เมื่อเร็วๆนี้ ณ ท่าข้าวกำนันทรง อ.เมือง จ.นครสวรรค์ กลุ่มธุจกิจข้าว ประกอบด้วย พ่อค้าข้าว และเจ้าของโรงสี ร่วมกับพาณิชย์จังหวัด เปิดเวทีกลาง ระดมสมองช่วยเกษตรอินทรีย์ ที่มีปัญหาด้านการตลาด โดยมีกลุ่มเกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์ เข้าร่วมหารือไม่ต่ำกว่า 50 คน
นางวาสนา อัศรานุรักษ์ ทายาท ท่าข้าวกำนันทรง หนึ่งในผู้นำกลุ่มธุกิจข้าว ได้มีแนวคิดในการช่วยเหลือเกษตรกร ที่ละเลิกสารเคมี มาทำระบบอินทรีย์ แต่พบปัญหาเรื่องตลาด ประกอบกับ ภาครัฐ โดยพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ก็มี นโยบาย ส่งเสริมอาหารและตลาดสุขภาพ เช่นกัน จึงร่วมมือเปิดเวทีกลาง พบป่ะพูดคุยกับกลุ่มเกษตรกรที่ทำอินทรีย์ใน จ.นครสวรรค์ โดยมีการจัดเวทีกลางไปแล้ว 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 22 มี.ค. 2558 จากการแลกเปลี่ยนพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่บอบช้ำมาจาก นโยบาย จำนำข้าว ที่มีผลให้เร่งการผลิตโดยใช้สารเคมีควบคุมการผลิตทุกขั้นตอน จนกระทั่งต้นสูงไม่ต่ำกว่า 7,000 บาท / ไร่ ของการปลูกข้าว การใช้สารเคมียังมีผลให้สารพิษตกค้างในร่างกายอย่างรุนแรงอีกด้วย นอกจากนี้การขายข้าวไม่ผ่านโครงการจำนำ ก็มีราคาถูก ประมาณ 6,000 บาท/ข้าว 1 ตัน จึงทำให้เกษตรกร ขาดทุนย่อยยับ จากผู้ที่เป็นหนี้อยู่แล้ว ก็มีหนี้เพิ่มพูลขึ้นอีก และเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้เกษตรกรหาทางออกด้วยการละเลิกเคมี มุ่งมั่นทำเกษตรอินทรีย์ แต่ด้วยขาดประสบการณ์ด้านตลาด จึงเปลี่ยนพันธุ์ข้าวพากันปลูกข้าวสุขภาพเป็นจำนวนมาก ด้วยกระแสที่ข้าวมีราคาดีกว่า ข้าวที่ปลูกขายโรงสี จึงทำให้ข้าวสุขภาพทั้งหลายล้นตลาด ในขณะเดียวกันกับเกษตรกรที่ปลูกผักอินทรีย์ แม่ค้าในตลาดไม่รับซื้อ เหตุผลเพราะมีแมลงเจาะ ผลผลิตไม่สวย จึงทำให้เกษตรกรขายผลผลิตไม่ได้
จากปัญหา และความสำคัญดังกล่าว ผลของเวทีกลางครั้งที่ 1 จึงสรุปการแก้ปัญหาเบื้องต้น ดังนี้
1. พาณิชย์จังหวัดฯ จะเปิดตลาดนัดสุขภาพ ทุกวันพฤหัสบดี ที่หน้าสำนักงาน เพื่อให้เกษตรกรนำผลผลิตมาขาย
2. พาณิชย์จังหวัด และกลุ่มธุรกิจข้าว จะจัดทำโครงการผูกปิ่นโตข้าวเถาเล็กๆภายในจังหวัด ( ตามที่เกษตรกร เสนอความคิด )
3. พาณิชย์จังหวัดฯ อาสา เดินเรื่องการรับรองมาตรฐาน แปลงเกษตร
และนัดหม่ยคุยรายละเอียดเพิ่มเติ่มอีกครั้ง ในวันที่ 19 เม.ย. 2558 จึงเป็นผลให้เวทีกลางครั้งที่ 2 นี้ มีเกษตรกรที่สนใจเข้าร่วมจำนวนมาก และพบว่า มีทั้งกลุ่มเกษตรกรที่เข้มแข้งแล้ว และไม่เข้มแข็ง และมีเป้าหมายที่แตกต่างกันไป จึงมีผลให้เกิดความไม่ต่อเนื่องจากเป้าหมายเดิม ผลของการแลกเปลี่ยนจึงมีข้อสรุปดังนี้
1. จัดรูปแบบการผลิตใหม่ ทั้งพื้นที่ พันธุ์ข้าว ประเภทนาปี นาปรัง ประเภทข้าวที่จะขาย ข้าวเก่า หรือข้าวใหม่
2. การพัฒนาแปลงให้เกิดมาตรฐาน ทั้งข้าว และพืชผักผลไม้
3. พัฒนาให้เกิดการรวมกลุ่ม เครือข่าย (ซึ่งเวทีกลางนี้ สามารถจัดทำได้เลย)
4. พบเจอกันบ่อยๆ คุยกันบ่อยๆ
5. มีทีมเคลื่อนงานกลุ่ม เพื่อการประสานงานที่ดี และให้ถึงเป้าหมาย
6. เปิดตลาดชุมชน ข้าว กับข้าว แปรรูป
และเมื่อเสร็จสิ้นเวทีกลางแลกเปลี่ยน ทีมธุจกิจข้าว พาณิชย์จังหวัด และผู้แทนกลุ่มเกษตรอินทรีย์ จึงเปิดหารือวงเล็กเพื่อสังเคราะห์ ผลการจัดเวทีกลางทั้งสองครั้ง โดยมีข้อสรุป ดังนี้
1. ต้องทำข้อมูล และสำรวจพื้นที่ กลุ่มเกษตรกรที่เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อหาจุดเหมือน จุดต่าง จุดเด่น จุดอ่อน และความต้องการ ซึ่งจะนำไปประกอบการหาแนวทางแก้ไขปัญหาได้ถูกต้อง
2. การเปิดเวทีกลางแลกเปลี่ยนครั้งต่อไป ต้องใช้กระบวนการ และแบ่งกลุ่มตามความคาดหวัง
3. ต้องให้ความรู้เรื่องระบบการจัดการ และการแบ่งหน้าที่ตามความเชี่ยวชาญ
4. การแบ่งการรับประโยชน์ให้ลงตัว เพื่อป้องดันการขัดแย้ง
5. เนื่องจากมีภาครัฐทำงานด้วย ต้องเร็ว ต้องเห็นผล การพูดคุยแต่ละครั้งต้องเห็นอนาคต ต้องทำได้
6. กรณีข้าว ให้ความสำคัญไปที่โรงสีชุมชน เพื่อป้องกันการปนเปื้อน
และนัดหมายทีมงาน ทำแผนดำเนินงานให้เกิดเป็นรูปธรรม ที่สำนักงานพาณิชย์จังหวัดนครสวรรค์ ในอานาคตอันใกล้นี้




