playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

คนรับร่อเปิดเวทีประชาคมคนรับร่อ 23 หมู่บ้าน ถกปัญหาที่ดินทับซ้อนเขตป่ารัฐ ชุมชนหนุนการจัดตั้งกองทุนที่ดิน เห็นร่วมปลูกไม้ริมแนวคลอง ริมถนน ที่ว่างสาธารณะ และไม้แนวเขตป่า ยันขอสิทธิทำกินเพื่อคนอยู่ได้ ป่าไม้ ต้นน้ำอยู่ได้อย่างยั่งยืน ใช้เวลาอีก 1 เดือนจัดประชาคมทั้ง 23 หมู่บ้าน พิจารณายกร่างระเบียบกองทุนที่ดินก่อนการจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

r1

 

เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมา สภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ ร่วมกับองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ จัด “เวทีประชาคมการบริหารจัดการทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า และทุนชุมชนตำบลรับร่อ สู่ความยั่งยืนอย่างมีส่วนร่วม” เพื่อถกปัญหาดิน น้ำ ป่า  เปิดประชาคมการตั้งกองทุนที่ดินตำบล ปลูกต้นไม้ในพื้นที่แนวคลอง ที่ริมทาง ที่สาธารณะ และปลูกต้นไม้แนวเขตป่ากันชน โดยจัดขึ้น 2 เวที โซนบน 12 หมู่ (ช่วงเช้า) ณ สำนักสงฆ์บ้านพันวาล 1 และโซนล่าง 11 หมู่ (ช่วงบ่าย) ณ วัดลุ่มศรัทธาธรรม ต.รับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ซึ่งมีหน่วยงาน ท้องถิ่น ท้องที่ ชาวบ้านตำบลรับร่อ เข้าร่วมรวมกัน 2 เวทีกว่า 1,500 คน

 

ตำบลรับร่อ ตั้งอยู่ในพื้นที่รอยต่อติดเขตแดนประเทศพม่า ซึ่งเป็นพื้นที่ต้นน้ำอันสำคัญที่หล่อเลี้ยงคนชุมพรหลายตำบลในเขตอำเภอท่าแซะ และอำเภอเมืองชุมพร ในพื้นที่แถบนี้ชาวบ้านจากหลายภูมิภาคได้เข้ามาตั้งรกอยู่อาศัยทำสวนทำเกษตร เช่น สวนปาลม์น้ำมัน สวนยางพารา สวนผลไม้ สวนกาแฟ และสวนผสมผสาน ทำให้พื้นที่ป่าไม้ที่เคยสมบูรณ์เหลืออยู่น้อยมาก น้ำที่อุดมก็แห้งแล้ง ที่สำคัญคนรับร่อกว่า 80 เปอร์เซ็น ไม่มีเอกสารสิทธิในที่ทำกิน และอยู่ในพื้นที่ทับซ้อนกับที่ของรัฐในหลายประเภท ซึ่งมีการจับกุมดำเนินคดีกันเรื่อยมา

winchai

นายวินทร์ชัย เนตรสุวรรณ กำนัน และประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ ให้ข้อมูลว่า พื้นที่ตำบลรับร่อ อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ที่มีกว่า 240,000 ไร่ มีที่ดินเอกสารสิทธิ์โดยประมาณ 15 เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือกว่าร้อยละ 85 เป็นที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ ซึ่งที่ดินทำกินของชาวบ้านกว่า 700 แปลง ถูกดำเนินคดีขับไล่ ให้รื้อถอนพืชผลทางการเกษตรออกจากพื้นที่ทับซ้อนกับที่ของรัฐ 4 ประเภท ทั้งป่าสงวนแห่งชาติป่ารับร่อและป่าสลุย เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุทยานสมเด็จในกรม กรมหลวงชุมพร พื้นที่ทับซ้อนกับสหกรณ์นิคมท่าแซะ และพื้นที่ป่าถาวร (ป่า มติ ครม.) ซึ่งคนรับร่อจะสู้เพื่อให้มีสิทธิทำกิน และจะช่วยให้ป่าฟื้นคืนกลับมา

ที่ผ่านมาได้ใช้ช่องทางนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนเรื่องดินทำกิน ผ่านสภาองค์กรชุมชน ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2552 ซึ่งมีตัวแทนสภาฯ 2 คน ในการประสานงานระดับจังหวัด และประเทศ เพื่อนำเสนอปัญหาสู่ระดับนโยบาย นอกจากนั้นยังได้ดำเนินการจัดเวทีแก้ปัญหาที่ดิน ภายใต้ยุทธศาสตร์ของสภาองค์กรชุมชนตำบลรับร่อ เกี่ยวกับ 1) การจัดการทรัพยากรป่าต้นน้ำรับร่อ 2) การจัดการสายน้ำ 3) การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน ซึ่งต่อสู้มาตั้งแต่ปี 54 ถึงปัจจุบันการ มีการทำแผนที่ทำมือ การจับพิกัดพื้นที่รายแปลง เก็บข้อมูลขอบเขตที่ดินให้ชัดเจน เพื่อนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาในระดับนโยบาย วางแผนอนาคตคนรับร่อจะอยู่อย่างไร ที่อยู่ได้ทั้งส่วนตัวและส่วนรวม รักษาป่าที่เหลือ ชุมชนเป็นหลักเป็นแนวกันชนให้กับป่า โดยที่เราจะร่วมมือกันให้รัฐเห็นความสำคัญ รัฐต้องรับรองสิทธิทำกิน ให้เป็นโมเดลในการแก้ปัญหาร่วมกับรัฐ ซึ่งไม่มุ่งการเรียกร้องให้มีเอกสารสิทธิ์ แต่ชาวบ้านต้องการหลักประกันลดความหวาดระแวงในการถูกขับไล่ดำเนินคดี นายวินทร์ชัย กล่าว

 

นายอวยพร มีเพียร นายกองค์การบริหารส่วนตำบลรับร่อ auypornการจัดการตนเองในการบริหารจัดการทรัพยากร และทุนชุมชน เราควรคิดให้สอดคล้องกับนโยบายทวงคืนผืนป่า และใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นทางหนึ่งที่สามารถช่วยเหลือพี่น้องได้ ในฐานะท้องถิ่นเราก็ร่วมมือกัน ที่ผ่านมาพี่น้องไม่รู้ขอบเขตที่ชัดเจน เราใช้เวลาเกือบปี ช่วยทำแผนที่ทำมือทำผังข้อมูลของตำบล มีการจับพิกัด ใช้เครื่องมือจีไอเอส ว่ามีทั้งหมดกี่ไร่ กี่แปลง อาศัยอยู่ในเขตป่าสงวนฯ กี่ไร่กี่แปลง อยู่ในเขตป่า 20 % ของสหกรณ์ จำนวนกี่ไร่กี่แปลง เมื่อเรารู้ข้อมูล จะทำให้รู้ชัดในการจะลงมือแก้ไข

ขณะนี้ยังไม่สามารถทำข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ เพราะข้อมูลพี่น้องยังช่วยกันทำไม่ชัดเจน แต่ก็พร้อมสนับสนุน อบต.มีแนวทางที่จะร่วมกับทุกภาคส่วนที่คำนึงถึงการรักษาป่า จะหาทางออกยังไงให้คนสามารถทำกินอยู่ในพื้นที่ได้ ปัจจุบันพี่น้องมีสวนแต่ไม่มีน้ำเราก็เดือดร้อน เราต้องคำนึงถึงลูกหลานอนาคตลูกหลานจะอยู่อย่างไร ถ้าหากทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรม เราต้องช่วยกันแก้ปัญหา ช่วยกันฟื้นฟูดินน้ำป่า มีป่ามีน้ำ และเราจะตราข้อบัญญัติตำบล เช่น ขอมติพื้นที่ริมคลองในที่ของพี่น้องสัก 5-10 วา จะขอใช้ปลูกต้นไม้ เราปลูกป่าและปลูกพืชผักสสวนครัวกินได้ ปลูกไม้ผล

ในอดีตแม่น้ำรับร่ออุดมสมบูรณ์ ใช้กินใช้ประโยชน์ได้ พี่น้องต้องคิดเรื่องการอนุรักษ์ ต้นน้ำ ปลายน้ำจะต้องมีน้ำใช้ เราจะปลูกต้นไม้ในที่สาธารณะ ที่ริมทาง ที่วัด ที่ส่วนรวม และที่อื่นๆ เพื่อใช้เป็นแนวทางการคืนผืนป่าให้กับประเทศตามนโยบายของรัฐ ที่จะทวงคืนผืนป่า เราจะเอาพื้นที่ริมคลอง มาใช้ในการปลูกป่า และหลังจากทำแผนที่เขตป่าเขตทำกินอยู่อาศัยชัดเจน เราจะปลูกไม้ตามแนวกันชนผืนป่า ไม่รออย่างเดียว เราต้องคิดต้องทำร่วมมือกัน ในส่วนที่รัฐมีการใช้กฏหมายแจ้งจับดำเนินคดี กับชาวบ้าน ที่ดำเนินคดีแล้วอยู่พิกัดไหน รอดำเนินคดีอยู่พิกัดไหน ส่วนนี้จะขอความร่วมมือทางเจ้าหน้าที่ป่าไม้ให้ช่วยเปิดเผยข้อมูล และคนรับร่อควรอยู่ได้โดยไม่โดนรังแก รัฐสามารถให้การช่วยเหลือชดเชยผลผลิตการเกษตรให้กับพี่น้องได้ นายก อบต.รับร่อ กล่าว 

suchat

นายสุชาติ บัวสุวรรณ ที่ปรึกษาคณะทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินภาคใต้ตอนบน เล่าให้ฟังว่า ที่ตำบลรับร่อ สภาองค์กรชุมชนตำบล ท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานต่างๆ ให้ความสำคัญกับการดูแลทรัพยากรเพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟู ป่าไม้ และสายน้ำอันสำคัญของพื้นที่ต้นน้ำ ภายใต้หลักคิด คนต้องอยู่ได้ ป่าไม้ก็ต้องอยู่ได้ เพราะคนต้องพึ่งธรรมชาติ ธรรมชาติก็ต้องพึ่งคน ดังนั้นต้องใช้พลังของทุกคนทุกภาคส่วนเข้ามาดูแลรักษาร่วมกัน ใช้พลังของคนในชุมชนตำบลรับร่ออย่างเดียวไม่พอจำเป็นต้องใช้พลังจากตำบลข้างเคียง หรืออำเภอข้างเคียงเข้ามาดูแลทรัพยากรและสายน้ำย่อย และสายน้ำหลัก ลุ่มน้ำท่าตะเภา อย่างมีส่วนร่วมจึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลงของทรัพยากรและสายน้ำอันสำคัญนี้ได้

นายสุชาติ กล่าวต่อว่า ณ วันนี้ในเรื่องกองทุนที่ดิน ยังไม่มีระเบียบ กติกาที่เห็นชอบร่วมกันของคนในตำบล ซึ่งระเบียบจะส่งไปยังหมู่บ้านทั้ง 23 หมู่ เพื่อให้เพิ่มเติมรายละเอียด โดยพี่น้องต้องเข้าถือหุ้น ทุกคนเป็นเจ้าของ ท้องถิ่นสมทบ ไม่ใช่ธนาคารของรัฐ แต่เป็นธนาคารของภาคประชาชนเป็นเจ้าของ กฏเขียนเองแก้เอง เป็นของคนตำบล ใช้ประโยชน์หมุนเวียน ทำอย่างไรที่ดินจะไม่ตกเป็นของนายทุน เพื่อแก้ปัญหาที่ดินหลุดมือ เราควรมีธนาคารที่ดิน หรือกองทุนที่ดิน ซึ่งรัฐไม่ต้องทวงคืนผืนป่า ชาวบ้านจะปลูกป่าคืนรัฐ คนต้องอยู่กับป่า ไม่ต้องไล่รื้อ และทำให้พื้นที่ตำบลรับร่อเป็นกรณีศึกษาให้กับพื้นที่อื่นๆ

 

นายจินดา บุญจันทร์ ประธานที่ประชุมสภาองค์กรชุนตำบลในระดับชาติjinda กล่าวว่า การจัดการและแก้ปัญหาทรัพยากร ดิน น้ำ ป่า บทบาทของสภาฯ ตามพระราชบัญญัติ ที่เป็นกฏหมายส่งเสริมฯไม่ใช่ใช้บังคับ เราสามารถเสนอปัญหาเรื่องความไม่มั่นคงในที่ดินทำกิน ซึ่งคนที่เดือดร้อนต้องมานั่งปรึกษาหารือกัน เป็นเวทีกลางในการปรึกษาเพื่อหาทางแก้ปัญหาด้วยตนเอง ตามเจตนารมณ์ของกฏหมาย ซึ่งต้องสามัคคีกับคนอื่น ไม่ใช่พื้นที่ม็อบกดดัน แต่เป็นเวทีแห่งความดี ที่ทุกภาคส่วนนั่งลงเอาปัญหามาพูดคุยกัน และสามารถเสนอให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบลออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ ซึ่งเนื้อหาขึ้นอยู่กับชาวบ้านจะออกแบบกำหนดกติกากันเอง

และในช่วงนี้ที่มีการร่างกฏหมาย รธน. โดยจะกำหนดให้มีสมัชชาพลเมือง หรือสภาพลเมือง ซึ่งก็มีนักวิชาการมาศึกษาถึงบทบาทของสภาฯ ในการแก้ปัญหาตนเอง เป็นแนวทางในการยกร่างสภาพลเมือง ก็เพราะที่เรามาประชุมกันนี้ก็ถือว่าเป็นรูปแบบของสภาพลเมือง ที่คนรับร่อเกิดขึ้นก่อนการออกกฏหมาย ที่คนในตำบลมาพูดปัญหาต่อหน้านายก อบต. นายอำเภอ ถือเป็นประชาธิปไตยทางตรง เพราะที่ผ่านมาตัวแทนเราแก้ปัญหาช้า เราเองต้องสร้างระบบข้างล่างให้สามารถแก้ปัญหาตนเองได้

นายจินดา กล่าวต่อว่า ในส่วนปัญหาที่ดิน เกิดจากความล้มเหลวการผลิตด้านการเกษตร เป็นข้อเท็จจริงที่ มันมาป่าหมด อ้อยมาป่าสูญ ปอมาป่าหาย และทำให้เกษตรกรขาดทุนจนต้องสูญเสียที่ดิน ในอดีตทุกคนต่างมุ่งสู่ชุมพร พี่น้องได้มาทำลายผืนป่าที่มีไม้จากหลายร้อยชนิดเหลือเพียงชนิดเดียว ทำลายความอุดมสมบูรณ์ จนเหลือแค่ต้นกาแฟ ปาล์ม ต้นยาง เหลือพืชเชิงเดียว ที่เป็นการทำลายป่าทำให้ทรัพยากรน้ำลดลง ป่าถูกทำลาย น้ำลด ปลาหาย หวายสิ้น เพราะระบบการผลิตเพื่อส่งออกที่มีการแข่งขันทางตลาดสูง และเราเองก็ต้องการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น

r2

 

ปี 2504 เรามีแผนพัฒนาฯ ฉบับแรก และรัฐตั้ง ธกส.เพื่อสนับสนุนเกษตรกรทำการเกษตร เลยทำให้ทุกคนมีหนี้กันถ้วนหน้า บางส่วนต้องขายที่นา อพยพมาชุมพรมุ่งสู่สวนกาแฟ ถางป่าทั้งกลางวันกลางคืน ต้องยอมรับว่าป่าถูกทำลายบุกรุกโดยภาคเกษตรที่ไล่ล่าหาที่ดิน และรวมถึงเกิดปัญหาโครงการขนาดใหญ่ การตัดถนน การสร้างนิคม เป็นผลทางอ้อมขับไล่คนที่ดินเดิมมาหาที่ดินใหม่

คนรับร่อต้องพึ่งแผ่นดินนี้ ที่เป็นแผ่นดินสุดท้ายของเรา แล้วเราก็ทำลายป่าลงไปมากแล้ว วันนี้เราจะรักษาป่าไม้ ต้องไม่แผ้วถางป่าอีกต่อไป เราต้องปกป้องสายน้ำให้ใช้ได้ตลอดไป เพราะไม่สามารถย้อนอดีตได้ ชาวบ้านใช้ป่าต้องปกป้องผืนป่าได้ ให้รักป่าและรักษาป่า สร้างกติกาของชาวบ้านขึ้นมา โดยต้องทำข้อมูลให้ชัดเจน ละเอียดและเปิดข้อมูลกับรัฐ ยืนยันจะอยู่ทำกินในที่นี้ที่เป็นแผ่นดินสุดท้าย

เชื่อมั่นว่า น้ำหนึ่งใจเดียวของคนในตำบลสามารถแก้ปัญหาได้ และคนทุกข์ยากต้องแก้ปัญหาด้วยตนเอง ปัญหาร่วมกันของคนรับร่อคือเรื่องสิทธิในที่ดินทำกิน ในขณะที่รัฐทวงคืนผืนป่าฯ เราจะคืนผืนป่าโดยที่ว่างตรงไหนก็ปลูกตรงนั้น นายจินดา กล่าวในตอนท้าย

อย่างไรก็ดี การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินเพียงอย่างเดียวคงไม่ได้ คนรับร่อต้องแก้ไขปัญหาแบบองค์รวม ไม่ว่าในด้านป่าไม้ ห้วย หนอง คลองบึง ระบบการเกษตรที่เหมาะสม ความมั่นคงของที่ดินทำกิน การจัดการทุนชุมชนสู่กองทุนที่ดิน และการเชื่อมโยงหน่วยงาน ภาคี ภายใน ภายนอกในทุกระดับ ให้เกิดการแก้ปัญหาแบบครบวงจรเพื่ออนาคตลูกหลาน นี่คือหลักคิดของคนรับร่อ 

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter