ผมไปเกาะหลีเป๊ะไม่บ่อยนัก ก่อนหน้านี้ราว ๆ กลางเดือนพฤษภาคม 2555 ไปหลีเป๊ะเพราะมีกิจธุระเรื่องงาน พลันที่เรือจอดบริเวณโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง ( ชื่อโรงเรียนเหมือนกับชื่อเกาะอาดัง ซึ่งเป็นอุทยานอยู่ใกล้ ๆ กับเกาะหลีเป๊ะ ) ภาพเบื้องหน้าคือชายหาดขาวที่เงียบสงบ หันหลังมองไปยังท้องทะเล เห็นน้ำทะเลสีเขียวมรกต งดงามยิ่งนัก
ผมเดินเล่นบริเวณหาดทรายอันเงียบสงบนั้น เห็นแต่เรือประมงของชาวเลอุรักลาโว้ย ( ซึ่งเป็นคนพื้นบ้านที่อาศัยอยู่ดั้งเดิมราว ๆ 300 ปีมาแล้ว ) จอดอยู่เพียงไม่กี่ลำ เนื่องจากชาวเลจะไม่สร้างบ้านติดชายหาดเสียทีเดียว แต่จะอยู่ห่างจากชายหาดไม่มากนัก ครั้งพอเดินเล่นไปเรื่อย ๆ ก็พบกับทางเดินกลางเกาะ มีร้านค้าสองข้างทางไม่หนาแน่นนัก ที่สร้างขึ้นเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ เดินไปอีกฝั่งของเกาะ ระหว่างทางก็เห็นรีสอร์ทเล็ก ๆ ไม่หรูหราเพียงไม่กี่แห่ง พอเดินไปอีกนิดก็พบกับชายหาดที่ขาวสะอาดทอดยาวคู่กับน้ำทะเลเขียวมรกตเช่นกัน
ภาพที่เห็นครั้งนั้น ผมจึงลงความเห็นว่า ( หลีเป๊ะซึ่งมีเนื้อที่เพียง 4 ตารางกิโลเมตร ) เป็นเกาะที่สวยงามน่าอยู่ เพราะมีชายหาดที่ขาวสะอาด น้ำทะเลสีเขียวมรกต และยังเต็มไปด้วยวิถีชีวิตชาวเลที่งดงามยิ่ง
จากนั้นประมาณหนึ่งปี ข่าวการไล่ที่ชาวเลเพื่อนำที่ดินไปทำรีสอร์ทเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นข่าวในลักษณะที่ชาวเลไปบุกรุกอุทยานบ้างละ บุกรุกที่เอกชนบ้างละ เป็นข่าวที่สร้างความงวยงงให้ผมอยู่ไม่น้อย เพราะเป็นไปได้อย่างไร ที่คนซึ่งอาศัยอยู่เดิมมาตั้ง 300 ปี เป็นคนชี้ว่า เกาะหลีเป๊ะเป็นของไทยไม่ใช่ของมาเลเซีย และเป็นคนที่สมเด็จย่าเสด็จมาทรงเยี่ยมหลายครั้ง พร้อมทั้งพระราชทานนามสกุล “ หาญทะเล ” ให้กับพวกเขา คนเหล่านี้นะหรือคือผู้บุกรุก........มันเป็นไปไม่ได้แน่นอน แต่มันเกิดขึ้นแล้วในประเทศไทยและบนเกาะแห่งนี้
จนกระทั่งเมื่อกลางเดือนมกราคม พ.ศ.2558 ให้หลังสองปีเศษ ผมได้ลงเกาะหลีเป๊ะอีกครั้ง ภาพแรกที่สายตามองเห็น มันไม่ใช่ภาพเมื่อสองปีก่อน มีโป๊ะขนาดใหญ่ ให้เรือโดยสารเทียบท่า บริเวณทะเลหน้าหาดจึงหนาแน่นไปด้วยเรือนานาชนิดที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยว เรือประมงของชาวเลจำนวนมากแปรสภาพมาเป็นเรือรับส่งผู้โดยสารและนักท่องเที่ยวแทน พอเท้าเหยียบแผ่นดินหลีเป๊ะ ถึงกับตะลึงเมื่อบริเวณหาดทรายขาวสะอาดและแผ่นดินซึ่งเคยเป็นที่อยู่ของชาวพื้นเมือง กลายเป็นร้านค้าและรีสอร์ทจนหมดสิ้น ไม่ทิ้งร่องรอยเดิม ๆ ให้ผมได้จดจำเลยแม้แต่น้อย
