้วยภูมิปัญญา ทุนชุมชน วิถีชีวิต เป็นรากฐานที่มั่นคงของประเทศ
1.3 ให้นายกรัฐมนตรีมาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน
1.4 ให้รัฐบาลและสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สนับสนุนการแก้ไข พ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ.2551 ให้มีความเป็นอิสระ เป็นนิติบุคคล สามารถเสนอแผนงานและงบประมาณต่อรัฐบาลได้โดยตรง สอดคล้องกับทิศทางการปฏิรูปโดยการกระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นมีบทบาทที่สำคัญในการพัฒนาความเข้มแข็งของตนเอง
2. การปฏิรูปการแรงงาน
2.1 สร้างงานและรายได้ให้กับผู้ใช้แรงงาน ผู้ว่างงานในชุมชน มีกฎหมายค่าจ้างขั้นต่ำที่เหมาะสม มีสหภาพแรงงานหรือการต่อรอง การจ่ายค่าจ้างตามความสามารถของแรงงาน มีความมั่นคงในการทำงาน มีระบบการตอบแทน การคุ้มครองสิทธิแรงงานทั้งแรงงานที่ทำงานในประเทศ และไปทำงานต่างประเทศ
2.2 ขยายสิทธิในระบบประกันสังคมให้ครอบคลุมผู้ใช้แรงงานในระบบและนอกระบบ เพื่อสร้างหลักประกันสังคมแก่คนทุกกลุ่ม
2.3 ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชน และชุมชนมีส่วนร่วม ในการสร้างข้อกำหนดการจ้างแรงงานต่างชาติ การกำหนดอาชีพที่เหมาะสม และบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัดและเท่าเทียม เพื่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน
3. การปฏิรูปการคุ้มครองผู้บริโภค
3.1 จัดตั้งองค์กรอิสระคุ้มครองผู้บริโภค ที่มีภาคประชาชน ผู้แทนองค์กรชุมชน เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และพัฒนากระบวนการได้มาซึ่งคณะกรรมการองค์กร ให้ได้คนที่เป็นกลาง มุ่งที่ผลประโยชน์ของประชาชนและสังคม
3.2 ต้องมีมาตรการควบคุมสื่อสาร/โฆษณา สินค้าและบริการให้มีความรับผิดชอบด้านจริยธรรมและศีลธรรม ที่สร้างผลกระทบต่อเด็ก เยาวชน และสังคม
3.3 ต้องมีมาตรการควบคุมสินค้าปลอดภัย และเปิดเผยข้อมูลต่อผู้บริโภคสามารถรับรู้ได้ เช่น อาหารปลอดภัยที่ปนเปื้อนสารเคมี จากโรงงานอุตสาหกรรม แหล่งผลิตสินค้าทางการเกษตร และการตัดต่อพันธุกรรม (GMO)
3.4 รัฐต้องคำนึงสิทธิในการการเข้าถึงอาหารของผู้บริโภคอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการคุ้มครองผู้บริโภคเรื่องราคาสินค้าและบริการ
4. การปฏิรูปการศึกษา และพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
4.1 รัฐต้องสนับสนุนให้การศึกษาฟรีถึงระดับปริญญาตรี โดยให้มีเนื้อหาของหลักสูตรที่สอดคล้องกับสภาพของท้องถิ่น
4.2 รัฐต้องสนับสนุนให้เกิดการศึกษาแบบทางเลือกที่หลากหลาย โดยบุคคล กลุ่ม องค์กร ชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถจัดการศึกษาได้ด้วยตนเองที่สอดคล้องกับสภาพบริบท วิถีชีวิต ฐานเศรษฐกิจชุมชน ศิลปะวัฒนธรรมของพื้นที่ รวมทั้งสามารถมีส่วนร่วมในการกำหนด ออกแบบ หลักสูตรการเรียนการสอน
4.3 เร่งรัดและกระจายอำนาจการจัดการศึกษาลงไปที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และมีการปฏิรูปกระบวนการเรียน การสอน และหลักสูตรที่เน้นให้มีการคิดและวิเคราะห์เพิ่มมากขึ้น
4.4 เน้นการจัดการศึกษาที่เด็กเป็นศูนย์กลาง และกำหนดหลักสูตรการเรียน การสอน ให้สมดุลระหว่างเนื้อหาที่เป็นสากลกับภูมิปัญญาชุมชนท้องถิ่น
4.5 พัฒนาคุณภาพครู บุคลากรทางการศึกษา ให้มีคุณธรรมจริยธรรม และมีการกระจายบุคลากรอย่างทั่วถึงทั้งเมืองและชนบท
5. การปฏิรูปเศรษฐกิจการเงินและการคลัง
5.1 ชุมชนมีสิทธิในการกำหนดแผนพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนของตนเอง โดยรัฐต้องมีมาตราการปกป้อง คุ้มครอง ระบบเศรษฐกิจชุมชน ไม่ให้ถูกเอารัดเอาเปรียบจากระบบเศรษฐกิจมหภาค และส่งเสริม สนับสนุน เศรษฐกิจชุมชนให้ชุมชนสามารถพึ่งตนเองได้อย่างยั่งยืน
5.2 รัฐควรมีมาตรการเหมาะสม ในการควบคุม กำกับดูแลทุนขนาดใหญ่
5.3 รัฐต้องสนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นสามารถผลิตสินค้าและบริการ ตามอัตลักษณ์ ภูมิปัญญาท้องถิ่น และสามารถจัดการตนเองด้านพันธุกรรมพืชและสัตว์ โดยส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดกลุ่มกองทุนคุ้มครองเมล็ดพันธุ์ และพันธุกรรมพืชและสัตว์ ตามภูมินิเวศน์ชุมชนในระดับตำบล
5.4 สนับสนุนการเชื่อมโยงธุรกิจเพื่อสังคมกับชุมชนท้องถิ่น โดยนำผลกำไรของผู้ประกอบการมาจัดตั้งกองทุนฯ เพื่อพัฒนาชุมชนท้องถิ่นตามแผนของชุมชน
5.5 กำหนดมาตรการ การประกันราคาผลิตผลการเกษตร รวมทั้งกำหนดมาตรการ การนำเข้าสินค้าทางการเกษตรที่จะเป็นผลกระทบต่อกระบวนการผลิตของเกษตรกรไทย
5.6 ให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณลงตรงสู่ชุมชน สภาองค์กรชุมชน เพื่อเสริมสร้างชุมชนเข้มแข็ง สนับสนุนการขับเคลื่อนงาน การแก้ไขปัญหาและพัฒนาชุมชนท้องถิ่นให้สามารถจัดการตนเองได้
6. การปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน
6.1 ปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน เพิ่มอำนาจประชาชน กระจายอำนาจให้ประชาชนจัดการตนเองทุกระดับ ผ่านกลไกสภาพลเมือง
6.2 ปรับปรุงระเบียบวิธีการงบประมาณส่วนกลางของรัฐบาล กระทรวง ทบวง กรม หน่วยงานของรัฐ องค์กรอิสระ ให้ชัดเจน เปิดเผยข้อมูล ตรวจสอบได้ มีภาคประชาชน สภาองค์กรชุมชน ขบวนองค์กรชุมชน เป็นองค์ประกอบของคณะกรรมการอนุมัติงบประมาณทุกระดับ
6.3 การปกครองท้องที่ ให้ประชาชนเป็นผู้เลือกกำนัน โดยกำหนดวาระ 5 ปี อายุ 35 ปีขึ้นไป อยู่ได้ไม่เกิน 2 วาระ
7. การปฏิรูปพลังงาน
7.1 ยุติแผนการสร้างเขื่อนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า และโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหิน นิวเคลียร์ที่ก่อให้เกิดผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม
7.2 ผลักดันให้มีพระราชบัญญัติพลังงานสะอาด
7.3 แก้ไขพระราชบัญญัติปิโตรเลียม พ.ศ. 2514 เพื่อให้ปิโตรเลียมเป็นของชาติ โดยการเปลี่ยนแปลงระบบสัมปทานเป็นระบบแบ่งปันผลผลิต
7.4 ทบทวนแผนการขุดเจาะปิโตรเลียมบนบกและในทะเล ในรอบที่ 20 และ 21 โดยต้องเปิดเผยข้อมูลสัญญาสัมปทาน ผลกระทบต่อพื้นที่
7.5 ทวงคืนการปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) ให้กลับมาเป็นของรัฐ
8. การปฏิรูปการเกษตร อุตสาหกรรม พาณิชย์ การท่องเที่ยวและบริการ
8.1 ให้มีการควบคุมสารเคมีการเกษตร วัตถุอันตราย เป็นวาระแห่งชาติ
8.2 จัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดินเพื่อการเกษตร และคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม
8.3 กำหนดมาตรการคุ้มครองเกษตรกรรายย่อย ยกเลิกเกษตรพันธะสัญญา รวมทั้งข้อตกลงทางการค้าและการนำเข้าสินค้าการเกษตรที่ไม่เป็นธรรม
8.4 แก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกรและคนจน ทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ โดยพักชำระหนี้แบบปลอดดอกเบี้ย
8.5 จัดตั้งกองทุนแก้ไขปัญหาหนี้สินเกษตรกร
8.5 พัฒนา สนับสนุน และคุ้มครอง เกษตรกรรมแบบยั่งยืน
9. การปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
9.1 เสนอให้มีการแก้ไขกฎหมายส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 เพื่อกำหนดให้รัฐต้องจัดทำผลกระทบสิ่งแวดล้อมและผลกระทบสุขภาพ ทั้งในระดับพื้นที่และนโยบาย โดยการทำวิจัยแบบมีส่วนร่วม การทำประชาคม ประชาพิจารณ์ ด้านการจัดการทรัพยากร ดิน น้ำป่า สิ่งแวดล้อม การทำเหมือง การขนส่ง การผลิตไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรม การกำจัดของเสีย การจัดทำผังเมือง ฯลฯ ที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาและผลกระทบต่อวิถีชีวิต จิตใจ วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ข้อตกลง และสุขภาพของชุมชน และมีมาตรการเพิ่มบทลงโทษ ผู้ฝ่าฝืน
9.2 จัดตั้งองค์กรอิสระด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยมีกองทุนสิ่งแวดล้อม ส่งเสริม สนับสนุน การจัดทำแผนและบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
9.3 การริเริ่มและดำเนินการโครงการด้านทรัพยากร อาทิ การจัดการน้ำ ภัยพิบัติ เหมืองแร่ การสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่ ฯลฯ ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง กติกาขององค์กรทั้งในและระหว่างประเทศ จัดทำรายละเอียด แจ้งข้อมูลข่าวสาร สร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น องค์กรชุมชน ภาคประชาชนทุกขั้นตอน และเปิดเผยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนทุกภาคส่วน
9.4 รัฐต้องแก้ไขปัญหาน้ำทะเลกัดเซาะชายฝั่ง ที่เกิดจากธรรมชาติ และการกระทำของมนุษย์ และใช้การปลูกป่าชายเลน การวิจัยชุมชน โดยใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นข้อมูลการแก้ไขปัญหา
9.5 ให้รัฐสนับสนุนกองทุนภัยพิบัติ เพื่อจัดการปัญหาภัยพิบัติเกิดบ่อยครั้ง และทวีความรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยให้สภาองค์กรชุมชน เข้ามาร่วมบริหารจัดการ ให้เกิดการแก้ไขปัญหาด้วยความรวดเร็ว ตรงกลุ่มเป้าหมาย ผู้เดือดร้อน
9.6 ตั้งคณะกรรมการร่วม 3 ฝ่าย ที่มีภาครัฐ สภาองค์กรชุมชน/ขบวนองค์กรชุมชน และตัวแทนผู้เดือดร้อน เพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยและชะลอการจับกุมหรือชะลอการบังคับคดี โดยพิสูจน์สิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินทำกินของประชาชนที่อาศัยอยู่ก่อนการประกาศเขตป่า และที่ราชพัสดุ และใช้หลักฐานดั้งเดิม พิสูจน์ประวัติการครอบครองที่ดิน และรักษาสิทธิการทำเกษตรกรรมและการอยู่อาศัย
9.7 จัดตั้งกองทุนยุติธรรมชุมชน เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากกรณีข้อพิพาทจนนำไปสู่การเป็นคดีความและจัดตั้งกองทุนสนับสนุนการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยภาคประชาชนเป็นผู้บริหาร
