playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

pm no29 p05มีคำกล่าวว่า...อยากรู้อะไรให้ไปสัมผัสกับ “ความจริง” ไม่ใช่ฟังเขาว่ากันเฉยๆ.... ในการปฏิรูปประเทศที่สภาปฏิรูปแห่งชาติกำลังเร่งมือให้สำเร็จอยู่นั้น ประเด็นที่ “PM”จะนำเสนอในวันนี้ เป็นเรื่องน่าสนใจ และมีบทบาทกับชีวิตผู้คนในประเทศนี้มาก!!

PM จึงตัดสินใจเสนอข่าวเรื่องนี้เป็นข่าวขี้นปกหน้าแรก เพื่อเน้นว่า....มันเป็นเรื่องราวที่มีความหมายมากมายสำหรับประเทศไทย ที่เคยแต่ให้ความสนใจกับเรื่อง “การเมือง” ซึ่งมีจุดจบที่การปิดเทอมยาว!! สถาบันที่จะพูดถึงในวันนี้ คือ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช. เป็นหน่วยงานของรัฐรูปแบบพิเศษที่ออกแบบมาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการบริหารสาธารณะ เป็นองค์กรที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งของสังคมจากฐานราก ด้วยพลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม จากเดิมที่เน้นการทำงานในระดับฐานรากเป็นเวลานับ 10 ปี

          ในความเห็นของเรา PM เห็นว่า “พลังองค์กรชุมชนและประชาสังคม” ของคนไทยนั้นมีน้อยมาก เพราะการบริหารประเทศที่ผิดพลาดของหลายรัฐบาลที่มุ่งสร้างแต่เรื่อง “ประชานิยม” และความได้เปรียบเสียเปรียบกันทางการเมืองจนกลายสภาพเป็นธุรกิจการเมืองที่มุ่งเน้นแต่เรื่องกำไรและขาดทุน??

ในห้วงเวลาที่ผ่านมา จนกระทั่งการเกิดขึ้นของ สภาปฎิรูปแห่งชาติ ที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานของ พอช. นับจากนี้ไป บทบาทและการก้าวเดินของ พอช. ในวันนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง ภายใต้การบริหารงานของ นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

ข้อความต่อจากนี้ไป คือความคิดความเห็นของ พลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ที่เปิดเผยกับเรา PM

เดินหน้าสานพันธกิจของ พอช.

           IMM9174 พอช. เป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นมาเพื่อต่อยอดงานพัฒนาชุมชนสมัยเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพื่อให้กลุ่มต่างๆ ที่เป็นฐานของชุมชนมีความเข้มแข็ง นายพลากร วงค์กองแก้ว ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน กล่าวว่า การที่จะทำให้ชุมชนเข้มแข็งนั้นจำเป็นต้องดำเนินการดังนี้

          1.การทำให้คนในชุมชนมีความสามารถ และความสามารถนั้นได้ถูกแสดงออก โดยการรวมกลุ่มกันจัดตั้งเป็นองค์กร เช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสหกรณ์ร้านค้า หน้าที่ของ พอช. คือการรับรองสถานภาพของกลุ่มเหล่านี้ ปัจจุบันมีสมาชิกร่วม 1 แสนกว่าองค์กร

           2.เมื่อจัดตั้งองค์กรขึ้นแล้ว การที่จะสามารถดำเนินงานร่วมกันกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ พอช. มีหน้าที่เชื่อมโยงองค์กรในท้องถิ่นต่างๆ ร่วมกับภาคีเครือข่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการทำงาน

ร่วมกัน

          3.หลังจากการสร้างเครือข่ายให้เข้มแข็ง องค์กรต่างๆ สามารถเสนอความคิดเห็นเชิงนโยบายหรือการจัดการไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด รัฐบาล เป็นต้น

