
ระหว่างวันที่ ๒๕ – ๒๖ มีนาคม ๒๕๕๘ ศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) ร่วมกับ ๕๒ เครือข่ายภาคี ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาสังคม และขบวนองค์กรชุมชน จัดงานสมัชชาคุณธรรมประเทศไทย ครั้งที่ ๗ : รวมพลังขับเคลื่อนสังคมคุณธรรม สู่การปฏิรูปประเทศไทย ณ ห้องวายุภักษ์ แกรนด์บอลรูม ชั้น ๔ โรงแรมเซนทราศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ เพื่อรวมพลังเครือข่ายทางสังคมในการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล ของสังคมไทยสู่การปฏิรูปด้วยกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ เป็นองค์ปาฐกถาพิเศษเปิดงาน มีผู้เข้าร่วมในเวที ๑,๕๐๐ คน
นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ผู้แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงนโยบายการขับเคลื่อนสังคมคุณธรรมสู่การปฏิรูปสังคมไทยว่า กระบวนการพัฒนาของสมัชาคุณธรรมเกิดการขยายเครือข่ายและการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรมมากขึ้น ซึ่งการขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรมของสังคมไทยเป็นงานยาก ต้องใช้เวลาและความอดทนเป็นอย่างมาก ความสำคัญของคุณธรรมจริยธรรม แนวทางการขับเคลื่อน มีหลายองค์กรที่ดำเนินการเรื่องดังนี้ การร่วมมือกับขับเคลื่อนและลงไปถึงในระดับประชาชนนับเป็นสิ่งสำคัญ ซึ่งสังคมคุณธรรมในแต่ละประเทศประกอบด้วยหลักการอย่างน้อย ๘ หลักการ คือ ๑) สังคมแห่งความเป็นธรรม ๒) การเคารพศักดิ์ศรีคุณค่าความเป็นมนุษย์ ๓) พัฒนาจิตใจ ๔) สันติภาพ สันติวิธีในการแก้ไขปัญหา ๕) ความเข้าใจ ความตระหนัก เรื่องคุณธรรมและจริยธรรม บนพื้นฐานความหลากหลาย ๖) การมีสัมมาชีพและมีเศรษฐกิจพอเพียง ๗) สังคมเกื้อกูลไม่ทอดทิ้งกัน ๘) ชุมชนท้องถิ่นมีความเข้มแข็ง หรือหลักการ Community base ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องพัฒนาโดยเน้นที่ฐานรากของสังคม
“การขับเคลื่อนคุณธรรมโดยใช้ค่านิยม ๑๒ ประการ เป็นเครื่องมือที่ใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาเด็กเพื่อสร้างพื้นฐานที่เข้มแข็ง งานที่สมัชชาคุณธรรมดำเนินการถือเป็นเรื่องที่สอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศเป็นอย่างยิ่ง ที่ต้องดำเนินการอย่างเข้มข้น และรัฐบาลยินดีที่จะสนับสนุนการสนับสนุนเครือข่ายและการทำงานทุกองค์กร”
นายแพทย์พลเดช ปิ่นประทีป ประธานกรรมการจัดงานสมัชชาคุณธรรมฯ ได้เสนอสาระสำคัญของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติว่า ประการแรก ด้านกระแสความคิด มีการปักหมุดเรื่องคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาล เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นปัจจัยสำคัญเพื่อสร้างความผาสุกของประเทศชาติ ถ้าประเทศใดมีการปกครองที่มีธรรมาภิบาล สังคมประเทศนั้นก็จะเข้มแข็ง หากประเทศใดไม่มี ก็อาจจะล่มสลาย ประการที่สอง สถานการณ์คุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลอยู่ในระดับวิกฤติ ตั้งแต่ระดับยอดจนถึงฐานรากของสังคม โครงสร้างส่วนบนที่หมายถึงชนชั้นนำในสังคม หลายกลุ่มหลายฝ่ายดังที่อาจารย์ประเวศ วะสี กล่าวว่ามี ๕ ประเภท ได้แก่ นักการเมือง ข้างราชการ นักวิชาการ นักธุรกิจ และสื่อมวลชน ๕ กลุ่มดังกล่าวไม่สามารถเป็นต้นแบบได้ มีความเสื่อมด้านคุณธรรมลงเรื่อยๆ รวมทั้งศาสนาเช่นกัน ส่วนระดับกลาง คือ หน่วยงาน องค์กร ภาครัฐ และภาคธุรกิจ ที่มีปัญญาด้านธรรมาภิบาล และระดับฐานราก คือ ประชาชน นักเรียน นักศึกษา โกงข้อสอบ เลือกหัวหน้าชั้นก็มีการซื้อเสียง เรื่องคุณธรรมจริยธรรม เราจึงต้องชี้มาที่ตัวเองด้วย และต้องแก้ไข
ประการที่สาม สถานการณ์ปฏิรูปที่ที่มีการกล่าวถึงเรื่องคุณธรรมจริยธรรม มีการออกแบบกลไกเสริมมาทำงานไปด้วยกัน มี ๓ แนวทาง คือ (๑) ตั้งสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ เป็นองค์กรอิสระ (๒) ยกเลิกศูนย์คุณธรรมไปทำหน้าที่เลขานุการตามองค์กรที่เป็นไปตามกฎหมายใหม่ และ (๓) การรณรงค์โดยใช้กลไกใหม่หรือของศูนย์คุณธรรมเดิมก็ได้ และอาจจะมีการยกระดับองค์กรไปตามกฎหมายในอนาคต
หน้าที่ของสมัชชาคุณธรรมมี ๓ กลุ่มใหญ่ๆ คือ (๑) การกำหนดมาตรฐานคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลของบุคคลสาธารณะที่เข้ามาใช้อำนาจรัฐ รวมทั้งองค์กรสาธารณะ และองค์กรธุรกิจที่เข้ามาใช้เงินของรัฐ ต้องมีมาตรฐานธรรมาภิบาลขององค์กร และกำกับดูแลให้เป็นไปตามมาตรฐาน ถ้าออกนอกมาตรฐานต้องตรวจสอบ ตรวจทานข้อมูล เสนอรายงาน สรุปรายงานและวินิจฉัยรวมหมู่ว่าผิดจริงหรือไม่และเปิดเผยข้อมูลสู่สาธารณะ (๒) เวทีสมัชชาคุณธรรม เป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยง และมีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนให้มีสมัชชาคุณธรรมระดับต่างๆ เชื่อมโยงองค์กรคุณธรรม คนคุณธรรม เพื่อฟื้นเรื่องนี้ในประเทศ และ (๓) งานวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับภารกิจสองอย่างแรก
ในส่วนของการเตรียมความพร้อมสังคมก่อนการเลือกตั้ง คือ ต้องใช้พลังเครือข่ายและสื่อทางสังคมทุกช่องทาง เพื่อให้เกิดกระแสความตื่นตัวของสังคมไทย ในด้านคุณธรรมจริยธรรม พร้อมทั้งเชื่อมโยงถักทอเครือข่ายปัจเจกชนพลเมืองผู้ตื่นรู้ รณรงค์จุดประกายความคิดให้ประชาชน ในระยะยาวการขับเคลื่อนคุณธรรมโดยมีคนที่เป็นเสาหลักประมาณหนึ่งล้านคนประเทศไทยจะเปลี่ยนการกำหนดมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรม ของกลุ่มต่างๆ อย่างมีส่วนร่วม
นายแพทย์ อำพล จินดาวัฒนะ ประธานกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคมชุมชน ฯ สภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล โดยกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน เพื่อเดินหน้าประเทศไทยว่า สำนักงานคุณธรรมจริยธรรมและธรรมาภิบาลแห่งชาติ มี ๔ ช. คือ ยกย่อง เชิดชู คนดี องค์กรดี สร้างมาตรฐาน และให้กำลังใจสังคม ช่วย ส่งเสริมสนับสนุนทั้งบุคคลและองค์กร สร้างมาตรฐานคุณธรรมจริยธรรมในสังคม เชื่อม หน้าที่ของกลไก คือ เชื่อมโยงหน่วยงานองค์กรทุกภาคส่วนและเชื่อมโยงพลังพลเมืองทั่วประเทศ เพื่อยกระดับด้านต่างๆ ชี้ ทำหน้าที่พัฒนาฐานข้อมูลของบุคคลสาธรณะ หน่วยงาน องค์กร
“พ.ร.บ.นี้ น่าจะเป็นส่วนหนึ่งในการยกระดับเรื่องคุณธรรม จริยธรรม จุดชี้ขาด คือ พลังพลเมืองเป็นธุระและตรวจสอบตนเองและทำจริงจัง ต้องจัดธรรมาภิบาลของตนเอง กฎหมายแบบนี้ยังมีเส้นทางการผลักดันที่ยาวนาน”
นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานอนุกรรมาธิการพิจารณากรอบการจัดทำรัฐธรรมนูญ คณะที่ ๘ และสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กล่าวว่า ทิศทางการขับเคลื่อนคุณธรรมจริยธรรมและธรรมภิบาล ต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้พลเมืองที่เข้าไปทำหน้าที่ในสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่จะเกิดขึ้นนั้นทำหน้าที่ในสมัชชาพลเมือง ที่เชื่อมโยงกับสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ มีหน้าที่รับฟังเรื่องราวในพื้นที่ สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐของแต่ละจังหวัด และได้บัญญัติในรัฐธรรมนูญชัดเจน ประชาชนใช้อำนาจนั้นโดยตรง ความสามารถการตรวจสอบของประชาชนจะได้ถูกยกระดับขึ้น อาทิ มาตร ๗๔ ต้องมีมาตรฐานจริยธรรมของนักการเมือง และบุคคล ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมเป็นผู้กำหนดขึ้น
“การขับเคลื่อนที่มีพลังคือ การรวมพลังจากเวทีสมัชชาคุณธรรมประเทศไทย เป็นการขับเคลื่อนที่มีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนมากมาย ซึ่งพลังของคุณธรรมจะแผ่ไปให้เกิดการปลูกจิตสำนึกของคนในประเทศ ความหวังเรื่องการขับเคลื่อนสมัชชา ความสำเร็จคือ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนทุกแห่งทุกที่”
ในการนี้ในวันที่ ๒๖ มีนาคม ผู้แทนเครือข่ายสมัชชาคุณธรรมประเทศไทย และองค์กรภาคีร่วมจัด ส่งมอข้อเสนอการปฏิรูปคุณธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล และการขับเคลื่อน “สมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ” ต่อนายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรมในช่วงท้ายของการจัดงานสมัชชาคุณธรรมครั้งที่ ๗



รายงานโดย พัลลภา ฉัตรทอง , สุธิดา บัวสุขเกษม
ภาพโดย ศูนย์คุณธรรม(องค์การมหาชน)