9.8 ผลักดันให้มีการออกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ผู้ที่ถือครองที่ดินเกินกว่า 50 ไร่เพื่อให้เกิดการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม
9.9 กระจายอำนาจให้ชุมชนท้องถิ่นจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การวางผังเมือง และผังตำบล เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์พื้นที่ การคุ้มครองพื้นที่ทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า พื้นที่เกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย
9.10 นำที่ดินสาธารณะของรัฐ ที่ดินที่หมดอายุสัมปทาน ที่ดินที่รัฐไม่ทำประโยชน์ มาจัดสรรให้กับประชาชนที่ขาดที่ดินทำกินที่ดิน โดยจัดหาที่ดินเพื่อที่อยู่อาศัยให้ครัวเรือนละอย่างน้อย 2 ไร่ และจัดหาที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ดินทำกินร่วมของชุมชนในรูปแบบโฉนดชุมชน โดยให้มีพระราชบัญญัติโฉนดชุมชน เพื่อให้ประชาชนที่รวมตัวกันเป็นชุมชนมีสิทธิใช้ประโยชน์ในที่ดินเดิม แก้ปัญหาได้อย่างยั่งยืน และเร่งรัดจัดตั้งกองทุนธนาคารที่ดิน
9.11 เร่งรัด ปรับปรุงแก้ไข ประมวลกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 และกฎหมายอื่นๆ เกี่ยวกับที่ดินและป่าไม้ ที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเรื่อง สิทธิชุมชน สิทธิเกษตรกร การใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่ออนุรักษ์พื้นที่ เกษตรกรรม และ กฎหมายการอนุรักษ์หรือคุ้มครองวิถีนิเวศวัฒนธรรม พื้นที่เชิงวัฒนธรรม ชุมชนเก่า เมืองเก่า
9.12 การริเริ่มและดำเนินการโครงการด้านทรัพยากร การจัดการน้ำ ภัยพิบัติ เหมือง ให้ปฏิบัติตามข้อตกลง กติกาขององค์กรทั้งในและระหว่างประเทศ และเปิดเผยการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่จะเกิดขึ้นกับประชาชน
9.13 จัดทำ พ.ร.บ.น้ำ ให้เกิดการใช้ประโยชน์น้ำอย่างยั่งยืน โดยส่งเสริม สนับสนุน การบริหารจัดการน้ำของชุมชนด้วยภูมิปัญญาท้องถิ่น และให้ชุมชนท้องถิ่นร่วมบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ
9.14 ยุติการสำรวจ สัมปทาน และอาชญาบัตร เหมืองแร่ทุกประเภท โดยยกร่างพระราชบัญญัติแร่ของภาคประชาชน
9.15 สนับสนุนการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องและส่งผลต่อชุมชนท้องถิ่นอาทิ พ.ร.บ.กองทุนยุติธรรม พ.ร.บ.การจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า พ.ร.บ.ธนาคารที่ดิน พ.ร.บ.สิทธิชุมชุมชนในการจัดการที่ดิน พ.ร.บ.ประมงพื้นบ้าน
10. การปฏิรูปการสื่อสารและเทคโนโลยีสารสนเทศ
10.1 ปฏิรูปการสื่อสารมวลชน ให้เอื้อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกวัย สามารถเข้าถึงบริการและการสื่อสารได้เพื่อให้ระบบข้อมูลข่าวสารเกิดความเป็นธรรม โปร่งใส มีประสิทธิภาพ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนส่วนใหญ่เพิ่มขึ้น
10.2 จัดตั้งกองทุนสื่อสารมวลชน ที่เปิดช่องทางให้ประชาชนสามารถเป็นเจ้าของช่องทางการสื่อสารและผลิตรายการ โดยให้รัฐกำหนดเป็นนโยบาย
10.3 ให้รัฐสนับสนุนระบบการสื่อสารของชุมชนท้องถิ่นในหลายรูปแบบ เช่น วิทยุชุมชน ฯลฯ เพื่อเป็นช่องทางในการสื่อสารการแก้ไขปัญหาและการพัฒนาชุมชน ศิลปะ วัฒนธรรม ระหว่างคนในชุมชนด้วยกันเอง
11. การปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็กเยาวชน เด็กสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และผู้ด้อยโอกาส
11.1 ให้รัฐตระหนักถึงสิทธิเด็กและเยาวชน สร้างโอกาสการมีส่วนร่วมและการเรียนรู้ ของเด็กและเยาวชน ทั้งเด็กเยาวชนในเมืองและชนบท ในกิจกรรมของสังคมทุกระดับอย่างกว้างขวาง และสร้างความเป็นธรรมต่อสตรี โดยการตระหนักของสังคมที่ลดความรุนแรงและการเลือกปฏิบัติต่อสตรี
11.2 รัฐต้องออกกฎหมายรับรองความเท่าเทียม ศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ ความแตกต่างหลากหลายในวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของคนไร้รัฐ ไร้สัญชาติ รับรองสถานะสิทธิบุคคล และยอมรับการคงอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมไทย ตามหลักสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงของมนุษย์ และหลักมนุษยธรรม อาทิ คนต่างด้าวที่ผลัดถิ่นเข้ามาอยู่ในพื้นที่ตำบลติดต่อกันเป็นเวลาถึง 30 ปี ไม่มีการย้ายถิ่นฐานไปที่อื่น ควรให้สถานะและสิทธิต่างๆ เท่าเทียมกับคนไทย
11.3 รัฐต้องคุ้มครองสิทธิประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ที่อาศัยติดต่อกันยาวนานไม่ต่ำกว่า 20 ปี ให้ได้รับสิทธิและการปฏิบัติเท่าเทียมกับบุคคลอื่น ๆ ที่อยู่อาศัยในพื้นที่นั้น ๆ
11.4 ออก พ.ร.บ. สวัสดิการชุมชน ที่เป็นการเกื้อกูลกันระหว่างคนในชุมชน ดูแล พึ่งพาซึ่งกันและกัน เพื่อการพึ่งตนเอง เป็นทางเลือกใหม่ ของการทำเพื่อสังคม ที่สามารถสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตของคนในชุมชนและสังคม โดยในระหว่างที่ยังไม่มีกฎหมายให้สนับสนุนการขยายพื้นที่และพัฒนาความเข้มแข็งขององค์กรสวัสดิการชุมชน ให้มีกองทุนสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศ
11.5 ให้รัฐสนับสนุนการแก้ไขปัญหาที่อยู่อาศัยของคนจนเมืองและชนบท คนไร้บ้าน ในรูปแบบโครงการบ้านมั่นคงให้ครอบคลุมทุกเมือง และสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
11.6 ยุติการไล่รื้อชุมชน ทบทวนโครงการขนาดใหญ่ที่มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคม เช่น โครงการรัฐสภาแห่งใหม่ โครงการขนส่งมวลชน ฯลฯ
12. การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม
12.1 ปฏิรูปกฎหมาย ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทุกระดับ ให้มีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้กลไกในกระบวนการยุติธรรมทำงานด้วยความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ สามารถตรวจสอบได้
12.2 แก้ไขกฎหมายเพื่อปฏิรูปทางการเมืองให้ประชาชนมีสิทธิและอำนาจในการจัดตั้งองค์กรภาคประชาชน อาทิ องค์กรด้านป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอรัปชั่น ที่เป็นอิสระ เป็นกลาง มีขีดความสามารถที่จะตรวจสอบนักการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐ และมีสิทธิในการยับยั้งนโยบายรัฐที่มีผลกระทบทางลบกับประชาชน
13. การปฏิรูปการท้องถิ่น
13.1 ให้มีโรงเรียนพัฒนาความรู้ความสามารถ คุณธรรม จริยธรรม นักการเมืองและผู้บริหารท้องถิ่น
13.2 ให้สภาองค์กรชุมชนทำหน้าที่เชื่อมโยงกลุ่มคน องค์กร เสนอปัญหา แนวทางการพัฒนาระดับตำบลและจังหวัด และขับเคลื่อนไปสู่สภาพลเมือง