          “ปัจจุบันเราทำงานมาร่วม 15 ปี ตอนนี้เรามีสภาองค์กรชุมชนที่เป็นพระราชบัญญัติเกิดขึ้น ระบบข้างล่างที่กระจัดกระจายได้รวมตัวกัน ได้ทำงานร่วมกัน เราจะบรรจุในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่กำลังเขียนจะมีเรื่องของสมัชชาพลเมืองเกิดขึ้น คือ ที่รวมของพลเมืองที่ตื่นรู้ขึ้นมาเคลื่อนไหวงานระดับตำบล จังหวัด ของพวกเขาเอง ถ้าเรื่องนี้ถูกบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องใหญ่ที่จะขยายวงกว้างออกไป เพราะทุกคนจะสามารถเข้ามามีสิทธิ์ในการใช้สมัชชาพลเมืองในการทำงานได้ การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของพื้นที่เหล่านี้เราเรียกว่าการพัฒนาพื้นที่ภาคประชาชน และทำให้พื้นที่เหล่านี้เป็นที่ยอมรับของภาคการเมือง ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจเอกชนแล้วมาร่วมมือกันเปลี่ยนแปลงสังคมในระยะยาวได้ อันนี้คือเจตนารมณ์ที่ พอช. ได้ตั้งไว้ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน”

ปรับตัวเพื่อการเปลี่ยนแปลง

 IMM9194ต้องยอมรับว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พอช. เองได้มีการพัฒนาตัวเองตลอดเวลา เห็นได้จากเกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องต่างๆ ให้เกิดขึ้นในสังคมที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงของประเทศตลอดเวลา

ทั้งการปฏิรูป การกระจายอำนาจ ทำให้ชุมชนท้องถิ่นเข้มแข็ง การกระจายอำนาจจากศูนย์กลางไปสู่ท้องถิ่นเป็นคนจัดการ เป็นต้น

          “ปัจจุบันนอกเหนือจากงานเชิงปริมาณที่เราทำได้มาก เมื่อเทียบกับจำนวนของเจ้าหน้าที่ เราจะเปลี่ยนโครงสร้างกันบ่อย เพราะเราอยากปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตัวตนที่แท้จริงเราไม่ได้สร้าง พอช. เข้มแข็ง เราตัวเล็กแต่ทำเรื่องใหญ่ อันนี้เป็นแนวทางที่เราทำ เราจะไม่เพิ่มเจ้าหน้าที่มาก แต่จะเพิ่มประชาสังคมที่ใหญ่ขึ้น ตอนนี้เราขยายความร่วมมือกับภาคีที่กว้างขวางขึ้น คือให้พื้นที่ชาวบ้านเป็นพื้นที่กลาง และทุกคนมาทำงานร่วมกัน”

กระจายอำนาจคืนสู่ท้องถิ่น

          ข้อเสนอของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่ต้องการยกระดับ พอช. เป็นพระราชบัญญัติ เพื่อทำงานในขอบเขตที่กว้างขวางมากขึ้น ประเด็นที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น ถือเป็นเรื่องใหม่ของ พอช. ที่ต้องพัฒนา เปลี่ยนแปลง เพื่อรองรับภาระงานที่มากขึ้น

           “เราเน้นมากที่สุดคือการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็น การคืนอำนาจที่เคยถูกยึดจากส่วนกลาง แต่เราไม่ได้ละเลยประเด็นเรื่องที่เราทำมาก่อนหน้านั้น จุดมุ่งหมายจริงๆ คือ การคืนอำนาจให้กับชุมชนท้องถิ่น”

ทำให้เรื่องราวทั้งหมดกระจายไปสู่หน่วยเล็กๆ ในระดับจังหวัด เพราะที่ผ่านมาการรวมศูนย์เป็นการรวมศูนย์ทุกเรื่อง งบประมาณ การตัดสินใจ เรื่องการเมือง โดยเฉพาะ ระบบการเมือง นี่เห็นได้ชัดเจนในช่วงหลัง เราอยู่ในระบบที่ พรรคการเมืองเสียงข้างมากนำ นำจนไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างที่เราเห็นอยู่ว่า มันเอียง (พูดตรงความจริงมาก) ทำให้เกิดความไม่สมดุล ถ้าจะทำให้เรื่องราวต่างๆ ของประเทศที่เห็นอยู่ตอนนี้แก้ได้มีแต่การคืนอำนาจไปที่จุดเล็กๆ และเอาเรื่องสำคัญๆ ที่เป็นเรื่องร่วมกันมาทำร่วมกันทั้งประเทศ อันนี้เป็นชุดความคิดหนึ่งที่อยู่ในกระแสปัจจุบัน

สร้างชุมชนเข้มแข็ง

          ประชาชนมีส่วนร่วมในการปฏิรูปจุดมุ่งหมายที่สำคัญของ พอช. ในวันนี้คือการทำให้ชุมชนฐานรากมีความเข้มแข็ง เกิดการเกาะเกี่ยวของชุมชนท้องถิ่นในระดับล่าง เพื่อสร้างพลังในการแสดงความสามารถ ความคิดเห็นต่างๆ ในการมีส่วนร่วมของการปฏิรูปประเทศ

           “จุดมุ่งหมายที่ พอช. ตอนนี้คือเราจะทำอย่างไรให้เกิดการเกาะเกี่ยวกันของชุมชนท้องถิ่นที่อยู่ข้างล่าง แสดงตัวตน ความสามารถ ข้อมูลทางวิชาการที่เป็นที่ยอมรับ เรามั่นใจว่าชุมชนท้องถิ่นจะมีความเข้มแข็งได้ และเป็นพื้นที่ที่จะสามารถมีแผนพัฒนาได้ด้วยตัวของเขาเอง แต่ว่าเราจะให้โอกาสเขาหรือเปล่า? อันนี้ตั้งคำถามไว้ เราทำงานร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติ เราส่งทั้งคนไปร่วมทำงาน มีการดึงเอาประเด็นการทำงานที่คล้ายกันมาร่วมทำ จนตอนนี้วาระการปฏิรูปของภาคสังคมเกือบทั้งหมดเป็นประเด็นที่เกี่ยวกับเรา

เราจะทำงานร่วมกันกับชุดที่เคยทำงานปฏิรูปร่วมกันมา เช่น อ.ประเวศ คุณอนันต์ ร่วมกับภาคีต่างๆ ทำกฎหมายเฉพาะเรื่อง เช่น เรามีโอกาสทำกฎหมายเรื่องสมัชชาพลเมืองเราก็ทำเลย เราจะค่อยๆ ขยับจากจุดเล็กๆ ถ้าเป็นอย่างนี้จะเป็นระบบที่ค่อยเรียนรู้และกระจายออกไป และมีความหนักแน่นในเรื่องที่ของจริงมาปรากฏ ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ สร้างเครือข่ายระหว่างกันมาก อันสุดท้ายที่เราคิดว่าน่าจะทำไปพร้อมกันก็คือการทำให้เกิดระบบในการเชื่อมโยงกันอย่างเป็นกิจจะลักษณะ เช่น ระบบข้อมูล ระบบสื่อสาร จะเอาระบบที่ทันสมัยมาเสริมเพื่อให้เราเดินข้างหน้าได้อย่างไร จะปฏิรูปตรงนี้พอสมควรใน พอช. คิดเรื่องนี้เป็นใหญ่ในการปฏิรูป

ปัญหาที่ต้องได้รับการแก้ไข

           IMM9190 อย่างไรก็ตามแม้ พอช. ได้เตรียมพร้อมรับสำหรับการดำเนินงานเรื่องการปฏิรูป แต่นายพลากรยอมรับว่ายังมีปัญหาหลายอย่างที่ต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้การดำเนินงาน พอช. สามารถเดินหน้าต่อไปได้

“ขณะเดียวกันเรามีปัญหาเรื่องที่ต้องทำทันที ถ้าไม่ทำเราจะไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ เช่น

          1. เรื่องคน หรือความสามารถที่เราจะไปบริหารชุดที่ใหญ่กว่านี้ ตอนนี้ พอช. รับงานใหญ่ในระดับจังหวัด ระดับภาค ที่เป็นโครงการพอได้

เรามีความรู้มีวิธีบริหาร เอาชาวบ้านมาทำเป็นหลักเป็นพื้นที่ ชาวบ้านจริงๆ ทำได้ เพราะเราให้ชาวบ้านเขาทำเองอยู่แล้ว และขยายออกไปอย่างรวดเร็ว อันนี้เราไม่กลัว

แต่พอมาทำเรื่องใหญ่ในส่วนของรัฐ ธรรมนูญที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ของคนทั้งประเทศ เช่น สมัชชาพลเมือง หรือพื้นที่จัดการตนเอง 77 จังหวัด ใน 8 พันตำบล ถ้า พอช. จะจับเรื่องนี้เราต้องปฏิรูปคนใหม่ คือคนจะต้องพัฒนาใหม่

          2. ระบบข้อมูล เราไม่สามารถทำนายได้เลยว่าในอีก 20 ปีข้างหน้าในสังคมยุคคนชราที่จะเกิดขึ้นมา สังคมไทยจะเป็นอย่างไร ตรงนี้เป็นเรื่องที่สำคัญมากที่จะต้องทำเป็นระบบข้อมูลที่ทันสมัย ถ้าเราทะลุปัญหานี้ได้เราจะเดินต่อไปได้

           3. เรื่องที่ พอช. ต้องปฏิรูปตัวเองคือเรื่องของการบริหารจัดการให้มีความโปร่งใส สามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน

ก้าวต่อไปของ พอช.

          นายพลากรยืนยันว่า ก้าวต่อไปของ พอช. จะยังคงอยู่ในบทบาทและท่าทีเหมือนที่ผ่านมา คือ การทำตัวให้เล็ก เพื่อให้เกิดการเปลี่ยน แปลงขนาดใหญ่ รวมทั้งการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง พร้อมการทำงานแบบยืดหยุ่น เน้นประชาชนเป็นส่วนสำคัญ

 “ก้าวต่อไปของ พอช. ก็คงเหมือนเดิม คือ ทำตัวให้เล็ก ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่เกิดขึ้น และถ้าเราจะเป็นองค์กรที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมเราต้องไม่เดินเดี่ยว หมายความว่าเราต้องคล้องกับพันธมิตรทั้งหมด”

          รวมทั้งเราต้องให้ประชาชนเดินนำ อะไรที่เป็นมติเราควรจะทำ เป็นความคิดความเห็นของภาคประชาชน ประชาชนต้องนำเรา เราเป็นผู้สนับสนุนการทำงาน ไม่ใช่ไปนำชาวบ้าน

อันนี้เป็นตัวตนจริงๆ ของ พอช.

          IMM9232 PM ขอสรุปว่า ทุกข้อความ ทุกคำพูดของ “พลากร วงค์กองแก้ว” ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน ทำให้ผู้คนมากมายที่ไม่เคยได้ทราบเรื่องว่า ณ ปัจจุบันนี้ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (องค์การมหาชน) หรือ พอช.ได้ทำไปหลายเรื่องที่เป็น “ประโยชน์อย่างยิ่ง” ต่อคนไทยทุกระดับ เชื่อว่า เรื่องนี้จะได้รับการปฎิรูปในสภาปฏิรูปแห่งชาติไปสู่ความเป็นองค์กรสำคัญสำหรับคนไทยโดยเฉพาะ “ระดับท้องถิ่น” ขอบคุณ คุณพลากร วงค์กองแก้ว ที่ทำให้เรามีโอกาสได้เสนอข่าวอันเป็นสารัตถะมี คุณประโยชน์ยิ่งใหญ่สำหรับสังคมไทยที่อาจยังไม่ทราบเรื่องดีๆ อย่างนี้.....

          อย่างไรก็ตาม บทบาทของ พอช.ในการสนับสนุนความเข้มแข็งจากฐานราก ให้ชุมชนมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุมชนท้องถิ่น มีรูปธรรมที่องค์กรชุมชนสามารถจัดการแก้ปัญหาด้วยตนเองอย่างชัดเจน จาก 3 กรณีตัวอย่างดังต่อไปนี้

กองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนมกับการแก้หนี้นอกระบบ

          เมื่อราคายางพาราตกต่ำลง ชาวสวนยางในเทศบาลตำบลพนม จ.สุราษฎร์ธานี จึงหันไปพึ่งพาเงินนอกระบบกันเป็นจำนวนมาก และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นปัญหารุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ที่เทศบาลตำบลพนม มีธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมชน ซึ่งเป็นองค์กรของชาวบ้าน สามารถเข้ามาช่วยเหลือสมาชิกที่เป็นหนี้นอกระบบได้

โดยทางกองทุนได้ปรึกษาหารือกันถึงการยื่นมือเข้าไปแก้วิกฤตทางเศรษฐกิจให้กับสมาชิก โดยมีแนวคิด คือ การปลดหนี้นอกระบบให้กับสมาชิกและทำให้สมาชิกมีงานทำเพิ่มขึ้น ปล่อยให้สมาชิกกู้ยืมในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 12 บาทต่อปี

          เพื่อนำไปปลดนี้นอกระบบแล้วมาผ่อนชำระกับกองทุนเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือรายเดือน แล้วแต่ความสะดวกของสมาชิก พร้อมทั้งปรับสถานะกองทุนเป็น “ธนาคารและกองทุนสวัสดิการชุมชนเทศบาลตำบลพนม ”  ซึ่งดอกเบี้ยส่วนต่างนำไปจัดสรรกลับเป็นสวัสดิการให้กับสมาชิกกองทุน

“น่านโมเดล” การจัดการทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

          จังหวัดน่านมีสภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงชัน เป็นพื้นที่ต้นน้ำซึ่งมีพื้นที่ป่าตามกฎหมายถึงร้อยละ 85 การเพิ่มขึ้นของประชากรทำให้มีความต้องการพื้นที่การเกษตรเพิ่มขึ้น ประกอบกับการเข้ามาของเกษตรกรรมเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะอย่างยิ่งการปลูกข้าวโพด ส่งผลให้พื้นที่การเกษตรขยายตัวเป็นอย่างมาก การทำแผนชีวิตชุมชนทำให้องค์กรชุมชนมองเห็นปัญหา เรื่องที่ดินทำกินและความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นปัญหาหลักของคนจังหวัดน่าน

          ต่อมาเมื่อมี พรบ.สภาองค์กรชุมชน พ.ศ. 2551 องค์กรชุมชนแต่ละตำบลได้รวมตัวจดแจ้งเป็นสภาองค์กรชุมชนตำบล และใช้สภาองค์กรชุมชนตำบลเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงชุมชนภาครัฐและทุกเครือข่ายในตำบลมาพูดคุยจัดทำข้อมูลและวางแผนแก้ปัญหาร่วมกัน

           ซึ่งเป็นการวางแผนที่มิใช่ทำเฉพาะภาคชุมชนเหมือนที่ผ่านมา แต่เป็นการประสานทุกภาคี ทั้งภาครัฐท้องที่ท้องถิ่นและเอกชนมาทำงานอย่างเข้าใจซึ่งกันและกันจากระดับตำบลก็มีการเชื่อมโยงไปสู่ระดับจังหวัด ทำงานร่วมกับภาคีพัฒนาทั้งภาครัฐและเอกชนในระดับจังหวัด โดยประเด็นร่วมในการทำงานคือ

     “การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคมบนฐานวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นน่าน”

