วันที่ 21 -22 มี.ค.58 ที่วัดป่าโคกหนองสิม อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด ชาวบ้านร่วมกันทำฐานเสริมพระประธาน จากที่เว้นช่วงมาหลายวัน หลังจาก 12 ก.พ.58 ทหารได้จับพระออกจากวัด พร้อมขู่บังคับหากหลบเข้ามาที่วัดจะจับสึกทันที ในวันเดียวกันที่ทหารเข้ามา ได้มีกองผ้าป่ามาถวายเงินที่วัดกว่า 90,000 บาท ทำให้คณะผ้าป่าต้องเปลี่ยนไปมอบให้โรงเรียนแทน ถึงขณะนี้ชาวบ้านวอนขอให้ผู้มีอำนาจสั่งการ ให้นิมนต์พระกลับวัด เพื่อเป็นศูนย์รวมจิตใจ และเป็นที่ประกอบพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาดังเดิม
ธันวา ลาวินทร์ ชาวบ้านดอนดู่ ต.บัวแดง อ.ปทุมรัตต์ จ.ร้อยเอ็ด เล่าว่า จากเหตุการณ์วันที่ 12 ก.พ.58 กองกำลังเจ้าหน้าที่ประกอบด้วยจังหวัดทหารบกร้อยเอ็ด กองทัพภาคที่สอง รวมทั้งองค์การปกครองส่วนท้องถิ่น กว่า 60 นาย เข้ามาลงตรวจสอบพื้นที่สาธารณะประโยชน์โคกหนองสิม พร้อมจัดเวทีรับฟังข้อมูล ซึ่งชาวบ้านได้เข้าร่วมด้วย และพยายามชี้แจงความเป็นมานับแต่ช่วงปี 2519 เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดร้อยเอ็ดสาขาเกษตรวิสัย ร่วมกับสภาตำบลโพนสูง ได้เข้ามาสำรวจและรังวัดปักแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม” การดำเนินงานดังกล่าวปรากฎว่าได้ปักแนวเขตที่สาธารณประโยชน์ไปซ้อนทับที่ดินของราษฎร และชาวบ้านได้ต่อสู้เรียกร้องในเรื่องที่ดินทำกินมานับแต่นั้น กระทั่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการแก้ไขปัญหา ตามที่จังหวัดร้อยเอ็ดมีหนังสือที่ รอ 0019/10569 และหนังสือ ที่ รอ 0019/10570 ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2550 เรื่องขอความเป็นธรรมเกี่ยวกับที่ดินสาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม” โดยให้ชะลอการออกหนังสือสำคัญสำหรับที่หลวงในส่วนที่มีการคัดค้านไว้ก่อน
ธันวา เล่าต่อว่า วันนั้นแม้ชาวบ้านจะร่วมกันแสดงเอกสารประกอบว่า ในพื้นที่ได้มีกระบวนการแก้ไขปัญหาอยู่ อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ไม่ยอมรับฟังแต่อย่างใด นอกจากยืนยันให้ออกจากพื้นที่ โดยขีดเส้นให้ชาวบ้านทั้ง 42 ครอบครัว ไปลงชื่อแจ้งความประสงค์ที่จะอพยพออกจากพื้นที่ต่อหน่วยงานที่องค์การบริหารส่วนตำบลโพนสูงในวันถัดไป หากไม่ปฎิบัติตาม จะเข้ามาทำการอพยพออกเอง พร้อมทั้งจับกุมและดำเนินคดีตามกฎหมายโดยเด็ดขาด ซึ่งชาวบ้านพร้อมใจไม่ไปร่วมลงชื่อ โดยยืนยันจะขอต่อสู้ในเรื่องสิทธิที่ดินทำกินเดิมที่สืบสอดมาจากบรรพบุรุษเป็นการต่อไป และในวันที่ 17 ก.พ.58 ชาวบ้านได้ไปยื่นหนังสือเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงที่สำนักงานสำนักปลัดนายกรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
ธันวา กล่าวอีกว่า เป็นเรื่องเศร้าใจในทางพระพุทธศาสนา นอกจากไล่ชาวบ้าน เจ้าหน้าที่ยังจะกระทำการรื้อถอนวัดออกจากพื้นที่ พร้อมจับพระออกจากวัด ทั้งขู่ว่าหากกลับเข้ามาจะจับสึกโดยทันที ถึงวันนี้พระท่านยังไม่กล้ากลับเข้ามาจำวัด แต่ทว่าล่วงมาถึงวันนี้นอกจากท่านจะห่วงวัดแล้ว ยังเป็นห่วงพระประธานที่ยังสร้างไม่เสร็จ โดยได้มอบหมายให้ญาติโยมนำเงินที่เหลือจากผ้าป่ามาร่วมกันเสริมฐานรองพระประธานให้แข็งแรงมั่นคงกว่าเดิม ด้วยเกรงว่าจะทรุดลงเพราะที่รองฐานพระประธานเป็นเพียงคันดิน เนื่องจากมองเห็นว่าหลายวันมานี้ฝนได้ตกลงมาอย่างแรงและต่อเนื่องหลายวัน
“สำหรับเงินผ้าป่าที่นำมาทำฐานรององค์พระประธานนั้น เป็นเงินผ้าป่าส่วนที่เหลือประมาณ 30,00 บาท จากคณะผ้าป่าที่ชาวบ้าร่วมกันถวายมาก่อนหน้าที่ทหารจะเข้ามาสำหรับเงินผ้าป่านี้ก็ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอีก คือในวันที่เกิดเหตุการณ์เจ้าหน้าที่และทหารเข้ามา เป็นวันเดียวกับที่ทางคณะผ้าป่าทั้งจากในกรุงเทพฯและจากหลายพื้นที่ได้ร่วมกันจะมาถวายวัดเป็นเงินจำนวนกว่า 90,000 บาท จึงทำให้ทางคณะผ้าป่าไม่กล้าถวาย และเปลี่ยนไปมอบให้แก่โรงเรียนบ้านโคกก่องแทน หลังจากเจ้าหน้าที่กลับออกไปแล้ว ทางโรงเรียนได้นำเงินมามอบให้วัด จำนวน 30,000 บาท ” ธันวา กล่าว ทิ้งท้าย
ด้านไสว มาลัย ผู้ประสานเครือข่ายปฎิรูปที่ดินภาคอีสาน (คปอ.) โซนร้อยเอ็ด กล่าวเพิ่มเติมว่า วัดป่าโคกหนองสิม เดิมเป็นชุมชนเก่า ชื่อหมู่บ้านโคกเพ๊ก มีสมาชิกประมาณ 21 ครัวเรือน ชาวบ้านได้ร่วมบริจาคที่ดินทำกินเพื่อสร้างวัดให้เป็นศูนย์รวมจิตใจและประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และทั้งพระกับชาวบ้านได้ร่วมกันก่อสร้างสิม (โบสถ์) ตั้งอยู่ในหนองน้ำ จึงได้เรียกว่าหนองสิมในเวลาต่อมา กระทั่งทางราชการประกาศที่สาธารณประโยชน์ “โคกหนองสิม” มีเนื้อที่ประมาณ 84 ไร่ ซ้อนทับที่ดินทำกินของราษฎร ทั้งที่ชาวบ้านได้มีเอกสารการเสียภาษีบำรุงท้องที่ ภทบ.6 มาก่อนหน้านี้ ต่อมาช่วงปี 2519 หน่วยงานราชการได้เรียกคืนเอกสารการเสียภาษี โดยบอกว่าจะออก นส 3 ก.ให้ ถึงปัจจุบันก็ยังไม่ได้ กระทั่งมาถูกประกาศเป็นที่สาธารณะทับซ้อนที่ทำกิน ทำให้ชาวบ้านได้รับผลกระทบมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมทั้งวัดที่มีพื้นที่ประมาณ 6 ไร่ ทำให้ปัจจุบันที่มีพระจำพรรษาสืบต่อกันมาตอนนี้ 1 รูป ถูกเจ้าหน้าที่จับออกไป
ไสว เสริมต่อไปว่า สืบเนื่องจาก วันที่ 17 ก.พ.58 ชาวบ้านร่วมกับขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (ขปส.) เข้าประชุมกับหน่วยงานรัฐ เพื่อปรึกษาหารือแนวทางในการแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของ ขปส. ดังนี้ 1.กรณีปัญหาชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ 2.กรณีชุมชนเพิ่มทรัพย์ ต.ไทรทอง อ.ชัยบุรี จ.สุราษฎร์ธานี 3.กรณีปัญหาที่สาธารณประโยชน์โคกหนองสิม ต.โพนสูง อ.ปทุมรัตน์ จ.ร้อยเอ็ด ณ ห้องประชุม 2 ชั้น 2 อาคารสำนักงาน ก.พ. ตามหนังสือที่ นร.0105.04/1697 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ส่งถึงเลขาธิการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และจังหวัดร้อยเอ็ด ขอความร่วมมือชะลอการดำเนินการใดๆ ที่อาจเป็นมูลเหตุให้เกิดความขัดแย้ง หรืออาจให้เกิดความเดือดร้อนในการดำเนินชีวิตตามปกติสุข และให้สามารถใช้ประโยชน์ในที่ดินของรัฐตามวิถีปกติไปพลางก่อน จนกว่ากระบวนการพิจารณาของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ตามแต่กรณีจะมีผลเป็นที่ยุติต่อไป
“ทั้งนี้ชาวบ้านยังไม่คลายกังวลใจ เพราะต้องการให้ยกเลิกคำสั่งไล่รื้อโดยเด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้ปัญหาตามมากระทบเหมือนที่ผ่านมา นอกจากนี้พระยังไม่กล้ากลับวัด โดยชาวบ้านอยากร่วมกันไปนิมนต์กลับมา เพื่อให้มาเป็นศูนย์รวมจิตใจชาวบ้านดังเดิม เพราะทุกวันนี้ที่วัดไม่มีพระ ชาวบ้านจะร่วมกันประกอบพิธีกรรมทางศาสนาก็ไม่ได้ ทั้งตามกุฎิ หรือตามสถานที่ท่านได้ประกอบพิธีกรรมฐาน เช่น โบสถ์ หรือสถานที่ท่านเดินจงกรม ทุกวันนี้ก็ว่างเปล่า รกร้าง การบูรณะวัดที่จะดำเนินการก่อสร้างต่อไปก็ติดขัดขณะเดียวกันใกล้ก็จะถึงวันสงกรานต์แล้ว และจะมีประเพณีต่างๆตามวิถีชีวิตชาวบ้านอีสาน คือ ฮีต 12 คอง 14 ตามมาอีก ที่สำคัญใกล้ถึงช่วงวันเข้าพรรษาในเร็วๆนี้ จึงต้องการให้นิมนต์พระกลับมาจำพรรษาที่วัดโดยด่วน ใคร่ขอให้ผู้มีอำนาจสั่งการลงไปให้สามารถนำพระกลับมาจำที่วัดได้ดังเดิม เพราะจาการสอบถามท่านยังเกรงในสิ่งที่ได้ถูกข่มขู่ มาจนถึงทุกวันนี้ ” ไสว กล่าวทิ้งท้าย




