playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

Budaoคนบูโดประกาศ “โค่นยางพารา” ในเขตอุทยานฯ กระตุกการแก้ปัญหาที่ดินบูโดไม่คืบ!!! เรียกร้อง 3 นายพล ลงพื้นที่แสดงความจริงใจ หลังตัดยางต้นแรกให้เวลารัฐบาล 1 เดือน หากไม่มีคำตอบ คนบูโดจะดำเนินการตัดโค่นต้นยางในพื้นที่ทับซ้อนทุกแปลงด้วยชุมชนเอง ชี้มติ ครม. 14 ตุลาคม 2551 คือทางออก

เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2558 เวลา 14.00-15.30 น. เครือข่ายการแก้ปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเทือกเขาบูโด เปิดแถลงข่าว “ปฏิบัติการโค่นยางพาราของเรา เขาบูโดยั่งยืน” ที่ อาคารเคยูโฮม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน กรุงเทพฯ เพื่อสร้างความเข้าใจถึงเหตุที่มาของการจะปฏิบัติการตัดโค่นต้นยางพาราที่หมดอายุเพื่อปลูกทดแทนใหม่ ในวันที่ 25 มกราคม 2558 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ มัสยิด บ้ามมาแฮ ตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงรูปธรรมความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ครั้งสำคัญ เพราะชาวบ้านเดือดร้อนเกินกว่าจะอดทนได้กับกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้ายาวนาน โดยจะมีการรวมตัวกันของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหารอบเทือกเขาบูโดกว่า 2,000 คน พร้อมใจกันเดินเท้าขึ้นเทือกเขาบูโดเพื่อปฏิบัติการในครั้งนี้

IMG 0753นายสิโรฒม์ แวปาโอะ ประธานเครือข่ายการแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเทือกเขาบูโด ระบุว่า ภายหลังจากที่มีการประกาศเขตอุทยานแห่งชาติบูโด-สุไหงปาดี ในปี พ.ศ. 2542 ที่ครอบคุลุมพื้นที่จังหวัดนราธิวาส 7 อำเภอ ปัตตานี 1 อำเภอ และยะลา 1 อำเภอ ทำให้เกิดการทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน 25 ตำบล 89 หมู่บ้าน มีคนได้รับความผลกระทบกว่า 20,926 ราย 23,015 แปลง ในเนื้อที่กว่า 127,612 ไร่

ส่งผลให้กระทบต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่กับอาชีพคนทำสวนผลไม้ (ดุซง) และสวนยางพาราต่างได้รับความเดือดร้อนไม่สามารถเข้าไปทำกินในพื้นที่ดังกล่าวได้ ที่สำคัญชาวบ้านไม่สามารถตัดโค่นต้นยางพาราเก่าที่หมดอายุเพื่อปลูกทดแทนใหม่ได้ รวมทั้งที่ดินที่ซึ่งอยู่มาก่อนการประกาศก็ไม่สามารถออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินได้ เนื่องจากแนวเขตอุทยานแห่งชาติไม่มีการบ่งชี้พื้นที่จริง ทำให้ประชาชนเสียสิทธิประโยชน์ในที่ดินของตนเองที่ใช้ประกอบอาชีพสืบทอดจากบรรพบุรุษ จนทำให้ประชาชนในพื้นที่มีความรู้สึกร่วมกันถึงการไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐในการใช้อำนาจทางการปกครอง กระทบต่อการดำเนินชีวิตและการประกอบอาชีพโดยสุจริต และอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่ถูกนำไปใช้ขยายผลให้เกิดความไม่ไว้วางใจต่อรัฐ และสถานการณ์ความรุนแรงในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ได้

หลังจากที่มีการประกาศ ผู้เดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบก็มีการรวมกลุ่มรวมตัวกันจนเกิดเป็นเครือข่ายฯ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ปัญหา ที่เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 เป็นต้นมา ซึ่งกว่าจะปะติดปะต่อขยับหาทางออกได้ แต่สุดท้ายเรื่องกลับเงียบไปแม้มีมติ ครม.เมื่อ 14 ตุลาคม 2551 รองรับก็ตาม แต่ประชาชนในพื้นที่ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม รัฐเองก็ใช้อำนาจทางปกครองกระทบวิถีชุมชน เราไม่ได้เปิดป่าทำลายป่า ตามวิถีของเราเมื่อปลูกต้นยางสักระยะ เราเองก็จะปล่อยให้เป็นป่า เพราะเราต้องรักษาป่าเพื่อให้ป่าให้น้ำกับเรา และใช้วิธีบริหารจัดการโดยการมีส่วนร่วมอนุรักษ์ของคนในพื้นที่

นายสิโรฒม์ กล่าวต่อว่า การประกาศเขตอุทยานฯ เป็นการรอนสิทธิชุมชนอย่างชัดเจน เพราะผู้คนที่อยู่อาศัยเป็นคนดั้งเดิม เป็นชุมชนที่มีวิถีชีวิตอยู่ร่วมกับป่าตามวิถีทางศาสนา โดยในวันที่ 25 มกราคมนี้ เครือข่ายฯจะมีการโค่นยางพารา โดยจะพากันขึ้นเขาบูโดเพื่อตัดโค่นต้นยางต้นแรกเป็นการส่งสัญญาณ ซึ่งเราจะยึดถือหลักตามมติ ครม.เมื่อ 14 ตุลาคม 2551 ที่จะตัดไม่เกิน 4 % ในแต่ละปี โดยจะเชิญพลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และพลเอกดาว์พงษ์ รัตนะสุบรรณ ร่วมตัดโค่นต้นยาง และถามหาความจริงใจจากรัฐบาล ในการแก้ปัญหาที่ดินบูโดที่คาราคาซังมานาน หากหลังจากนั้นรัฐไม่ดำเนินการใดๆ จะเริ่มมีปฏิบัติการตัดโค่นต้นยางตามวิถีของชาวบ้านกันเองต่อไป

IMG 0766นายมะนาวี เด็งโด ผู้ที่ได้รับความเดือนร้อน จ.ปัตตานี กล่าวว่าผู้เดือดร้อนที่ได้รับผลกระทบ ประเมินร่วมกันว่ามีการยื้อเวลา แม้ผ่านมา 7 ปี แล้วปัญหาก็ยังไม่จบไม่ได้รับการแก้ไข เลยต้องมีการแสดงจุดยืนตัดโค่นต้นยางในวันที่ 25 มกราคม 2558 นี้ โดยได้การกำหนดตัดโค่นต้นยาง 1 ต้น ในที่ดินแปลงของนายมาเละ มะอำดง เพื่อเป็นสัญลักษณ์ส่งสัญญาณ โดยจะมีคนเข้าร่วมประมาณ 2,000 คนเดินทางขึ้นเขา ซึ่งวันนั้นจะไม่ใช้เลื่อยยนต์ แต่จะใช้เลื่อนเดิมและขวานในการตัดโค่น

นายมะนาวี กล่าวต่อว่าพี่น้องพร้อมให้จับกุมดำเนินคดีสั่งฟ้อง คนที่มาทั้งหมดพร้อมเข้าคุกและถูกดำเนินคดี จะไปกลัวอะไรคนที่ถูกจับเรื่องยาบ้ายังประกันได้ แค่ตัดต้นยางทำไมจะประกันตัวไม่ได้ งานนนี้ชาวบ้านจะตัดแน่ และหลังจากวันที่ 25 รัฐบาลต้องกำหนดแผนงาน แนวทางแก้ปัญหาที่ชัดเจน เครือข่ายฯ ให้เวลา 1 เดือน ถ้าครบกำหนดในวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2558 ยังคงไม่ได้รับคำตอบ ชาวบ้านตกลงกันว่าจะดำเนินการตัดเอง ชาวบ้านพร้อมคืนความแป็นธรรมให้ชุมชนด้วยตนเอง และจะขยับต่อไปเรื่อยๆ ในพื้นที่อำเภอถัดๆ ไป และพี่น้องที่เดือนร้อนใน 9 อำเภอ พร้อมตัดโค่นตามวิถีของตนเอง

โดยขอเรียกร้องให้ 3 นายพล ขึ้นเขาตัดโค่นยางร่วม (พลเอกประวิทย์ วงษ์สุวรรณ, พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา และพลเอกดาว์พงษ์ รัตนะสุบรรณ) และลงพื้นที่มาแสดงความจริงใจ ซึ่งในวันนั้นจะไม่มีการเจรจาใดๆอีกแล้วในพื้นที่ เพราะเป็นปัญหาระดับนโยบาย อยากบอกให้รู้ว่าชาวบ้านตั้งตารอ และอยากเห็นการแก้ปัญหาตามแนวทางที่ท่านได้เสนอไว้

IMG 0763อย่างไรก็ตาม ภายหลังมติคณะรัฐมนตรี 14 ตุลาคม 2551 เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองขึ้นหลายครั้งส่งผลกระทบให้การแก้ปัญหาตามกระบวนการเป็นไปอย่างล่าช้าจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง จนระยะเวลาล่วงเลยมากว่า 7 ปี ยิ่งไปกว่านั้นในช่วงการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง โดยคณะรักษาความสงบเรียบร้อยแห่งชาติ (คสช.) ได้มีการประกาศคำสั่ง คสช. ฉบับที่ 64 และ 66 รวมถึงแผนแม่บทการพิทักษ์ทรัพยากรป่าไม้แห่งชาติ พ.ศ.2557 ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ซึ่งได้รับความเห็นชอบจาก คสช. ทำให้กระบวนการแก้ไขปัญหาตามมติคณะรัฐมนตรี 14 ตุลาคม 2551 ไม่สามารถขับเคลื่อนไปได้อย่างสิ้นเชิง อันเนื่องมาจากคำสั่งและแผนแม่บทดังกล่าวไม่สอดคล้องกับกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ประชาชนในพื้นที่มีส่วนร่วมมาโดยตลอด ส่งผลให้คนในพื้นที่เกิดความคับข้องใจรวมถึงไม่ไว้วางใจต่อภาครัฐอย่างกว้างขวาง

เครือข่ายแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินและที่อยู่อาศัยเทือกเขาบูโด ในฐานะองค์กรภาคประชาชนในพื้นที่ ซึ่งได้ดำเนินกระบวนการแก้ไขปัญหาจนสามารถผลักดันออกมาเป็นมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2551 จึงมีความเห็นฟ้องเป็นเอกฉันท์ว่า จำเป็นต้องมีการแสดงออกถึงความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม และเกินกว่าจะอดทนกับกระบวนการแก้ไขปัญหาที่ล่าช้ายาวนาน จึงกำหนดปฏิบัติการ “โค่นยางพาราของเรา เขาบูโดยั่งยืน” ที่จะเป็นการรวมตัวกันของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากปัญหารอบเทือกเขาบูโดกว่า 2,000 คน จะพร้อมใจกันเดินเท้าขึ้นเขาบูโด เพื่อโค่นต้นยางพาราเก่าที่หมดอายุ และปลูกใหม่ทดแทนตามมติ ครม.ดังกล่าว ในวันที่ 25 มกราคม 2558 ตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป ณ มัสยิดบ้านมาแฮ ตำบลปะลุกาสาเมาะ อำเภอบาเจาะ จังหวัดนราธิวาส ซึ่งถือเป็นการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรมถึงความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ครั้งใหญ่

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter