playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

56466 resizeใครลงภาคใต้ยามนี้     ไม่เพียงได้ยินเสียงโอดคราญของชาวบ้านเพราะราคายางพาราตกต่ำเหลือสามกิโลร้อยเท่านั้น  แต่สายฝนที่กระหน่ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา  เหมือนจะตอกย้ำซ้ำเติมให้ความทุกข์เพิ่มทวีมากขึ้น

          เมื่อสองปีก่อนยางกิโลกรัมละร้อยกว่าบาท  มองไปหน้าบ้านชาวสวนยาง  จะมีรถกระบะล้อแม๊กจอดอยู่  แสดงให้เห็นถึงฐานะชาวสวนได้เป็นอย่างดี  แต่วันนี้รถคันนั้นถูกไฟแน๊นยึดไปแล้ว  ทุกวันนี้ต้องทนกรีดยางแม้จะไม่คุ้มเพราะถ้าไม่ทำลูกก็อด แถมฝนยังตกลงมาอย่างหนักติดต่อกันนับเดือน  ทำให้น้ำท่วมสวนยาง ในถ้วยรับน้ำยางก็เต็มไปด้วยน้ำฝน  ไม่มีรายได้เลี้ยงครอบครัว  ทางออกเดียวที่มีคือการหยิบยืมจากผู้อื่นไม่เว้นแม้การกู้นอกระบบ

          ผมอยู่พัทลุงมาหลายปี  ทำงานกับพี่น้องที่สนใจเรื่อง “ความมั่นคงทางอาหาร”เพราะพัทลุงในอดีตเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของภาคใต้  แต่การเข้ามาของพืชเชิงเดี่ยวไม่ว่าจะเป็นยางพารา และปาล์มน้ำมันทำให้พื้นที่ปลูกพืชอาหารลดเหลือน้อยลง  เพราะราคายางพาราสูงมาโดยตลอด ราคาปาล์มน้ำมันก็พอไปได้ ชาวบ้านจึงแห่กันไปปลูกพืชเศรษฐกิจดังกล่าวมากขึ้น  จนหลงไปกับรายได้ที่เป็นกอบเป็นกำเรื่อยมา  เป็นรายได้มากพอที่จะใช้ซื้ออาหารสิ่งจำเป็นในชีวิต  และสิ่งอำนวยความสะดวกเสริมฐานะได้เป็นอย่างดี จนลืมคิดถึงปัญหาที่จะเกิดขึ้นยามราคาพืชเศรษฐกิจเหล่านั้นตกต่ำ

          56467 resizeตลอดหลายปีที่ผ่านมา  ทั้งแกนนำองค์กรชุมชนบางส่วน และนักพัฒนาเอกชนได้พยายามขยายแนวคิดเรื่องความมั่นคงทางอาหารไปพร้อมๆกับการสร้างพื้นที่มีรูปธรรมให้เกิดขึ้น จนเกิดเครือข่ายชุมชนที่ทำงานด้านความมั่นคงทางอาหารกระจายอยู่ทั้งจังหวัดพัทลุง

          เสรี  กลิ่นจันทร์  นักพัฒนาเอกชนที่ทำงานด้านนี้กับชาวบ้านมานานบอกว่า  ปัญหาที่พบก็คือ  พอพูดถึงความมั่นคงทางด้านอาหารมันเป็นนามธรรม  ชาวบ้านเข้าใจยากเพราะความมั่นคงทางด้านอาหารเป็นความหมายเชิงยุทธศาสตร์  ต้องค้นหากลยุทธในการทำให้งานเป็นรูปธรรม  โดยกลยุทธสำคัญสองประการที่สะท้อนความมั่นคงทางอาหารคือ 1)การปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ที่หลากหลายแบบปลอดสาร ใช้อินทรีย์แทนเพราะช่วยลดค่าใช้จ่าย เป็นมิตรกับธรรมชาติ และ 2) จะก้าวไปสู่ความมั่นคงทางด้านอาหารได้ต้องมีพันธุกรรมเป็นของตนเอง

          เสรี  บอกอีกว่าจากกลยุทธดังกล่าวก็นำไปสู่การส่งเสริมกิจกรรมเป็นรูปธรรม เช่น การส่งเสริมการปลูกข้าวอินทรีย์  การส่งเสริมเลี้ยงผึ้งโพรง  และการตั้งศูนย์อนุรักษ์พันธุกรรมพื้นบ้าน  เป็นต้น

          ผมได้หาข้อมูลพบว่าในพัทลุงมีเครือข่ายองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านความมั่นคงทางอาหารอยู่เป็นจำนวนมากและหลากหลาย เช่นเครือข่ายการปลูกข้าวอินทรีย์ด้วยพันธุกรรมพื้นบ้านอยู่ที่อำเภอบางแก้วที่เชื่อมโยงกับอีกหลายอำเภอ มีแปลงปฏิบัติจริงอย่างชัดเจน  มีเครือข่ายชุมชนที่หันมาปลูกพืชร่วมยางอยู่ทุกอำเภอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอำเภอป่าบอนซึ่งมีแผนงานจะทำให้เต็มทั้งอำเภอ เพื่อนำร่องขยายผลไปยังอำเภอต่างๆในจังหวัด

          เกษตรกรรายหนึ่งพาไปดูสวนยางซึ่งระหว่างร่องยางเต็มไปด้วยต้นเหรียงผักพื้นบ้านภาคใต้ ต้นมังคุด ซึ่งพืชเหล่านี้ต้องปลูกอาศัยร่มจากต้นไม้อื่น  เขาเล่าว่าพอปลูกผักเหรียงและมังคุด สละ แซมในร่องยางทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น ผักเหรียงเก็บขายได้ทุกสัปดาห์ ตอนนี้ขายกำละ 15 บาท สวนมังคุดก็สร้างรายได้ปีละครั้ง   สละก็เก็บผลได้เกือบทุกวัน พอยางราคาตกต่ำเราก็ไม่เดือดร้อน

          ผมนั่งรถตรวจสภาพสวนยาง ในบริเวณอำเภอป่าบอนและอ.ตะโหมด ยังพบอีกว่าชาวสวนยางนอกจากปลูกผักเหรียงและมังคุดแล้วยังปลูกไม้ใช้สอยต่างๆ เช่นสะเดาเทียม  ตะเคียนทอง ฯลฯ  ร่วมกับยางพาราอีกด้วย  ซึ่งเป็นนินิตหมายที่ดีของเกษตรกรภาคใต้ไม่จำเพาะแต่พัทลุงเท่านั้น

          นอกจากแนวทางแก้ปัญหาโดยการปลูกพืชร่วมยางและร่วมปาล์มแล้ว สำหรับเกษตรกรที่ไม่หันไปปลูกยางพาราหรือปาล์มน้ำมัน ก็มีการรวมกลุ่มเพื่อทำเกษตรแบบสมรมซึ่งเป็นภูมิปัญญาเดิมของคนใต้ ตลอดจนการรวมกลุ่มทำเกษตรอินทรีย์อื่นๆ เช่น การปลูกผักสวนครัวอินทรีย์ การปลูกข้าวอินทรีย์ เป็นต้น

          และที่กำลังมาแรงอย่างยิ่งในจังหวัดพัทลุงก็คือ  การเลี้ยงผึ้งโพรง  ในอดีตนั้นพัทลุงซึ่งตั้งอยู่ติดกับเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านก็อาศัยน้ำผึ้งตามธรรมชาติ  แต่ต่อมามีการหักร้างถางป่าเพื่อปลูกยางพาราซึ่งมีการใช้เคมีฆ่าหญ้าและปุ๋ยเคมีจำนวนมาก ทำให้ผึ้งธรรมชาติอยู่ไม่ได้ เพราะสารเคมีเข้มข้นชาวบ้านจึงหันมาเลี้ยงผึ้งโพรง เพียงหาไม้เก่าๆมาทำเป็นที่อยู่ให้มัน  แล้วเอาไปตั้งไว้ตามสวน ไม่ต้องลงทุนอะไรมาก

          บุญล้อม  ผอมขวัญ  แกนนำสภาองค์กรชุมชนตำบลเขาชัยสน จ.พัทลุง  เล่าว่า การเลี้ยงผึ้งโพรงเป็นตัวบ่งบอกได้ว่าธรรมชาติยังสมบูรณ์ เพราะถ้ามีสารเคมีมากๆผึ้งจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นการเลี้ยงผึ้งไม่ใช่หวังผลเพียงเอาน้ำผึ้งมาขายเท่านั้น  แต่เราจะให้ความรู้กับชาวบ้านว่าผึ้งกับธรรมชาติต้องอยู่คู่กัน เพราะผึ้งโพรงอาศัยกินน้ำหวานจากดอกไม้ทุกชนิด  ดังนั้นถ้ามีการปลูกพืชที่ใช้สารเคมีมากๆผึ้งก็อยู่ไม่ได้

          บุญล้อม    เล่าอีกว่าตอนนี้ที่พัทลุงเลี้ยงผึ้งโพรงกันจำนวนมาก เพราะเลี้ยงได้ง่ายๆ บริเวณบ้านก็เลี้ยงได้ลงทุนไม่มาก  บ้านละ 10-20 รัง แต่ละรังสร้างน้ำผึ้งได้ประมาณสามขวด(ลิตร) เป็นรายได้เสริมได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญทำให้ชาวบ้านตระหนักถึงพิษภัยของการทำเกษตรเคมีที่ไม่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย

          “ผมว่าเกษตรกรต้องปรับตัว  จะหวังรายได้จากยางเพียงอย่างเดี่ยวจะลำบาก เหมือนกับที่กำลังประสบอยู่ในขณะนี้  อย่างของผมก็ทำหลายอย่าง เลี้ยงผึ้งบ้าง  ปลูกผักบุ้งบ้าง  ปลูกพืชสวนครัวบ้าง เลี้ยงปลาในนาผักบุ้ง  ทุกอย่างทำแบบอินทรีย์หมด แล้วก็ให้ภรรยาเปิดร้านข้าวแกงเล็กๆ ใช้ผัก ปลา ในสวนมาทำมีรายได้หลายทาง ชีวิตก็อยู่ได้แม้จะเจอวิกฤติ” บุญล้อม  เล่าชีวิตตัวเองให้ฟัง

          นายวิวัฒน์  หนูมาก  แกนนำสภาองค์กรชุมชนและสมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพัทลุงบอกว่า สองสามปีที่ผ่านมาสภาองค์กรชุมชนทั้ง 50 ตำบล ในจังหวัดพัทลุง  ได้พูดคุยกันหลายครั้งจนนำไปสู่ยุทธศาสตร์เรื่องการส่งเสริมความมั่นคงทางด้านอาหาร และนำเสนอแนวทางดังกล่าวเข้าสู่ยุทธศาสตร์ของจังหวัดพัทลุง  แต่ในขั้นต้นยังไม่เป็นผลมากนัก  จึงได้พยายามหาเพื่อนประสานเครือข่ายชุมชนที่ทำเรื่องเกษตรอินทรีย์มาพูดคุยเพราะในจังหวัดพัทลุงมีเครือข่ายเกษตรอินทรีย์อยู่เป็นจำนวนมาก ตั้งแต่ภูเขาถึงทะเล ซึ่งเชื่อว่าหากมีการรวมตัวกันจริงจัง จะเป็นพลังและเป็นตัวแปรให้เกษตรกรหันมาทำการเกษตรแบบพึ่งตนเองมากขึ้น

          “ผมว่าทั้งภูมิปัญญาและพื้นที่รูปธรรมในจังหวัดพัทลุงมีอยู่พร้อมแล้ว  เพียงแต่ที่ผ่านมารายได้ที่สูงซึ่งได้รับจากเกษตรเชิงเดี่ยวมันจูงใจ ทำให้เกษตรทิ้งภูมิปัญญาเดิมไปทำเกษตรเชิงเดี่ยวกันมากขึ้น  แต่วิกฤตยางสามโลร้อยจะทำให้ชาวสวนยางและชาวสวนปาล์มได้ตั้งสติมากขึ้น  ผมมองเป็นโอกาสมากกว่าเป็นวิกฤต “ นายวิวัฒน์ กล่าว

         56468 resize สมาชิกสภาพัฒนาการเมืองจังหวัดพัทลุง  เล่าอีกว่า ล่าสุดเราได้ประสานกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องมากขึ้น เพราะลำพังชาวบ้านทำเรื่องนี้ให้สำเร็จคงลำบาก   แต่ภาครัฐมีงบประมาณ มีความพร้อม ถ้าเราจูนความคิดให้เห็นร่วมกันได้ทำแผนร่วมกันได้  โอกาสที่จะทำให้พัทลุงกลับไปสู่แหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของภาคใต้อีกครั้งหนึ่งก็เป็นไปได้มากขึ้น

          ในสภาพข้อเท็จจริงที่การผลิตอาหารในประเทศไทยถูกผูกขาดโดยบริษัทยักษ์ใหญ่มากขึ้น  อนาคตข้างหน้าจะเกิดการขาดแคลนและผูกขาดอาหารและเป็นวิกฤตที่สำคัญของประเทศและโลกใบนี้  ในฐานะที่ประเทศไทยในอดีตถึงปัจจุบันเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญ มีภูมิปัญญาด้านอาหารที่ไม่แพ้ประเทศใดในโลก  จึงทำให้ต้องฉุกคิดว่าหากปล่อยให้การผลิตอาหารถูกผูกขาดโดยนายทุน และเกษตรกรไทยใช้พื้นที่ซึ่งเหมาะสมกับการปลูกพืชอาหารไปปลูกพืชเศรษฐกิจ  ในที่สุดจะต้องสูญเสียทั้งภูมิปัญญาและความสามารถ ในการผลิตอาหารซึ่งเป็นต้นทุนเดิมที่สำคัญของคนไทย

          วันนี้ผมเห็นว่า คนไทยยังมีโอกาสทบทวนตนเองที่จะถอยไปหันหาภูมิปัญญาในการผลิตที่ตนเองควบคุมและกำหนดได้ ซึ่งตัวแปรสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จไม่เพียงการปรับระบบคิดและพฤติกรรมใหม่ของเกษตรกรเท่านั้น แต่นโยบายของรัฐก็มีนัยยะสำคัญเป็นอย่างมากในการเอาจริงเอาจังกับวิกฤตนี้

          ปฏิรูปประเทศไทยครั้งนี้  ถ้าไม่คิดปฏิรูประบบการเกษตรให้พันภัยจากนายทุนการเกษตรที่ผูกขาด ก็นับว่าเป็นการปฏิรูปที่เสียของ

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter