playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

n.reform130258.10เมื่อวันที่ 12-13 มีนาคม 2558 เครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ ได้เปิดเวทีปฏิรูปองค์กรชุมชนท้องถิ่น สู่สมัชชาพลเมืองภาคเหนือ "ปฏิรูปประเทศไทยด้วยหัวใจพลเมือง" ณ ห้องประชุมเอื้องมัจฉา อาคารยุพราชวิทยมงคล มหาวิทยาลัยราชภัฏ โดยมีศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงกา รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เดินทางมารับฟังและรับเจตนารมณ์ของเครือข่ายเพื่อนำไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการยกร่างฯ n.reform130258.02

การประกาศเจตนารมณ์ของเครือข่ายขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือ นำโดย นายประนอม เจิมชัยภูมิ ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดเชียงราย และกลุ่มสภาคนฮักเจียงฮาย มีเนื้อหาสำคัญต่อประเด็นการกระจายอำนาจสู่ชุมชนท้องถิ่นจัดการตนเอง และการจัดตั้งสมัชชาพลเมือง ดังรายละเอียดต่อไปนี้

คำประกาศเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือ
"ปฏิรูปประเทศไทยด้วยหัวใจพลเมือง"

 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือ ซึ่งประกอบด้วยองค์กรชุมชน ใน15 จังหวัดภาคเหนือ ทั้งเมืองและชนบทนับพันองค์กรได้ร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ทำงานฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นในมิติต่างๆ มากมายหลายด้าน จากจำนวนตำบลทั้งหมด 1,408 ตำบล 15 จังหวัด มีการดำเนินงานในด้านต่างๆ ดังนี้ คือ การแก้ปัญหาที่อยู่อาศัยคนจนเมืองใน 13 จังหวัด 40 เมือง 112 โครงการ 9,367 ครัวเรือน จัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ในชนบทและเมืองจำนวน 1,178 กองทุน มีสมาชิก 886,938 คน มีเงินกองทุน 1,045.02 ล้านบาท ดำเนินการแก้ปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม แผ่นดินไหวในพื้นที่มากกว่า 100 ตำบล เริ่มทำงานแก้ไขปัญหาที่ดินทำกินในพื้นที่ 287 ตำบล และมีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนขึ้นมาเพื่อผนึกกำลังชุมชนในการแก้ปัญหาของตนเองจำนวน 729 สภา 28,038 องค์กร

เพื่อให้งานฟื้นฟูชุมชนท้องถิ่นเหล่านี้ ขยายผลทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพอย่างกว้างขวางนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนและการกำหนดอนาคตของชุมชนท้องถิ่น เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูป ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นใน 15 จังหวัดในช่วงเดือนธันวาคม 2557 – กุมภาพันธ์ 2558 ที่ผ่านมามีผู้นำชุมชนและประชาสังคม เข้าร่วมเวทีจำนวน 2,107 คน มีข้อเสนอต่อการปฏิรูปประเทศไทยดังนี้n.reform130258.08

  1. เจตนารมณ์ของการปฏิรูปประเทศไทย คือ การกระจายอำนาจให้ประชาชนได้มีการจัดการชุมชนท้องถิ่นตนเองในทุกมิติ เนื้อหาของรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายต่างๆ ในการปฏิรูปประเทศต้องสอดคล้องกับเจตนารมณ์นี้
  2. การกระจายอำนาจเพื่อให้ สอดคล้องกับเจตนารมณ์ดังกล่าวควรดำเนินการใน 3 ลักษณะคือ สมัชชาพลเมืองควรมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารจัดการและจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรของท้องถิ่น บูรณาการการทำงานและงบประมาณของชุมชนท้องถิ่น ตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ในตำบลและจังหวัด ร่วมตัดสินใจในการจัดทำโครงการ พัฒนาขนาดใหญ่ในท้องถิ่น ส่งเสริมการเมืองภาคประชาชน พัฒนา ความเข้มแข็งขององค์กรประชาชนและฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรม ประเพณีและวิถีชีวิตที่ดีงามของชุมชน และมีการเชื่อมโยงกันระหว่างตำบล จังหวัด ภูมินิเวศน์
    1. การเพิ่มขีดความสามารถ อำนาจหน้าที่ งบประมาณให้องค์การบริหารท้องถิ่นและสมัชชาพลเมือง
    2. การจัดตั้งสมัชชาพลเมือง
    3. การให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอำนาจในการตรวจสอบการทำงานของหน่วยงานต่างๆ ตลอดจนวางแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง
  3. การทำงานตามภารกิจดังกล่าวให้บรรลุผล สมัชชาพลเมืองต้องประกอบด้วยผู้แทนองค์กรชุมชน องค์กรประชาชน องค์กรพัฒนาเอกชน ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้นำศาสนา ผู้แทนกลุ่มอาชีพ ผู้แทนกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้นำท้องที่/ท้องถิ่น ผู้แทนหน่วยงาน ผู้แทนกลุ่มธุรกิจและผู้แทนจากฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาท้องถิ่น โดยมีสัดส่วนหญิง-ชายอย่างเท่าเทียม
  4. สมัชชาพลเมืองต้องมีสถานะเป็นองค์กรตามกฎหมายที่ชัดเจน มีงบประมาณและสำนักงานในดำเนินการชัดเจนในระดับจังหวัด ในการจัดตั้งสมัชชาในระดับตำบล จังหวัด และภูมินิเวศน์ ให้เป็นไปตามความพร้อม และต้องจัดตั้งให้ครบทุกจังหวัดทุกตำบลภายในสามปี การดำเนินงานของสมัชชาต้องเป็นอิสระตามความคิดเห็นของคนท้องถิ่นนั้นๆ ไม่ถูกครอบงำโดยฝ่ายการเมือง กลุ่มผลประโยชน์หรือแม้แต่สมัชชาในระดับสูงขึ้นไป
  5. เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือมีพื้นที่ที่ดำเนินการในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับสมัชชาพลเมืองอยู่แล้ว ไม่น้อยกว่า 30 ตำบลและเตรียมการจัดตั้งสมัชชาพลเมืองในระดับตำบลไม่น้อยกว่า 50 ตำบลในปี 2558 และเต็มพื้นที่ 15 จังหวัดภายใน 2567
  6. นอกเหนือจากข้อเสนอเรื่องสมัชชาพลเมืองแล้ว เครือข่ายยังมีข้อเสนอให้ชุมชนท้องถิ่นมีงบประมาณ ดำเนินการไม่น้อยกว่าร้อยละ 65 ของงบประมาณแผ่นดินของประเทศในแต่ละปี ให้มีกฎหมายจังหวัดจัดการตนเองเพื่อให้ประชาชนเลือกตั้งผู้บริหารจังหวัดของตนเอง ให้มีกฎหมายการจัดการที่ดินในรูปของสิทธิชุมชน โฉนดชุมชน ธนาคารที่ดินและที่อยู่อาศัย การรับรองการจัดสวัสดิการโดยชุมชน การร่วมตัดสินใจในการนำแร่ธาตุต่างๆ มาใช้ประโยชน์ เป็นต้น โดยมีรายละเอียดข้อเสนอ ในเอกสารที่ยื่นให้ผู้แทน สปช. ในครั้งนี้ด้วยแล้ว
  7. เพื่อให้มีกรอบการพัฒนาภาคเหนือโดยชุมชนท้องถิ่นในระยะยาวต่อเนื่องจากที่ดำเนินการมาแล้วและแสดงถึงเจตจำนงที่จะจัดการท้องถิ่นของตนเอง  ผู้แทนเครือข่ายได้ร่วมกันร่างแผนพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและการจัดการทรัพยากรของประชาชนภาคเหนือและจะเนินการตามแผนนี้ด้วยตนเองในช่วงสิบปีต่อไป (ปี 2567)n.reform130258.12

    เครือข่ายฯเห็นว่าภารกิจสำคัญของทุกฝ่ายในกระบวนการ ปฏิรูปประเทศไทยคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของประชาชนทุกหมู่เหล่าให้มีหัวใจของความเป็นพลเมือง มีความรับผิดชอบ มีจิตสำนึกทางการเมือง มีจิตสำนึกสาธารณะ มีความกระตือรือร้นที่จะลุกขึ้นมาจัดการบ้านเมืองของตนเองไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง พึ่งตนเองเพื่อเป็นรากฐาน การพัฒนาประเทศที่ยั่งยืนต่อไป

ด้วยจิตคารวะและเชื่อมั่นพลังเครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือ

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.สุจิต บุญบงการ รองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้เสวนาในหัวข้อ "ทิศทางรัฐธรรมนูญไทย และการเคลื่อนสมัชชาพลเมือง” โดยกล่าวแสดงความชื่นชมที่ท้องถิ่นจัดการตนเองได้ไม่ว่าจะรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรก็ตาม ก็ขอให้ขบวนชุมชนทำงานอย่างต่อเนื่อง เพราะเป็นสิ่งที่ดีของประชาชน และจะรับเจตนารมณ์ของขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนือไปเสนอต่อคณะกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญท่านอื่นๆ ต่อไป

n.reform130258.01สำหรับตลอดสองวัน (12-13 มีนาคม 2558) นี้ ได้มีเวทีอภิปรายแลกเปลี่ยน ทั้งระดับวงใหญ่ และกลุ่มย่อยหลากหลายประเด็น อาทิ ประเด็นการกระจายอำนาจ} การจัดตั้งสมัชชาพลเมือง, การระดมความคิดสร้างวาระประชาชนคนเหนือต่อการปฏิรูป และ แนวทางการขับเคลื่อนขบวน โดยมีผู้ทรงคุณวุฒิ มาร่วมแลกเปลี่ยนอย่างหลากหลาย อาทิ นายรัชกฤช สถิรานนท์ รองผู้ว่าฯจังหวัดเชียงราย ได้มากล่าวต้อนรับและแสดงความชื่นชมชุมชนท้องถิ่นที่มีสำนึกในการแก้ไขปัญหาของตนเอง หรือที่เรียกว่า ท้องถิ่นจัดการตนเอง นอกจากนี้ยังมีวงเสวนา โดย นางสาวสมสุข บุญญะบัญชา กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้มาชวนคุยเรื่อง "สถานการณ์การปฏิรูปประเทศไทย ประชาชนจะเป็นเจ้าของการปฏิรูปได้อย่างไร" และ ดร.วณี ปิ่นประทีป ผู้อำนวยการสำนักงานประสานการพัฒนาสังคมสุขภาวะ(สปพส.)ได้อภิปรายเรื่อง "การเชื่อมโยงขบวนการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไทยกับขบวนองค์กรชุมชน"

และในเวทีแห่งนี้ยังมีผู้ทรงคุณวุฒิ อีกทั้งผู้นำขบวนองค์กรชุมชนภาคเหนืออีกจำนวนมากที่มาร่วมแลกเปลี่ยนแสดงความคิดเห็น อาทิ นางฑิฆัมพร กองสอน สปช.จ.น่าน, นายแก้ว สังข์ชู นางมุกดา อินต๊ะสาร นายอดุลย์ ยกคำจู นายสนอง เนียมเหลี่ยม นายสมศักดิ์ คำทองคง ฯลฯ ซึ่งผู้เข้าร่วมเวทีครั้งนี้มาจากตัวแทน 15 จังหวัดภาคเหนือ ประมาณ 200 คน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter