playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

IMG 8621 resizeย้อนอดีตไปเมื่อปี พ.ศ.2553 รัฐบาลนายกอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีนโยบาย “ไทยเข้มแข็ง” สนับสนุนให้ทุกกระทรวงนำงบประมาณไปพัฒนาโครงการต่าง ๆ จากวันนั้นถึงวันนี้โครงการไทยเข้มแข็งที่ใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล ไม่ทราบได้ว่ามีการประเมินผลกันอย่างจริงจังว่าได้ผลคุ้มค่าหรือไม่ หรือโครงการผ่านไปพร้อมกับการจากลาของรัฐบาล

          แต่มีอยู่โครงการหนึ่งที่ผู้เขียนได้มีส่วนเข้าไปร่วมประเมินผลการดำเนินงาน ซึ่งมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อยและน่าจะเป็นบทเรียนให้กับรัฐบาลต่อไปที่คิดจะทำโครงการ “ประชานิยม” คิดจะเอาคะแนนเสียงได้ฉุกคิดไตร่ตรอง โครงการนั้นคือ “โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนเรื่องที่อยู่อาศัย 5 จังหวัดภาคใต้หรือที่ชาวบ้านเรียกกันติดปากว่า “โครงการซ่อมสร้าง”

IMG 8571 copy resize   โครงการซ่อมสร้าง ดำเนินการในพื้นที่ 5 จังหวัดภาคใต้ได้แก่ สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพี่น้องที่นับถือศาสนาอิสลาม ใช้งบประมาณผ่านทางสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือพอช. ให้คนจนสร้างหรือซ่อมแซมบ้านเรือนและที่อยู่อาศัยให้มีสภาพที่เหมาะสมกับการอยู่อาศัย

          ว่ากันตรงไปตรงมาแล้ว โครงการนี้เกิดขึ้นเพราะรัฐบาลต้องการฟื้นความเชื่อมั่นฟื้นศรัทธาของพี่น้องมุสลิมซึ่งอาศัยอยู่ใน 5 จังหวัดภาคใต้ที่มีต่อรัฐบาลโดยกำหนดระยะเวลาเพียงหนึ่งปี จึงมุ่งเน้นดำเนินงานในลักษณะของการให้หน่วยงานของรัฐในพื้นที่เป็นผู้ดำเนินการหรือเป็นผู้สร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับชาวบ้าน

          แต่พอเอาเข้าจริงชาวบ้านไม่ยอมรับแนวทางการทำงานแบบรัฐเป็นผู้กำหนด จึงมีการเจรจากันหลายรอบ จนรัฐเข้าใจและยอมให้ชาวบ้านเข้ามามีบทบาทสำคัญในการดำเนินงาน จึงกล่าวได้ว่า “ชาวบ้านมีบทบาท” ตั้งแต่การร่วมกันตัดสินใจว่าจะรับหรือไม่รับโครงการ เหตุผลสำคัญที่รัฐต้องยอมถอย เพราะชาวบ้านมีเป้าหมายที่ชัดเจนว่า ถ้าจะดำเนินโครงการนี้จะต้องเกิดผลสำเร็จอย่างน้อย 5 ประการ คือ 1). สามารถสร้างและซ่อมแซมบ้านให้กับผู้เดือดร้อนได้สำเร็จ 2).ผู้เดือดร้อนที่รับเงินไปซ่อมสร้างบ้าน จะต้องมีการคืนทุนแบบไม่คิดดอกเบี้ยไม่ใช่เป็นการให้เปล่า เพื่อนำเงินที่คืนไปซ่อมสร้างให้กับผู้เดือดร้อนรายอื่นต่อไป 3). ชาวบ้านต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น คือมีบ้านที่มั่นคงเหมาะสมกับสภาพการอยู่อาศัย ไม่แออัด รู้จักรักษาสิ่งแวดล้อม 4). ต้องมีการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่องจากเงินที่ชาวบ้านคืนทุนกลับมาและ 5). ซึ่งมีความสำคัญก็คือ กระบวนการทำงานนี้ต้องนำไปสู่การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้มากขึ้น

 IMG 8629 copy resize   จะเห็นได้ว่าชาวบ้านมีเป้าประสงค์ในการทำโครงการสูงกว่าที่รัฐคิดเอาไว้ (รัฐคิดเพียงทำโครงการให้แล้วเสร็จ คนมีคุณภาพชีวิตดีขึ้น) ดังนั้นการทำโครงการจึงให้ความสำคัญกับกลไกระดับล่าง (ตำบลและหมู่บ้าน) โดยชาวบ้านออกแบบให้มีคณะทำงานระดับหมู่บ้าน ๆ เพื่อสำรวจข้อมูลและคัดเลือกผู้เดือดร้อน เพราะชาวบ้านเชื่อมั่นว่า คนในหมู่บ้านเท่านั้นที่จะรู้ว่าใครยากจนหรือใครอยากจน จากนั้นก็นำรายชื่อเข้าสู่การทำประชาคมหมู่บ้าน (คนทั้งหมู่บ้านเข้าร่วม) โดยมีสี่เสาหลัก (ผู้นำศาสนา , ผู้นำท้องที่ , ผู้นำท้องถิ่นและแกนนำชุมชน) เป็นที่ปรึกษา จนได้รายชื่อผู้เดือดร้อนจากแต่ละหมู่บ้าน นำเข้าสู่การจัดเวทีประชาคมระดับตำบล (โดยมีสภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกกลาง)

 IMG 8618 copy resize  สำหรับเกณฑ์ของผู้เดือดร้อนนั้น แต่ละตำบลนำเกณฑ์กลางไปประยุกต์ให้สอดคล้องกับสภาพของแต่ละพื้นที่เช่น ผู้ที่จะสร้างบ้านใหม่คือ ผู้ที่ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง คนพิการ หญิงหม้ายที่ต้องรับผิดชอบครอบครัวตามลำพัง บ้านทรุดโทรมยากแก่การซ่อม อยู่กันอย่างแออัดหลายครอบครัวในบ้านเดียว ฯ ล ฯ ส่วนกรณีซ่อมแซมต่อเติมต้องเป็นครอบครัวยากจน รายได้ไม่แน่นอน สภาพบ้านทรุดโทรม ฯ ล ฯ

          ในการดำเนินโครงการชาวบ้านมีมติร่วมกันว่า ทุกคนที่ได้รับการช่วยเหลือจะต้องคืนทุน ทั้งนี้เพื่อนำเงินคืนทุนไปซ่อมสร้างให้กับผู้เดือดร้อนรายอื่นต่อไป ซึ่งถึงขณะนี้ปิดโครงการไปนานแล้ว มีผู้คืนทุนแล้วประมาณ 20,000 รายจึงมีเงินหมุนวียนในการซ่อมสร้างจนถึงบัดนี้และต่อไปในอนาคต อีกทั้งผู้ได้รับการช่วยเหลือจะต้องสมัครเป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน เพื่อให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตาย ตลอดจนได้รับการส่งเสริมให้มีการปลูกพืชสวนครัวเพื่อลดค่าใช้จ่ายในครัวเรือน

จากการทำงานที่ผ่านมา จากงบประมาณโครงการ 1,930 ล้านบาท เพื่อแก้ปัญหาด้านที่อยู่อาศัย 48,165 ครอบครัว ดำเนินการได้ทั้งหมด และยังนำเงินคืนทุนมาซ่อมสร้างบ้านได้อีก 827 หลัง และยังสามารถคืนทุนเพื่อนำไปซ่อมสร้างต่อไปเรื่อย ๆ นั่นแสดงว่าเป้าประสงค์ที่ต้องการให้งานสำเร็จก็ทำได้เกินเป้าที่วางไว้ ส่วนการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นก็ทำได้เกินเป้าเช่นกัน เพราะไม่เพียงได้อยู่ในบ้านที่เหมาะสมแล้วยังได้เป็นสมาชิกกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งได้รับสวัสดิการตั้งแต่เกิดจนตายและการรู้จักดำรงชีพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง

           ส่วนเป้าประสงค์สุดท้ายในเรื่องของการสร้างชุมชนเข้มแข็งคงพูดให้เห็นภาพได้ยาก แต่กลไกการทำงานตั้งแต่ระดับหมู่บ้าน ระดับตำบลสร้างการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางของชาวบ้าน จนสามารถขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายก็คงเป็นสิ่งยืนยันถึงความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนได้เป็นอย่างดี ชาวบ้านหลายคนบอกว่า งานนี้ทำให้แกนนำรักกันมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างชาวบ้านกับผู้นำท้องที่ ท้องถิ่น ผู้นำศาสนามีความแนบแน่นยิ่งขึ้นเกิดแกนนำชุมชนใหม่ ๆ จำนวนมาก ทุกคนภูมิใจที่ได้ช่วยเหลือคนยากลำบากกว่า อีกทั้งยังช่วยสร้างฝันให้กับคนอีกหลายคน

IMG 8628 copy resize

          ผู้เขียนเองได้สัมผัสกับคนจนหลายรายที่ได้รับการช่วยเหลืออย่างนางรอพีเอ๊าะ วาโล๊ะ หญิงหม้ายลูก 4 คน ซึ่งอาศัยอยู่บนเพิงเล็ก ๆ ไม่มีฝากั้นขนาดประมาณ 2x2 เมตร ทุกคนช่วยกันซื้อที่ดินและช่วยสร้างบ้านจนสำเร็จหรือแม่และลูกซึ่งพิการ นางเจียม ดาระกา และนายอรรถสิทธิ์ ดาระการ แห่งบ้านไอเจี๊ยะ ต.ซากอ อ.ศรีสาคร จ.นราธิวาส เดิมอยู่บนเขาห่างไกล อยู่ลำบากอย่างยิ่งสำหรับคนพิการและแม่ซึ่งเป็นหญิงหม้ายก็ได้มาสร้างบ้านอยู่ในชุมชน มาพร้อมกับความฝันของแม่ที่อยากทำขนมไทย ๆ ขายหน้าบ้านและความฝันของลูกพิการที่ใช้บ้านใหม่รับซ่อมจักรยานเลี้ยงชีพ

          โครงการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนด้านที่อยู่อาศัย 5 จังหวัดภาคใต้ จึงเป็นโครงการที่ชาวบ้านสามารถแปรนโยบายประชานิยมให้เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืนได้ ซึ่งอาจเกิดขึ้นไม่บ่อยนักในประเทศไทย และจะเป็นบทเรียนให้กับทุกรัฐบาลได้ว่า นโยบายประชานิยม ไม่ใช่เป็นสิ่งที่ประชาชนต้องการเสมอไป และคงไม่ง่ายที่จะใช้นโยบายเช่นนี้มาซื้อคะแนนนิยมจากชาวบ้านได้อย่างที่คิด

IMG 8570 copy resize

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter