สวัสดิการชุมชน เป็นระบบที่เกิดขึ้นจากการคิดค้น ริเริ่ม โดยชาวบ้านที่ต้องการช่วยเหลือ ดูแลซึ่งกันและกัน ให้มีความมั่นคงในชีวิต โดยการสะสมเงินสมทบเข้ากองทุนเพียงวันละบาทต่อคนต่อปี แล้วนำเงินนี้ไปจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิก ตั้งแต่เกิดจนตาย และยังจัดสรรเงินบางส่วนไปสนับสนุนสาธารณะประโยชน์ในชุมชนเช่น การฟื้นฟูป่าชุมชน แหล่งน้ำ ภัยพิบัติ รวมทั้งการสนับสนุนด้านอาชีพและการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบให้กับสมาชิก
ระบบสวัสดิการชุมชนจึงมิได้มีขอบเขตเพียงการดูแลสมาชิกด้านสวัสดิการเท่านั้น แต่เป็นการเกื้อกูลต่อกันของคนในชุมชน และคนกับธรรมชาติรอบ ๆ ตัวอีกด้วย ในปัจจุบันมีกองทุนสวัสดิการชุมชนระดับตำบลเกิดขึ้นทั่วประเทศจำนวนกว่า ห้าพันตำบล มีเงินกองทุนรวมหกพันล้านบาทเศษ ซึ่งร้อยละ 65 เป็นเงินสมทบจากสมาชิกที่เหลือเป็นเงินสมทบจากรัฐบาลผ่านสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนและเงินสมทบจากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
ในช่วงที่มีการปฏิรูปประเทศไทย สวัสดิการชุมชน จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ชาวบ้านเสนอเข้าสู่การปฏิรูป โดยการกำหนดให้ชุมชนมีสิทธิเป็นเจ้าของในการจัดการระบบสวัสดิการของชุมชนเอง โดยรัฐมีหน้าที่ส่งเสริม สนับสนุนให้ชุมชนสามารถจัดการและพัฒนากองทุนไปสู่ความเข้มแข็ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสมทบงบประมาณเข้ากองทุนในอัตราเท่าที่ชาวบ้านสมทบ ซึ่งหลักการนี้ได้ถูกนำเสนอโดยชาวบ้านผ่านทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน ฯ ล ฯ และได้ผ่านความเห็นจากสภาปฏิรูปแห่งชาติไปแล้วเมื่อวันที่ 23 ก.พ.2558 ที่ผ่านมา
จากการตรวจสภาพกองทุนสวัสดิการชุมชนทั้งห้าพันกว่าตำบลทั่วประเทศพบว่า มีกองทุนที่สามารถบริหารจัดการได้เป็นอย่างดีอยู่จำนวนมากกระจายอยู่ทุกจังหวัด ทุกอำเภอในประเทศไทย ซึ่งกองทุนเหล่านี้จะเป็นต้นแบบการเรียนรู้ให้แก่กองทุนอื่นในการก้าวไปสู่กองทุนสวัสดิการชุมชนที่เข้มแข็งและจุดประกายให้กับตำบลที่ยังไม่มีกองทุนสวัสดิการอีกด้วย
ที่ตำบลสระแก้ว อำเภอลาดยาว จังหวัดนครสวรรค์ ประชากรกว่าหกพันคน ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมทั้งปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ซึ่งชาวบ้านไม่มีระบบสวัสดิการมาก่อนเหมือนกับชาวบ้านทั่วประเทศ อีกทั้ง อบต.ก็ไม่มีงบประมาณเพียงพอที่จะนำไปจัดสวัสดิการให้กับชาวบ้านได้อย่างทั่วถึง แต่ที่สระแก้วมีจุดเด่นก็คือทั้งผู้บริหาร อบต.และชาวบ้านเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเรียกว่า พูดจาภาษาเดียวกัน ดังนั้นเมื่อสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ( พอช. ) มีนโยบายสนับสนุนให้ชุมชนมีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการชุมชน ผู้นำชุมชนที่สระแก้วจึงให้ความสนใจ เริ่มจากการนำหลักคิดแนวทางของสวัสดิการชุมชนไปพูดคุยให้ชาวบ้านฟังในโอกาสต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นงานบวช งานแต่งงาน งานศพ งานที่ทางการจัดขึ้น ฯ ล ฯ โดยใช้แวลาพูดกว่าหนึ่งปี จนชาวบ้านทวงถามและเรียกร้องให้มีการจัดตั้งกองทุนสวัสดิการขึ้นมา ซึ่งนั่นแสดงว่า กองทุนเกิดจากความต้องการของชาวบ้านอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสระแก้ว จึงเกิดขึ้นในเดือน มกราคม พ.ศ.2552 โดยมีสมาชิกแรกเริ่ม 957 คน โดยมีนางสุรีพร ศิริอ่อน เป็นประธานกองทุน
ในการดำเนินงานของกองทุนในระยะแรก ๆ ก็มีการกำหนดระเบียบ โครงสร้างการจัดการของกองทุน เพื่อให้เกิดระบบการบริหารจัดการที่ดี พร้อมทั้งกำหนดการจ่ายสวัสดิการพื้นฐานให้กับสมาชิกตั้งแต่เกิดจนตาย เช่นเดียวกับกองทุนอื่น ๆ ทั่วประเทศ
จากการเริ่มต้น ที่มาจากความต้องการของชาวบ้าน มีการวางระบบการบริหารอันเป็นที่น่าเชื่อถือ ตลอดจนการเข้ามาหนุนเสริมอย่างเต็มตัวของ อบต.สระแก้ว โดยสมทบเงินเข้ากองทุนทุกปี ๆ ละ 400,000 บาท ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชน ต.สระแก้ว เติบโตเข้มแข็งอย่างรวดเร็ว ประกอบกับการพูดกันปากต่อปากของสมาชิกที่ได้รับประโยชน์จากกองทุน ทำให้ชาวบ้านสมัครเข้ามาเป็นสมาชิกกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีการอำนวยความสะดวกให้สมาชิกสามารถสมัครได้ ในแต่ละหมู่บ้านตามสถานที่ซึ่งกำหนดไว้ ปัจจุบัน ( ก.ค.2557 ) กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสระแก้ว มีสมาชิกสี่พันกว่าคน มีเงินกองทุนสำหรับหมุนเวียนให้สมาชิกประมาณ 7.7 ล้านบาท
หลังจากที่กองทุนสวัสดิการสามารถจัดสวัสดิการพื้นฐานให้กับสมาชิกได้แล้ว ก็ขยายไปสนับสนุนช่วยเหลือสมาชิกด้านการแก้ไขปัญหาหนี้นอกระบบและสนับสนุนเงินทุนประกอบอาชีพ ทั้งนี้เพราะเรื่องหนี้นอกระบบเป็นปัญหาเรื้อรังของชาวบ้านมานาน โดยกองทุนสวัสดิการชุมชนจัดสรรเงินกองทุนส่วนหนึ่งไปลงทุนใน “ ธนาคารชุมชนเพื่อการผลิตตำบลสระแก้ว ” โดยครั้งแรกให้กู้ยืมได้รายละไม่เกิน 2,000 บาท เพื่อนำไปใช้หนี้ ต่อมาสมาชิกมีความต้องการกู้ยืมไปเพื่อประกอบอาชีพ จึงได้จัดให้มีเงินกู้ยืมเพื่อประกอบอาชีพรายละไม่เกิน 20,000 บาท ดอกเบี้ยร้อยละ 12 ต่อปี กำหนดชำระคืนไม่เกิน 10 เดือน ซึ่งทำให้ชาวบ้านไม่ต้องไปกู้ยืมเงินนอกระบบซึ่งคิดดอกเบี้ยร้อยละ 20 ต่อเดือน ปัจจุบันมีสมาชิกมาใช้สินเชื่อแล้วแปดร้อยกว่าราย ซึ่งดอกผลจากที่สมาชิกกู้ไปร้อยละ 40 เป็นของธนาคารและร้อยละ 60 ก็จะคืนเข้ากองทุนนำไปจัดเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกต่อไป
ในการส่งเสริมเรื่องการประกอบอาชีพนี้ กองทุนไม่ได้สักแต่ว่าปล่อยเงินกู้อย่างเดียวแต่ยังได้ประสานงานเพื่อทำงานร่วมกันกับศูนย์การเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงของตำบล อบรมให้ความรู้กับสมาชิกที่ต้องการประกอบอาชีพ เลี้ยงไก่ สุกร เลี้ยงปลา ทำให้สมาชิกได้ความรู้ก่อนที่จะมีการประกอบอาชีพจริงอีกด้วย
นอกจากนั้นกองทุนยังได้ยื่นมือไปสนับสนุนงานสาธารณะประโยชน์โดยในปี พ.ศ.2554 ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่ ทรัพย์สินของสมาชิกไม่ว่าจะเป็นบ้านเรือน เรือกสวนไร่นา ได้รับความเสียหายจำนวนมาก สมาชิกก็สามารถใช้เงินจากกองทุนไปซ่อมแซมบ้านและฟื้นฟูพื้นที่ทางการเกษตรได้อีกด้วย ส่วนกองทุนก็จัดซื้อกระสอบทรายป้องกันน้ำท่วม และจัดหาถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าให้กับสมาชิก
นอกจากกองทุนสวัสดิการตำบลสระแก้วจะมีจุดเด่นในเรื่องการประสานเพื่อทำงานร่วมกับหน่วยงานรัฐในตำบลได้ทุกหน่วยงานแล้ว ประเด็นน่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ กองทุนได้มีการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยสอบถามความพึงพอใจในการบริหารจัดการจากสมาชิกอย่างสม่ำเสมอ แล้วนำสิ่งที่สมาชิกให้ข้อสังเกตุไปสู่การปรับปรุงแก้ไข ที่เป็นเช่นนี้เพราะกองทุนมีหลักสำคัญในการทำงานก็คือ “ การให้ความสำคัญกับคนที่ยังมีชีวิตบนหลักของการบริหารการดูแลเหมือนมิตร ใกล้ชิดเหมือนญาติ ” ซึ่งเทนนิคเหล่านี้ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนตำบลสระแก้วอยู่ในหัวใจของสมาชิกและเติบโตอย่างต่อเนื่อง
สถานการณ์ปฏิรูปประเทศในครั้งนี้ คนนครสวรรค์มีแนวคิดสำคัญคือการปฏิรูปทางความคิด กล่าวคือผู้นำชุมชนจะต้องมีจิตสำนึกของการทำงานเพื่อส่วนรวมมีสำนึกพลเมือง เพราะแกนนำจะต้องเป็นตัวจักรสำคัญที่จะทำให้งานในท้องถิ่นเดินไปข้างหน้าได้ เพราะเป้าหมายของการปฏิรูปคือ การสร้างฐานในพื้นที่ให้เข้มแข็ง โดยใช้พื้นที่เข้มแข็งเป็นแหล่งเรียนรู้ให้กับพื้นที่อื่น ซึ่งตำบลสระแก้วเป็นพื้นที่เรียนรู้ด้านกองทุนสวัสดิการชุมชนที่จะนำไปขยายผลทั้งจังหวัดนครสวรรค์
ดังนั้นการทำให้งานด้านสวัสดิการชุมชนยกระดับไปสู่ พ.ร.บ.กองทุนสวัสดิการชุมชน งานระดับนโยบายดังกล่าว จะไม่เกิดผลเลยหากฐานล่างยังไม่ตื่นตัว ไม่มีผลสำเร็จปรากฏให้เห็นเด่นชัด
แต่สำหรับเรื่องสวัสดิการชุมชนแล้ว พลังชาวบ้าน พลังความร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ในท้องถิ่น ผนวกกับแนวคิดที่ตรงกับความต้องการของประชาชน ทำให้กองทุนสวัสดิการชุมชนมีความเข้มแข็งที่ฐานราก ดังนั้นงานนโยบายที่มีแนวโน้มว่าจะออกมาเป็นกฏหมาย ก็จะเป็นแรงหนุนอย่างสำคัญให้ชุมชสมารถเป็นเจ้าของและสามารถดำเนินงานด้านสวัสดิการได้อย่างมั่นคงยั่งยืนยิ่งขึ้น