           หัวใจสำคัญของโครงการนี้ คือการที่ทุกภาคส่วนมีความเห็นตรงกันในการใช้ข้อบัญญัติท้องถิ่นเป็นเครื่องมือในการอนุรักษ์ฟื้นฟูทรัพยากร ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของจังหวัดน่านให้กลับคืนมา โดยคนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างยั่งยืน ซึ่งงานครั้งนี้ประชาชนในพื้นที่เท่านั้นที่จะเป็นกุญแจสำคัญไขไปสู่ความสำเร็จ

 นั่นคือการร่วมกันจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม รวมถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีอันดีงาม ภูมิปัญญาท้องถิ่น สุขภาพการศึกษาและเศรษฐกิจชุมชน ซึ่งเป็นหนทางการพัฒนาที่ทั้งคนและธรรมชาติอยู่ได้อย่างพึ่งพาอาศัยกัน

แก้ปัญหาแผ่นดินไหวและพัฒนาดอยช้าง-ดอยวาวีอย่างยั่งยืน

          เหตุการณ์แผ่นดินไหวขนาด  6.3  ริกเตอร์ที่จังหวัดเชียงรายเมื่อต้นเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา  ถือว่าเป็นการเกิดแผ่นดินไหวระดับสูงสุดของประเทศไทย รวมทั้งบนดอยวาวีและดอยช้าง  อ.แม่สรวย จ.เชียงราย ก็ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เช่นกัน 

          เหตุการณ์แผ่นดินไหวในครั้งนี้ได้ปลุกผู้คนหลายชาติพันธุ์ให้ลุกขึ้นมาสำรวจปัญหาทั้งหมดที่มี เพื่อนำไปสู่การวางแผนแก้ไขและพัฒนาดอยให้เจริญยั่งยืนและมั่นคง

     พอช. เป็นหน่วยงานหนึ่งที่เข้าไปช่วยเหลือและสนับสนุนให้ชาวบ้านในตำบลวาวีได้ร่วมกันแก้ไขปัญหา เช่น  การซ่อมแซมบ้านจำนวน 173 หลัง  ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาวนั้น  ได้ร่วมกับ อบต.วาวีจัดประชุมเพื่อวางแผนงานในการแก้ไขปัญหา โดยการสำรวจข้อมูลจำนวน 10 หมู่บ้าน 

แต่ละหมู่บ้านจะต้องส่งตัวแทนมาร่วมสำรวจข้อมูลครัวเรือน เพื่อให้ชาวบ้านนำข้อมูลไปใช้ในการจัดทำผังตำบล ทำแผนพัฒนา หรือแก้ไขปัญหาโดยชุมชนท้องถิ่น

ต่อไป

          การพัฒนาหลังแผ่นดินไหวในครั้งนี้ ได้นำไปสู่มิติใหม่ของการพัฒนาสองประการคือ ประการแรกไม่เพียงมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเช่น การช่วยซ่อมสร้างบ้านแล้วจากไป แต่ให้ความสำคัญกับการร่วมกันวางแผนเพื่อหาแนวทางป้องกันภัยพิบัติอันเป็นการแก้ปัญหาที่ยั่งยืน โดยใช้ของมูล ทั้งการตั้งถิ่นฐาน การอยู่อาศัย การประกอบอาชีพ ฯลฯ เป็นเครื่องมือในการวางแผน

          และประการสำคัญการพัฒนานี้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานในท้องถิ่น สภาองค์กรชุมชนในจังหวัดเชียงราย หน่วยงานสนับสนุนอย่าง พอช.

โดยมีผู้เดือดร้อนเป็นกำลังสำคัญในการแก้ปัญหาและร่วมพัฒนาไปด้วยกัน แนวทางเช่นนี้จะเป็นบทเรียนอย่างสำคัญในการใช้เป็นแนวทางรับมือและป้องกันภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในทุกรูปแบบ 

 

ที่มา: นิตยสาร PM ปีที่ 3 ฉบับที่ 29 เดือนมีนาคม 2558

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter