playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

news132557

วันเสาร์ที่ ๑๓ ธันวาคม ๒๕๕๗ ที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส (กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ) และคณะ แถลงครั้งที่ ๒ ว่า

ในภาคเช้าวันนี้ ได้มีเวที กมธ.ปฎิรูปสังคมฯ สัญจร โดยร่วมกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) สำนักงานประสานเพื่อการพัฒนาสังคมสุขภาวะ (สปพส.) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) มูลนิธิสัมมาชีพ และขบวนองค์กรภาคประชาชนกว่า ๑๐ เครือข่าย อันประกอบด้วย เครือข่ายสภาองค์กรชุมชน เครือข่ายสวัสดิการชุมชน เครือข่ายเศรษฐกิจและทุนชุมชน เครือข่ายที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัย เครือข่ายการจัดการทรัพยากร เครือข่ายกลุ่มชาติพันธุ์ เครือข่ายคนไทยพลัดถิ่น เครือข่ายสัมมาชีพชุมชน เครือข่ายชุมชนเพื่อการปฏิรูปสังคมเพื่อการเมือง เครือข่ายองค์กรชุมชนและประชาสังคมเพื่อการปฏิรูป เครือข่ายสมัชชาสุขภาพ เครือข่ายการปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อการปฏิรุป เครือข่ายนักสานพลังขับเคลื่อนนโยบายสุขภาวะ และสภาประชาชนเพื่อการปฏิรุป (สชป.) ได้ระดมความเห็นร่วมกันค้นหา “คานงัดสำคัญสำหรับการปฏิรูปประเทศไทย” ซึ่งข้อสรุปที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันคือ ต้อง “ปฏิรูปสังคม ให้ชุมชนเข้มแข็ง สังคมเข้มแข็ง พลังพลเมืองเข้มแข็ง เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย”

นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ กล่าวต่อว่า “ความเห็นของขบวนองค์กรภาคประชาชนสอดคล้องกับ กมธ. เป็นอย่างยิ่ง ที่ผ่านมาเราได้เสนอสาระสำคัญเกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นเป็น ๑ ใน ๘ ประเด็น ที่ควรบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับใหม่ ซึ่งจะต้องผลักดันให้มีการกำหนดกติกาและกลไกทำให้เรื่องนี้เป็นจริงให้ได้ โดยทาง กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ ได้เสนอให้เขียนให้ชัดเจนในเรื่อง “สิทธิชุมชน” ที่จะต้องมีสิทธิในการกำหนดอนาคตตนเอง จัดการกันเอง ชุมชนสามารถเป็นนิติบุคคลเพื่อจัดการกิจการสาธารณะ ดูแลทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นและอัตลักษณ์กันเองได้ และให้มีการสนับสนุนสัมมาชีพชุมชนที่เป็นจริง สอดคล้องกับแนวคิดเรื่อง “ทุนสัมมา” โดยให้รัฐต้องกระจายอำนาจสูชุมชน ให้อำนาจชุมชนจัดการกันเองและรัฐต้องทำหน้าที่หนุนเสริมการพัฒนาศักยภาพให้ชุมชนเข้มแข็งได้จริง ซึ่งสอดคล้องกับที่ ศ.นพ.ประเวศ  วะสี เสนอแนะให้จัดทำ พ.ร.บ.ปฏิรูปสังคม เพื่อสร้างกลไกสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพพลังพลเมืองและพลังชุมชนท้องถิ่นอย่างต่อเนื่อง”

สมพร ใช้บางยาง ประธานสถาบันพัฒนาองค์กรเอกชน (พอช.) ได้กล่าวเน้นย้ำว่า “เราต้องยอมรับว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน ฉะนั้นจึงต้องให้ความสำคัญกับพลังของประชาชนที่เป็นเจ้าของประเทศในการกำหนดทิศทางการพัฒนา มีส่วนร่วมในการบริหารจัดการอำนาจของตนเอง ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงอยากเห็นทิศทางที่กำหนดให้รัฐบาลทุกสมัยต้องให้ความสำคัญกับเรื่องของการสร้างพลังพลเมือง มีการกระจายอำนาจ และสร้างชุมชนเข้มแข็งที่ชัดเจน ปรับบทบาทองค์กรภาครัฐให้ทำหน้าที่พัฒนาศักยภาพและหนุนเสริมกลไกต่าง ๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างเครือข่ายพลังพลเมืองและสร้างชุมชนที่เข้มแข็ง”

สำหรับข้อคิดเห็นที่สำคัญที่ได้จากการระดมสมอง ได้แก่

หนึ่ง ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนการบริหารและพัฒนาประเทศ  สร้างการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเชิงอำนาจ โครงสร้างการปกครอง กระจายอำนาจจากส่วนกลางสู่ชุมชนท้องถิ่น มีระบบให้ได้ผู้เข้ามาบริหารชุมชนและบ้านเมืองที่ดีและมีคุณภาพ

สอง ควรมีการกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยเสนอให้มีกลไกเพื่อการขับเคลื่อนใน ๓ ระดับ คือระดับนโยบาย ระดับปฏิบัติการและระดับพื้นที่โดยมีตัวแทนจากชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมในสัดส่วนที่เหมาะสม โดยรัฐต้องมีการสนับสนุนให้เกิดกองทุนการพัฒนาสัมมาชีพชุมชน ปรับระบบภาษีที่เอื้อต่อการสร้างเศรษฐกิจชุมชน และมีระบบที่ป้องกันการผูกขาดของอำนาจทางการเมืองและป้องกันอิทธิพลที่จะไปทำลายชุมชนด้วย

สาม เสนอให้มีสภาพลเมืองในทุกระดับ เป็นกลไกของประชาชนที่ใช้อำนาจประชาธิปไตยทางตรง ทำหน้าที่กำหนดทิศทางการพัฒนาชุมชนและสังคม จัดทำข้อเสนอเพื่อการพัฒนาสังคม เป็นกลไกในการเฝ้าระวังติดตามการทำงานอย่างเกาะติด

สี่ จัดตั้งกลไกภาคประชาชนทำหน้าที่คู่ขนานและเชื่อมโยงการทำงานกับ สปช. ติดตามข้อเสนอและขับเคลื่อนในส่วนที่เป็นหน้าที่ของภาคประชาชน

ห้า การปฏิรูปต้องให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาของกลุ่มชาติพันธุ์และคนไร้รัฐที่ดำรงอยู่ในขณะนี้อย่างจริงจัง โดยควรมีการกำหนดเขตคุ้มครองวัฒนธรรมเฉพาะในแต่ละกลุ่มได้

นายแพทย์อำพลฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า ทาง กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ จะได้นำความคิดเห็นทั้งหมดไปสังเคราะห์ร่วมกับความเห็นและข้อเสนอแนะจากแหล่งอื่น ๆ รวมทั้งงานที่คณะกรรมการปฏิรูป (คปร.) และคณะกรรมการสมัชชาปฏิรูป (คสป.) ได้ทำไว้ในช่วงปี ๒๕๕๓ – ๒๕๕๖ เพื่อนำประเด็นสำคัญไปพัฒนาเป็นข้อเสนอต่อสภาปฏิรูปแห่งชาติพิจารณาขับเคลื่อนต่อไปโดยเร็ว

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter