ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลายฉบับที่ผ่านมา จะกำหนดให้ประชาชนทุกคน มีสิทธิที่จะเข้าถึงบริการพื้นฐานของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิทธิที่จะได้รับสวัสดิการจากรัฐ แต่ในความเป็นจริง ประชาชนประมาณร้อยละ 50 เข้าไม่ถึงสวัสดิการทั่วหน้า ก่อให้เกิดความเหลื่อมล้ำขึ้นในสังคม ประชาชนขาดความมั่นคงในชีวิต
ด้วยเหตุผลดังกล่าว ประชาชนคนฐานราก จึงได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชนเพื่อดูแลกันเองครบวงจรชีวิตตลอดจนเชื่อมโยงสวัสดิการชุมชนไปสู่การฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมและกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน เป็นหลักประกันให้เกิดความมั่นคงของคนในชุมชนโดยการช่วยเหลือเกื้อกูลกันระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติและคนกับชุมชน ตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง “ เป็นทั้งผู้ให้อย่างมีคุณค่าและเป็นผู้รับอย่างมีศักดิ์ศรี ”
แนวคิดเรื่องการจัดสวัสดิการช่วยเหลือซึ่งกันและกันของคนในชุมชน ได้เกิดขึ้นมานานแล้วซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ เช่นการนำเงินกำไรจากองค์กรการเงินชุมชนบางส่วนจัดสรรเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก หรือการตั้งกองทุนสวัสดิการเฉพาะอย่าง เช่น กองทุนฌาปณกิจ เป็นต้น แต่การจัดสวัสดิการดังกล่าว ช่วยเหลือสมาชิกและคนในชุมชนได้ไม่ทั่วถึง หรือช่วยเหลือได้เฉพาะอย่างตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ไม่ครอบคลุมความจำเป็นครบรอบวงจรชีวิต
ดังนั้นเพื่อให้สวัสดิการชุมชนสามารถเป็นเครื่องมือในการพัฒนาที่ตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างครอบคลุมดังกล่าวข้างต้น จึงได้พัฒนาไปสู่การจัดตั้งกองทุนสวัสดิการในระดับตำบล มีการนำบทเรียนด้านสวัสดิการชุมชนไปสู่การจัดสัมมนาเสนอเป็นนโยบายการส่งเสริมสวัสดิการชุมชนแนวใหม่ในงาน “ สวัสดิการชุมชนแก้จนอย่างยั่งยืน ” ในปี 2547 จากนั้นได้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการระดับตำบลในพื้นที่ครู 14 ตำบล และเพิ่มขึ้นทั่วประเทศตั้งแต่ปี 2548 – 2551 โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนจนกระทั่งเป็นนโยบาย และได้รับงบประมาณจากรัฐบาลในปี 2553
หลักการสำคัญของกองทุนสวัสดิการชุมชน จะต้องเกิดจากการสมทบเงินเข้ากองทุนของสมาชิกและรัฐบาล รวมทั้งการสมทบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานอื่นๆ ปัจจุบันเกิดกองทุนสวัสดิการชุมชน ประมาณ 5,900 กองทุน สมาชิกประมาณ 4.2 ล้านคน เงินกองทุนประมาณ 6,050 ล้านบาท ซึ่งกว่าร้อยละ 64 เป็นการสมทบทุนของชาวชุมชน สามารถจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกครอบคลุมตั้งแต่เกิดจนตาย และยังนำเงินกองทุนฯไปสนับสนุนช่วยเหลือผู้ยากไร้ในตำบลที่ไม่ใช่สมาชิก รวมทั้งหนุนเสริมกิจกรรมทางสังคมได้อย่างหลากหลายตามสภาพปัญหาและวิถีวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น
กล่าวได้ว่า “สวัสดิการชุมชน” เป็นสัญญลักษณ์ทางความดีงามของคนในสังคม ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกันและยังเป็นจุดร่วมของความร่วมมืออันดีในการทำงานระหว่างภาครัฐกับประชาชนในท้องถิ่น ซึ่งก่อให้เกิดผลดีต่อสังคมและประเทศชาติอย่างมหาศาล ไม่เพียงทำให้ชุมชนฐานรากมีความเข้มแข็ง ผู้คนเอื้ออาทรต่อกันตามวิสัยคนไทยที่ไม่เคยทิ้งกันแล้ว กองทุนสวัสดิการชุมชนยังลดภาระด้านงบประมาณให้กับรัฐบาลได้จำนวนมาก เนื่องจากรัฐลงทุนไม่มากแต่ชาวบ้านสามารถนำไปบริหารจัดการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส และหนุนเสริมกิจกรรมสังคมได้อย่างครบวงจร
เมื่อวันที่ 17 ธันวาคม 2557 แกนนำเครือข่ายสวัสดิการชุมชนทั่วประเทศประมาณ 1,500 คน ถือเป็นโอกาสครั้งสำคัญในการพัฒนาสวัสดิการชุมชนไปสู่นโยบาย จึงได้รวมพลังเครือข่ายทั่วประเทศขึ้น ณ.หอประชุมใหญ่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เพื่อนำบทเรียน ประสบการณ์การทำงานหลายทศวรรษ ไปสู่การจัดทำข้อเสนอการปฏิรูปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย เพื่อให้สวัสดิการชุมชนเป็นหลักประกันที่มั่นคงของชุมชนฐานรากได้อย่างยั่งยืน โดยมีนายยงยุทธ ยุทธวงศ์ รองนายกรัฐมนตรีและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติหลายท่านเดินทางมารับฟังและรับข้อเสนอของพี่น้องประชาชนโดยมีสาระสำคัญคือ
1.) สวัสดิการชุมชนจะต้องถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในหมวดสิทธิชุมชน โดยระบุว่า“ ชุมชนย่อมมีสิทธิในการจัดและเป็นเจ้าของสวัสดิการชุมชน เพื่อเป็นหลักประกันความมั่นคง ในชีวิตของชุมชนเอง ” และหมวดนโยบายแห่งรัฐโดย “ รัฐต้องจัดให้มีแผนและงบประมาณในการส่งเสริม คุ้มครอง การพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนให้เข้มแข็งอย่างครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอ ตลอดจนส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุนกองทุนสวัสิดการชุมชน ”
2.) เพื่อให้นโยบายกองทุนสวัสิดการชุมชนเป็นรูปธรรม เครือข่ายองค์กรชุมชนทั่วประเทศเห็นว่า ควรตราพระราชบัญญัติออกมารองรับ เพื่อสนับสนุนส่งเสริมให้องค์กรชุมชนมีความเข้มแข็งเป็นเจ้าของและจัดการสวัสดิการของชุมชนท้องถิ่นโดยชุมชนเอง ซึ่งในด้านการบริหารจัดการจะต้องมีคณะกรรมการสวัสดิการชุมชนระดับชาติ และระดับจังหวัด เพื่อสนับสนุน ส่งเสริม เชื่อมโยงด้านคุณภาพของกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบล
3.) ในขณะที่กองทุนสวัสดิการระดับตำบล ซึ่งเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของระบบสวัสดิการชุมชนจะต้องมีระเบียบและคณะกรรมการกองทุนที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของสมาชิกและเพื่อให้เป็นกองทุนระดับฐานล่าง ที่จะนำไปสู่ความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนอย่างแท้จริง กองทุนสวัสดิการตำบลจะต้องมีระบบการเชื่อมโยงกับกลุ่มต่าง ๆในชุมชน ตลอดจนการเชื่อมโยงกับทุกภาคีในท้องถิ่น
4.) สำหรับแหล่งที่มาของเงินทุนนั้นหลัก ๆ แล้วจะต้องมาจากการสมทบจากสมาชิกกองทุน รัฐบาลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งนี้เพื่อให้เงินกองทุนมีปริมาณมากพอที่จะนำไปสู่การจัดสวัสดิการให้กับสมาชิกและเป็นแรงดึงดูดให้ทุกผู้ทุกคนเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุน เป็นเจ้าของเป็นผู้จัดการและกำกับดูแลกันเองของคนในตำบล
ภายใต้สถานการณ์ปฏิรูป ที่กำลังเดินไปสู่ “ ปฏิบัติการปฏิรูป ” อย่างแท้จริง เชื่อว่า ด้วยพลังชุมชนที่ร่วมกันจัดการสวัสดิการกันเองมากว่า 20 ปี จากประสบการณ์ที่ถูกสะสมและตกผลึกแปรเป็นพลังแห่งความรู้พร้อมที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายที่เกิดจากชุมชนฐานล่างอย่างแท้จริง




