เมื่อวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๕๘ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ คณะอนุกรรมมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นประชาชน ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ สถาบันพระปกเกล้า และสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ได้เปิดเวทีสัมมนา “การเผยแพร่ความรู้ความเข้าใจและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญ” ที่โรงแรมฮอลิเดย์ อินน์อ.เมือง จ.เชียงใหม่ (ระหว่างวันที่ ๓-๔ เมษายน๒๕๕๘) โดยมีประชาชนเข้าร่วมกว่า ๔๐๐ คน
ในเวทีครั้งนี้ก่อนการเริ่มกล่าวปาฐกถาพิเศษโดย ศ.ดร.บวรศักดิ์ อุวรรณโณ เครือข่ายองค์กรชุมชนเพื่อการปฏิรูปภาคเหนือ ๑๕ จังหวัด ได้มีการมอบหนังสือแสดงเจตนารมณ์ต่อการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้แก่นายบวรศักดิ์ โดยมีเนื้อหาเจตนารมณ์ที่สำคัญดังนี้
ข้อเสนอขบวนองค์กรชุมชนต่อรัฐธรรมนูญ
๑.พลเมือง สิทธิ เสรีภาพ และการมีส่วนร่วม
๑. ให้นิยามความหมายคำว่า “พลเมือง” ให้ชัดเจน โดยให้มีความหมายครอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธุ์และผู้ตกสถานะทางสัญชาติ และให้รัฐมีหน้าที่ในการคืนอำนาจ และรับรองอำนาจของสิทธิพลเมืองและอำนาจของประชาชนทุกด้าน ทั้งนี้ให้มีบทบัญญัติรับรองสิทธิและอำนาจของพลเมืองในรัฐธรรมนูญ
๒. ให้คงคำว่า “สิทธิชุมชน ชุมชนท้องถิ่น ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม”
๓. ให้มีองค์กรกรรมการสิทธิในการคุ้มครองสิทธิชุมชนที่ครอบคลุมถึงกลุ่มชาติพันธุ์
๔. ให้มีสัดส่วนผู้หญิงเข้ามามีส่วนร่วมในการด าเนินการในทุกเรื่อง
๕. สิทธิการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เสนอให้มีหน่วยงานอิสระที่มความชำนาญการ ทำหน้าที่ดำเนินการและควบคุมด้านการศึกษาผลกระทบ สิ่งแวดล้อม โดยชุมชนมีส่วนร่วมทุกขั้นตอน รวมทั้งได้รับความเห็นจากองค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
๖. ให้รัฐรับรองสิทธิแรงงานหรือคนทำงาน
๗. รัฐมีหน้าที่ในการป้องกันภาคเอกชนที่เข้ามาควบคุมภาคเกษตร คุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรม ป้องกันการผูกขาดระบบเศรษฐกิจแบบเสรี
๘. การบริการสาธารณะใดๆ ให้ยึดถือประโยชน์สูงสุดของประชาชนเป็นหลัก
๙. ให้รัฐมีหน้าที่กำหนดยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ชุมชนท้องถิ่นและปรับแผนยุทธศาสตร์ระดับชาติตามข้อเสนอของชุมชนท้องถิ่น (ตัวอย่างรูปธรรมความสำเร็จ : กรณี สภาชนเผ่า ที่จังหวัดแม่ฮ่องสอน /สภาชนเผ่า ๕ อำเภอในจังหวัดตาก)
๒.สถาบันการเมือง นักการเมือง และการเลือกตั้ง
โดยมีเจตนารมณ์ “การเลือกตั้งทางตรงจากทุกสาขา อาชีพ รวมถึงการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี”
๑. สมาชิกวุฒิสภาให้มาจากการเลือกตั้งทางตรงของกลุ่มสาขาอาชีพต่างๆ ที่มีในประเทศไทย
๒. ที่มาของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีให้มาจากการเลือกตั้งโดยตรง
๓. ให้สมัชชาพลเมืองมีหน้าที่ในการปลูกฝังทัศนคติที่ดีด้านการเมืองและการเลือกตั้ง
๓. กระบวนการยุติธรรม ศาล และการตรวจสอบ
๑. ให้ศาลและองค์กรอิสระมีหน้าที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อความผิดและมีบทลงโทษ อันเกิดจากกระบวนการยุติธรรมที่ก่อความเสียหายต่อประชาชน
๒. ใช้กระบวนการไต่สวนแทนการสืบสวน
๓. จัดตั้งศาลประชาชนระดับท้องถิ่น ที่มีบทบาทในกระบวนการไกล่เกลี่ย ประนีประนอม โดยมีองค์ประกอบจากผู้มีอำนาจและได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และให้มีสัดส่วนผู้หญิงมีบทบาทในศาลระดับท้องถิ่น
๔. สภาประชาชนเพื่อการตรวจสอบมีบทบาทในการสร้างดุลยภาพในการตรวจสอบ และมีอำนาจในการไต่สวนที่ดำเนินการโดยประชาชน
๕. แยกระบบตุลาการออกจากระบบโครงสร้างเชิงอำนาจ
๔.การกระจายอำนาจ และ สมัชชาพลเมือง โดยมีเจตนารมณ์ “กระจายการตัดสินใจ ให้ชุมชนท้องถิ่น ตัดสินใจและจัดการร่วมกัน”
๑. ให้สมัชชาพลเมืองมีหน้าที่ในการจัดตั้งองค์กรเพื่อการขับเคลื่อนสู่แนวทางปฏิบัติการ กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ และให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการเพื่อทำหน้าที่ออกกฎหมายลูกเรื่อง “สมัชชาพลเมือง” ๒. ยกระดับการบริหารส่วนภูมิภาคเป็นการบริหารจากส่วนกลาง มีหน้าที่ส่งเสริมสนับสนุนการบริหารของท้องถิ่น แต่การวางนโยบายหรือแผนพัฒนาให้ท้องถิ่นกำหนดตนเองในรูปแบบการบริหารจังหวัดปกครองตนเอง
๓. สนับสนุนให้มีจังหวัดปกครองตนเอง และให้ชุมชนท้องถิ่นได้จัดการตนเอง
๔. ท้องถิ่นมีหน้าที่ในการสนับสนุนสมัชชาพลเมือง
๕. ท้องถิ่นระดับล่าง(อบต. , เทศบาล) ให้รวมกันโดยใช้จุดเด่นในการบริหารท้องถิ่น และให้มีการกำหนดวาระท้องถิ่น ๒ สมัย
๖. ให้ใช้คำว่าสมัชชาพลเมือง “ร่วมกัน” กับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นทำหน้าที่ในการกำหนดแผนงานยุทธศาสตร์ แนวทางการพัฒนาร่วมกัน
๗. ตำรวจให้ขึ้นตรงกับจังหวัดและให้มีหน้าที่เรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย
๘. อำนาจของฝ่ายทหาร ไม่ควรนำไปใช้ประโยชน์อื่นนอกเหนือจากบทบาทหน้าที่
๙. ให้มีการจัดการระบบภาษีที่ชัดเจนในเชิงหลักการและการแบ่งสัดส่วน รวมถึงให้มีการติดตาม ผลักดันร่วมกันต่อเนื่อง ๑๐. หน่วยงานราชการส่วนกลางให้มีบทบาทในการหนุนเสริม โดยไม่เกี่ยวข้องกับการออกแบบการพัฒนาของท้องถิ่น ๑๑. ให้ราชการส่วนท้องถิ่นโยกย้ายไปอยู่กับราชการส่วนกลาง
๑๒. เปลี่ยนจาก “ปกครอง” เป็น “จัดการตนเอง”
๕.การปฏิรูปและความปรองดองโดยมีเจตนารมณ์ “ลดความ เหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรม”
๑. กำหนดกรอบระยะเวลาในการดำเนินการปฏิรูปประเทศไทยภายใน ๕ ปี
๒.ด้านการศึกษา
- ปฏิรูปด้านการศึกษาที่น าไปการสร้างความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็น พลเมืองที่ดีและมีคุณภาพ
- ให้รัฐส่งเสริมการจัดการการศึกษาของภาคเอกชน
๓. ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
- ยกเลิกแผนแม่บทป่าไม้
- ชลอโครงการหรือกิจกรรมที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน
๔.ด้านสวัสดิการ
- ให้ “ตัดคำว่า สงเคราะห์ ออก เปลี่ยนเป็น สวัสดิการชุมชน” และให้เพิ่ม “สวัสดิการชุมชน” ในหมวดการปฏิรูปและความปรองดอง
- ให้รัฐมีหน้าที่จัดระบบ “สวัสดิการชุมชน” ไม่ใช่ “รัฐสวัสดิการ”
- ให้เพิ่มคำว่า “รัฐสงเคราะห์และจัดสวัสดิการชุมชน”
- ให้มีกฎหมายลูกและให้มีการกำหนดใช้อย่างเร่งด่วน
- สำหรับเรื่องที่อยู่อาศัยชุมชนเมืองให้แยกออกจากเรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ให้มีอยู่ในกฎหมายลูก
๕. อื่นๆ
๑. จัดทำกฎหมายลูก ให้ระบุกรอบระยะเวลาในการดำเนินการที่ชัดเจน
๒. แก้ไขอำนาจคณะกรรมการสิทธิ์และคณะกรรมการตรวจสอบให้แยกออกจากกัน
๓. รัฐมีหน้าที่จัดทำฐานข้อมูลประชากรศาสตร์ ข้อมูลความเป็นดี อยู่ดี ของประชาชน ที่ถูกต้อง ทันสมัย นำไปใช้ได้ และ พรบ.ข้อมูลข่าวสาร
๔. ให้มีการเชื่อมโยงท้องถิ่นและภูมินิเวศ