ผมเดินไปตามเส้นทางหลักกลางเกาะ บัดนี้กลายเป็นถนนคอนกรีตที่คราคล่ำไปด้วยผู้ คนสองข้างทางเต็มไปด้วยร้านอาหารและภัตตาคารที่เปิดบริการนักท่องเที่ยว ครั้นเดินลึกไปเรื่อย ๆ ก็พบว่ามีถนนคอนกรีตสร้างใหม่หลายสาย ทุกสายเต็มไปด้วยสถานบริการ รีสอร์ท ที่ผุดขึ้นราวดอกเห็ด ครั้นเดินทะลุไปยังชายหาดอีกด้วย สภาพก็ไม่ต่างกัน ทุกตารางนิ้วเป็นสถานบริการของนายทุนที่มีไว้เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวไปหมดแล้ว
ครูแสงโสม หาญทะเล ซึ่งเป็นลูกชาวเล บอกว่า เพราะความไม่รู้พวกเราชาวเลจึงเชื่อคนง่าย และถูกเอาเปรียบมาโดยตลอด จนวันนี้พวกเรานับร้อยครอบครัว ตกอยู่ในสถานะผู้บุกรุก ทั้ง ๆ ที่เป็นผู้บุกเบิกเกาะแห่งนี้ ด้วยเหตุนี้เมื่อจบการศึกษาคุรุศาสตร์จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา จึงกลับมาบ้านเกิด ครั้งแรกก็ได้มาเป็นครูอาสาที่โรงรียนบ้านเกาะอาดัง วันนี้ก็บรรจุแล้ว ในสถานะความเป็นครูก็พยายามทำให้เด็กรุ่นหลัง ไม่ลืมรากเหง้าของตนเองมีการเอาวิถีชีวิตของชาวเลบรรจุเป็นหลักสูตรการเรียนการสอน เช่น สอนรำรองแง็ง การประมง การทำอาหาร การเป็นมัคคุเทศก์น้อย ซึ่งทำต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้
สำหรับในเรื่องชุมชนนั้น ครูแสงโสมเล่าว่า พวกเรามีปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในมีอยู่อาศัย ตนเพียงแต่ต้องการให้ชาวบ้านได้รับความเป็นธรรมตามที่เขาควรจะได้รับเท่านั้น ไม่ได้คิดว่าจะไปต่อสู้กับใคร ทุกวันนี้ พวกเราถูกไล่ที่ไปอยู่ตรงกลางเกาะแล้ว ซึ่งก็ยังไม่มั่นคง มีแนวโน้มจะไล่ที่อยู่เรื่อย ๆ พวกผู้ชายที่ต้องออกเรือหาปลาก็ไม่มีทางเดิน เพราะทุกตารางนิ้วกลายเป็นที่ส่วนบุคคล ก็เลยคิดว่าในฐานะที่ตนเป็นชาวเล เห็นความจริงมาตั้งแต่เกิด ชาวบ้านไม่รู้ ไม่กล้า ถูกปลอบ ถูกขู่ ถูกซื้อ จนไม่มีที่จะอยู่แล้ว ก็คิดว่าจะทำให้พวกเขาได้รับความเป็นธรรมบ้างเท่านั้นเอง
สายวันนั้นผมเดินคุยกับพี่น้องชาวเลอุรักลาโว้ย ซึ่งอาศัยรวมกันบริเวณตรงกลางเกาะ ด้วยสภาพความเป็นอยู่ที่ห่างไกลกับบริเวณธุรกิจราวกับว่าอยู่กันคนละโลก มันเป็นสองโลกบนเกาะเล็ก ๆ เดียวกัน ชาวเลทุกคนที่ผมคุยด้วย ระบายความในใจให้ฟังถึงความน้อยเนื้อต่ำใจ ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ถึงขนาดไปพบผู้ว่าราชการจังหวัดคนก่อน คำตอบก็คือ “ ผมช่วยอะไรพวกคุณไม่ได้ ” แล้วแบบนี้ใครจะช่วยได้
จากข้อมูลที่ผมศึกษามาก่อนลงเกาะพบว่าขณะนี้รัฐบาล โดยสำนักนายกรัฐมนตรีได้มีคำสั่งตั้งคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินชาวเลเกาะหลีเป๊ะ โดยมีพลเอกสุรินทร์ พิกุลทอง เป็นประธาน มีการลงพื้นที่ไปศึกษาข้อเท็จจริงจากทั้งชาวบ้าน ภาคธุรกิจ เอกชน ภาครัฐทั้งในจังหวัดสตูลและในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากอุทยานแห่งชาติเกาะอาดัง มีการศึกษาข้อมูลทางประวัติศาสตร์อย่างครบถ้วน จนนำไปสู่การรังวัดที่ดินใหม่ ซึ่งขณะนี้การรังวัดที่ดินเสร็จสิ้นแล้ว อยู่ในระหว่างให้อุทยานส่งแผนที่ของอุทยานมาประกอบการพิจารณา ซึ่งการลงมาของคณะอนุกรรมการ ฯ ทำให้ชาวเลมีความหวังว่า พวกเขาจะได้รับความเป็นธรรมเรื่องที่อยู่อาศัย ทางออกทะเลเพื่อทำมาหากินตลอดจนจะได้พื้นที่สุสาน ( ที่ฝังศพ ) กลับคืนมา
ตกเย็นวันนั้นเมื่อผมไปถึงที่นัดหมาย ( โรงเรียนบ้านเกาะอาดัง ) ก็พบว่ามีชาวบ้านมารออยู่เต็มห้อง ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง พวกเธอรวมตัวในนาม “ ชมรมชาวเลอุรักลาโว้ย ” โดยครูแสงโสมพูดให้ฟังว่าชาวเลมีปัญหาหลัก ๆ อยู่ 3 เรื่อง คือเรื่องความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย มีปัญหาเรื่องทางออกสู่ทะเลเพื่อหาปลา ปัญหาสุขภาพบนเกาะมีขยะมากขึ้น เป็นต้น เราจึงรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นเพื่อช่วยกันแก้ปัญหา มีการตั้งกองทุนขึ้นมา ออมกันเดือนละ 200 บาท/คน เพื่อให้สมาชิกกู้ไปประกอบอาชีพและใช้จ่ายยามจำเป็น ตอนนี้มีสมาชิก 128 คน มีเงินออมสามแสนบาทเศษ
“ เราต้องการรวมตัวให้เข้มแข็ง พูดคุยกันยามมีปัญหา มีการทำงานร่วมกัน ซึ่งทำต่อเนื่องมาพอสมควรแล้ว แต่คงไม่พอต้องหาเครื่องมือเพิ่มเติมที่จะทำให้เราเข้มแข็งมากยิ่งขึ้น ประสบการณ์ที่ผ่านมาสอนว่า ความเป็นคนซื่อของพวกเรา ทำให้เราเชื่อคนอื่นได้ง่าย จึงต้องร่วมมือกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาเรื่องที่ดิน ”
จากข้อมูลที่ผมได้รับฟังทั้งหมด ผมจึงเริ่มต้นอธิบายเรื่อง สภาองค์กรชุมชนให้ชาวบ้านฟัง ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ชาวบ้านชวนผมลงเกาะ เพื่อให้รู้ข้อมูลว่า การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนจะเสริมความเข้มแข็งให้กับกลุ่มองค์กรของพวกเขาอย่างไร
ผมใช้เวลาพูดคุยเรื่องการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชน ซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมค่อนข้างยากให้ชาวเลฟัง แต่ด้วยเหตุผลที่พวกเขามีปัญหาที่ต้องแก้ ประกอบกับการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนก็เป็นการรวมกลุ่ม เพื่อนำเรื่องราวของชาวบ้านเองมาพูดคุยเพื่อแก้ปัญหาร่วมกัน ไม่ใช่ทำเรื่องอื่นไกลอะไรเลย สองชั่วโมงแห่งการพูดคุยวันนั้นจึงมีชีวิตชีวาอย่างยิ่ง
ผมสรุปการพูดคุยลงที่ว่า การจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบล ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ทุกโรค ถ้าคนป่วยไม่เห็นความสำคัญของยาและไม่กินยา เช่นเดียวกัน การแก้ปัญหาของชุมชน ต้องอาศัยคนในชุมชนร่วมมือกัน สภาองค์กรชุมชนเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งที่ชาวบ้านเอาไปใช้ได้อย่างมีสถานะตามกฏหมายเท่านั้น ก็ได้แต่หวังว่า เรื่องที่ผมคุยให้ฟัง จะเกิดประโยชน์และเป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้ชาวเลได้รับในสิ่งที่ควรจะได้ มันเป็นสิทธิชุมชน ที่พวกเขามีสิทธิ์ที่จะทำ




