playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

codi1-191257

การจัดเวทีสัญจรของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมสังคมและชุมชน ฯ ครั้งแรก ณ. สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) เมื่อกลางเดือนธันวาคม 2557 ที่ผ่านมา นับเป็นมิติที่น่าจับตาเป็นอย่างยิ่ง เพราะตลอดเดือนเศษที่สภาปฏิรูปแห่งชาติลงมือทำงานก็จะสาละวนอยู่กับการจัดกลไกการทำงาน เป็นคณะอนุกรรมาธิการฯ คณะต่าง ๆ  และหาคนเข้ามานั่งทำงาน เรียกว่าใช้เวลาพอสมควรในการแต่งองค์ทรงเครื่อง

การจัดเวทีสัญจรของคณะกรรมการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน ฯ ที่ผ่านมา จึงเป็นการก้าวออกมาจากห้องแต่งตัวเพื่อทำการแสดงในบทบาทที่ควรจะเป็น ที่สำคัญการสัญจรครั้งนี้ได้เชิญผู้อาวุโส 3 ท่าน ออกมาส่งสัญญาณการปฏิรูปอย่างน่าสนใจยิ่ง ทั้ง  ศ. นพ. ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส ที่เคยเป็นแม่ทัพในการปฏิรูปใหญ่ครั้งก่อน นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ กูรูด้านเศรษฐกิจที่มีบทบาทสำคัญอยู่ในคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ซึ่งกำลังหันมาให้ความสนใจอย่างยิ่งกับงานด้านสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเศรษฐกิจฐานล่าง และนายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ

tainchay-191257อ.เทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เริ่มต้นด้วยการย้ำเจตนารมณ์ให้เห็นว่า “ การปฏิรูปครั้งนี้จะต้องไม่ทำให้เสียของ ” ทั้งนี้เพราะความเจ็บปวดที่คนไทยทุกคนประจักษ์อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน อีกทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับชั่วคราว ระบุเป้าหมายที่อยากเห็นจากการปฏิรูปไว้อย่างชัดเจน 6 ประการ

ประการแรก อยากเห็นประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เหมาะสมและสอดคล้องกับสังคมไทย 2. ) อยากเห็นหรือมีระบบการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรม 3. ) มีกลไกปกป้องและขจัดการทุจริตประพฤมิชอบที่มีประสิทธิภาพ 4. ) สามารถขจัดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 5. ) ทำให้กลไกของรัฐทำบทบาทให้บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็วและเป็นธรรม และสุดท้ายเพื่อให้มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างเคร่งครัดและเป็นธรรม โดยอาจารย์เทียนฉายย้ำว่า “ เราไม่เคยเชื่อว่า เราจะทำเรื่องการปฏิรูปประเทศเสร็จได้ตามลำพัง ประชาชนต่างหากคือ ปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การปฏิรูปสำเร็จ ”

ด้าน อาจารย์สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ พูดชนิดที่คนใกล้ชิดกระซิบบอกว่า ยังไม่เคยเห็นอาจารย์พูดอย่างจริงจังเช่นนี้มานานแล้ว โดยท่านเริ่มต้นว่า ที่ผ่านมาคนมักจะมีข้ออ้างต่าง ๆ นานา เช่นอ้างว่า ที่ผ่านมาปฏิรูปไม่สำเร็จเพราะ “ โอกาสไม่เปิด ” แต่ตอนนี้โอกาสนั้นได้เปิดแล้วปรากฏเป็นลายลักษ์อักษรชัดเจนในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว

ประการถัดมามักอ้างว่า ผู้นำประเทศขาดความจริงใจและความตั้งใจในsomkid-191257การปฏิรูปอย่างแท้จริง ซึ่งอาจารย์สมคิดบอกว่า ในขณะนี้ ผู้นำประเทศตั้งแต่ นายกรัฐมนตรีลงมา มีความจริงใจและตั้งใจอย่างเต็มที่ในการเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูป

หากตัวแปรที่มีความสำคัญมากที่สุดที่จะทำให้การปฏิบัติสำเร็จหรือไม่คือภาคประชาชน หรือพลเมืองต้องมีความตื่นตัว ซึ่งในความเป็นจริงภาคประชาชนมีตัวตนอยู่จริง มีการรวมตัวอยู่จริง มีปริมาณอยู่จริง แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นการรวมตัวอย่างหลวม ๆ เฉพาะกิจ ซึ่งพลังจริง ๆ ยังไม่แสดงออกมา เพราะยังขาดการรวมตัวอย่างแน่นเหนียว ขาดการบริหารอย่างเป็นระบบ ขาดข้อมูล ความรู้ ขาดการสื่อความระหว่างชุมชนที่ต่อเนื่อง ถูกต้องและเป็นระบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ข้อมูลระดับชาตินอกเหนือจากข้อมูลพื้นฐานของชุมชน

ดังนั้นภาคประชาชนพลเมืองเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ มีจุดศูนย์กลางในการเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายขนาดย่อย ขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง ซึ่งต้องใช้เวลา ผมไปดูตัวอย่างที่เกาหลีเขาก็ใช้เวลาในการยกระดับ พัฒนาไปสู่เครือข่ายพลเมืองที่เข้มแข็งที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงประเทศของเขาในทิศทางที่ดีได้

อาจารย์สมคิด กล่าวอีกว่า เครือข่ายพลเมืองจะมีพลังได้ต้องมีข้อมูล มีความรู้ มีการบริหารจัดการที่เป็นระบบและต้องเคลื่อนไหวอย่างสงบ โดยอาจารย์สมคิดทิ้งท้ายว่า “ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะต้องพูดกันอีกแล้วแต่เป็นเวลาแห่งการปฏิบัติ ”

ส่วน ศ. นพ. ประเวศ วะสี กล่าวอีกว่า สังคมไทยในปัจจุบันยังมีอวิชชา มีความประมาทมาก เป็นสังคมแนวดิ่ง ระบบรัฐรวมศูนย์อำนาจเพราะการเมืองคิดแต่เรื่องอำนาจและผลประโยชน์ มีระบบการศึกษาผิด ๆ ระบบเศรษฐกิจผิด ๆ แก้ความยากจนไม่ได้ ทำลายธรรมชาติและสร้างความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งจุดใหญ่เป็นเพราะขาดโลกทัศน์และจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม การจะแก้ปัญหาดังกล่าวได้ จุดคาดงัดหรือปัจจัยชี้ขาดจะต้องร่วมกันสร้างพลังพลเมืองและพลังสังคมที่เข้มแข็ง

pravet-191257นพ. ประเวศ บอกว่า การสร้างพลังพลเมืองที่เข้มแข็ง คือการสร้างจิตสำนึกเพื่อส่วนรวม ออกจากมุมแคบ ๆ ที่เห็นแก่ตัว ก้าวสู่โลกแห่งข้อมูลข่าวสาร มีปัญญารู้เท่าทันในกิจการบ้านเมือง เพื่อร่วมคิด ร่วมทำกิจการบ้านเมืองในเรื่องต่าง ๆ

ซึ่งหากสร้างพลังพลเมืองได้ ก็จะทำให้เกิดพลังแห่งสังคม โดยจะต้องมีการเชื่อมร้อยให้เกิดเป็นเครือข่ายในทุกองค์กร ทุกประเด็นปัญหา ตั้งแต่ระดับชุมชน ประชาสังคม และระดับประเทศ นี่คือการเชื่อมโยงในแนวราบ ที่จะนำไปสู่การสร้างพลังอันยิ่งใหญ่ได้ ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า การสร้างชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง ก็เท่ากับการสร้างฐานรากของประเทศที่เข้มแข็งนั่นเอง

ปัจจุบันมีหลาย ๆ องค์กรที่ทำงานสนับสนุนความเข้มแข็งชุมชนท้องถิ่นเช่น สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.)  สภาพัฒนาการเมือง นักพัฒนาเอกชน จนเกิดชุมชนท้องถิ่นครอบคลุมทุกตารางนิ้วของประเทศ ถ้าฐานของประเทศเข้มแข็งจะรองรับประเทศทั้งหมดให้มั่นคงได้ เหมือนการสร้างพระเจดีย์ ที่ต้องสร้างจากรากฐาน สร้างจากยอดไม่สำเร็จ เพราะมันจะพังลงเนื่องจากไม่มีฐานรองรับ

หันมาดูเรื่องการปฏิรูป ถ้าการเมืองเป็นเรื่องของคนส่วนน้อย ประเทศไม่มีทางดีขึ้น การเมืองจะต้องเป็นเรื่องของคนส่วนใหญ่ หรือ “ การเมืองของพลเมือง ” ดังนั้นในช่วงอายุการทำงาน 1 ปี ของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คงไม่สามารถทำเรื่องที่ควรทำได้หมดทุกเรื่อง แต่สามารถทำเรื่องใหญ่และสร้างเครื่องมือที่ควรทำไว้ได้ นั่นคือ “ กระบวนการเครือข่ายพลเมืองปฏิรูปประเทศไทย ” แล้วออกเป็น “ พระราชบัญญัติปฏิรูปสังคมเพื่อสร้างพลังพลเมืองและพลังสังคมเข้มแข็ง ”

โดยในพระราชบัญญัตินี้ควรจะมีหลักการสำคัญเช่น 1. ) กำหนดให้เป็นหน้าที่ของภาครัฐในการสร้างพลังพลเมือง 2. ) ปลดล็อก กฏหมายระเบียบต่าง ๆ ที่ดึงอำนาจไว้ที่ส่วนกลางเพื่อคืนอำนาจไปให้ประชาชนปกครองตนเอง 3. ) กำหนดให้ระบบการศึกษาสนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและสร้างพลังพลเมืองด้านการปฏิรูปการศึกษาให้เชื่อมโยงกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น สร้างจิตสำนึกพลเมือง สร้างผู้นำ แสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร สนับสนุนความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและพลเมือง

4. ) ส่งเสริมธุรกิจเพื่อสังคม  5. ) ส่งเสริมให้ภาคประชาสังคม / เอกชน สามารถระดมพลังทางสังคมเพื่อหนุนเสริมสังคมได้อย่างกว้างขว้าง 6. ) มีองค์กรของภาคพลเมือง 7. ) ให้มีกองทุนขนาดใหญ่สนับสนุนความเข้มแข็งของสังคมและ 8. ) สนับสนุนให้มีเครือข่ายพลเมืองปฏิรูปประเทศไทยและจัดให้มีการประชุมสมัชชาพลเมืองปฏิรูปประเทศไทยที่กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องเข้ามาร่วมประชุมรับข้อเสนอนโยบาย เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติ

จะเห็นได้ว่า ทั้งสามท่านให้ความสำคัญกับการใช้ภาคพลเมืองและสังคมที่เข้มแข็งเป็นกุญแจสำคัญไปสู่ความสำเร็จของการปฏิรูป โดย นพ.ประเวศ วะสี กล่าวอีกว่า “ ทุกภาคส่วนควรร่วมปฏิรูป เพราะถ้ามีการรวมตัว ร่วมคิด ร่วมทำ ในเรื่องของส่วนรวมทุกพื้นที่ของสังคม ก็จะเป็นการปฏิรูปไปในตัวคือ ปฏิรูปจากสังคมทางดิ่งเป็นสังคมทางราบ ฉะนั้นการที่ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปควรจะต่อเนื่องยาวนาน เพราะกระบวนการปฏิรูปโดยประชาชน คือการปฏิรูปและเครื่องมือสำคัญที่จะก้าวไปสู่จุดนั้นได้คือ “ การมีพระราชบัญญัติปฏิรูปสังคมเพื่อสร้างพลังพลเมือง – พลังสังคมเข้มแข็ง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter