เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2558 สภาองค์กรชุมชนตำบลละมอ อ.นาโยง จ.ตรัง ได้จัดให้มีการมอบหนังสือรับรองข้อมูลที่ดินทำกินของชาวบ้านในชุมชนเดิมจำนวน 60 ราย รวมที่ดิน 1,811 ไร่ โดยนายสมจิตร คงฉาง รองนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง เป็นผู้มอบหนังสือรับรองดังกล่าว มีผู้นำชุมชนในตำบลที่เดือดร้อนเรื่องที่ดินทำกิน เครือข่ายองค์กรชุมชนด้านที่ดินทำกิน กำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ นักวิชาการจากมหาวิทยาลัยทักษิณ และเจ้าหน้าที่สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) เข้าร่วมงานกว่า 100 คน
นายสายัญ ทองสม กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิของสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอ เปิดเผยว่า การมอบหนังสือรับรองข้อมูลที่ดินทำกินในชุมชนเดิมครั้งนี้ เป็นครั้งที่สอง ให้กับชาวบ้านจำนวน 60 รายในหมู่ที่ 4 ตำบลละมอ รวมพื้นที่ 1,811 ไร่ ที่มีการจัดทำข้อมูลการทำกินในที่ดิน ประวัติการครอบครองที่ดิน การทำแผนที่ GIS และGPS ตามแผนการแก้ปัญหาที่ดินของสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอ ซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2555 โดยใช้ข้อมูลและแผนที่ประกอบการแก้ปัญหาที่ดิน ที่ได้รับผลกระทบจากการประกาศกฎหมายต่างๆ ผู้ที่ได้รับหนังสือรับรองครั้งนี้ได้ผ่านกระบวนรับรองข้อมูลการทำกิน จากกรรมการหมู่บ้าน กรรมการสภาองค์กรชุมชนตำบล และกำนัน ซึ่งก่อนหน้านี้ในตำบลละมอ ได้มีการมอบหนังสือรับรองข้อมูลที่ดินทำกินในเขตพื้นที่สาธารณะ (ทุ่งเลี้ยงสัตว์) ในหมู่ที่ 2,5,6 และ7 จำนวน 30 ราย รวมพื้นที่ 186 ไร่ ซึ่งได้จัดทำรายงานเสนอท้องถิ่น บรรจุวาระพิจารณาของสภาท้องถิ่นเพื่อขอยกเลิกพื้นที่สาธารณะประโยชน์เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2556 รวมทั้งการรับรองข้อมูลที่ดินทำกินกรณีพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ และอุทยานฯ ประกาศทับซ้อนที่ดินทำกินของชาวบ้าน จำนวน 94 แปลง 87 ราย รวมทั้งสิ้น 752 ไร่ รวมทั้งการทำหนังสือขอทราบข้อเท็จจริงของพื้นที่ หมู่ 3,4,8,9 ของตำบลละมอว่าอยู่ในพื้นที่ประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติจริงหรือไม่ ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแต่ยังไม่ได้คำตอบ
นายสายัญ ทองสม กล่าวต่อว่าปัจจุบันมีการจัดข้อมูลที่ดินทำกินในชุมชนเดิม พร้อมแผนที่ในระบบ GIS และ GPS แล้วเสร็จอีกกว่า 300 ราย รวมที่ดิน 2, 669 ไร่ เหลือกระบวนการรับรองข้อมูลจากพื้นที่ให้เรียบร้อย
การมอบหนังสือรับรองข้อมูลในวันนี้ มีที่ดินของผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 4 คือนางศรัทธา เพ็งพิศ เป็นผู้ได้รับหนังสือรับรองที่ดินทำกินในวันนี้ด้วยจำนวน 7 ไร่ เธอกล่าวว่าได้รับที่ดินจากพ่อปัจจุบันพ่อของเธออายุ 73 ปี ซึ่งได้รับที่ดินจากปู่และได้ทำกินมาอย่างต่อเนื่อง
นายสันติชัย เพ็ญจิตร รองประธานสภาองค์กรชุมขนตำบลละมอและผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 1 กล่าวว่า หนังสือรับรองดังกล่าวไม่ใช่เอกสารหลอลวง แต่เป็นการรับรองข้อมูลการทำกินในชุมชนเดิมซึ่งส่วนใหญ่ชาวบ้านรับมรดกที่ทำกินจากบรรพบุรุษมาก่อน พศ.2500 การทำข้อมูลและแผนที่จะเป็นช่องทางในการนำไปสู่การออกเอกสารสิทธิ์ก็ได้ และกระบวนการแก้ปัญหาที่ดินในตำบลในระยะต่อไปคือการทำผังตำบลร่วมกันของทุกฝ่ายทั้งชาวบ้าน ท้องถิ่น ท้องที่ และหน่วยงานที่ดูแลเรื่องที่ดิน
นายสมปอง บุญรอด ผู้นำที่ดินตำบลละมอกล่าวว่า กระบวนการแก้ปัญหาที่ดินตำบลละมอ ได้ดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย เพื่อให้ชาวบ้านและหน่วยงานได้ใช้ข้อมูลในการแก้ปัญหาที่ดินของชาวบ้าน เช่นพ.ร.บ.การจัดการที่ดินเพื่อการครองชีพ ยังสามารถนำมาใช้ได้ ที่ผ่านมาหนังสือรับรองข้อมูลที่ดินทำกินที่ออกรับรองในช่วงแรกเมื่อปี 2556 ชาวบ้านสามารถใช้ประกันในการซื้อรถยนต์ และขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาแล้ว เพราะมีการรับรองจากสภาองค์กรชุมชนและท้องถิ่นโดยด้านหลังของหนังสือรับรองจะมีประวัติผู้ถือครองที่ดิน ขนาดที่ดินที่ถือครอง ประวัติการเข้าทำกิน ประวัติอาสินและสิ่งปลูกสร้าง และพยานบุคคล
ด้านนายสมจิตร คงฉาง รองนายกอบจ.กล่าวว่าตนเห็นด้วยกับการแก้ปัญหาที่ดินของชุมชนในแนวทางรักษาป่า รักษาดิน และมีการจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ ผ่านกระบวนการรับรองข้อมูลจากทุกฝ่ายในตำบล จึงอยากเห็นความร่วมมือของท้องถิ่นที่ต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการดังกล่าว เพราะการจัดทำข้อมูลและรับรองข้อมูลไม่ได้ผิดกฎหมาย และเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ต่อไปสภาท้องถิ่นสามารถหยิบนำไปใช้ ประชาชนจะได้ใช้สิทธิ์ได้
ทั้งนี้จากการสำรวจปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนในตำบลละมอ โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลละมอเมื่อปื 2555 พบว่าสิ่งที่ชาวบ้านต้องการแก้ปัญหาและพัฒนามากที่สุดคือ การแก้ปัญหาที่ดินทำกิน โดยมีประชาชนมาลงทะเบียนความเดือดร้อนถึง 700 กว่าครัวเรือน และส่วนใหญ่ร้อยละ 70 ได้ทำกินมาก่อนประกาศกฎหมายในที่ดิน 3 ประเภทคือพื้นที่ป่าสงวนและเขตอุทยาน (หมู่1,3, 4 ,8, 9 เขตห้ามล่าสัตว์ป่า (หมู่1,2,5,6,7,8,10 ) และที่สาธารณะประโยชน์ (หมู่ 2,5,6,7) รวมที่ดินที่ชาวบ้านเดือดร้อนกว่า 6,500 ไร่ สภาองค์กรชุมชนจึงได้ร่างกติกาว่าด้วยการจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าไม้ ตามมาตรา 21 22 23 ของพ.ร.บ.สภาองค์กรชุมชนตำบล ว่าด้วยการดำเนินการในพื้นที่ป่าแต่ละประเภทและที่ดินทำกิน เพื่อการรักษาป่า รักษาดิน ป้องกันไม่ให้มีการบุกรุกเพิ่ม โดยได้จัดส่งกติกาไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาที่ดินทำกิน 11 หน่วยงาน





