วันที่ 25 – 27 เม.ย.58 ผู้สื่อข่าวจากประเทศสวีเดน MR.MARTIN SCHIBBYE มาติน ซิบบาย หัวหน้ากองบรรณาธิการสำนักข่าว blank spot project ลงพื้นที่ชุมชนโคกยาว ต.ทุ่งลุยลาย อ.คอนสาร จ.ชัยภูมิ เพื่อรับฟังและตรวจสอบข้อเท็จจริงผลกระทบ ด้านชาวบ้านแจ้งว่า ปัญหายังไม่ได้รับการคลี่คลาย เมื่อ 23 เม.ย.58 จึงได้เดินทางเข้าไปร่วมปักหลักทวงถามความคืบหน้าในการแก้ปัญหาต่างๆจากภาครัฐ
มาร์ติน เผย โดยผ่านล่ามแปล ว่า ภายหลังประเทศไทยเกิดการรัฐประหาร 22 พ.ค.57 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ คสช. นอกจากปัญหาทางการเมือง ยังนำมาสู่ผลกระทบต่อชาวบ้านในกรณีป่าไม้ ที่ดินทำกิน โดย คสช. ได้มีแผนแม่บทป่าไม้ในการดำเนินการป้องกันและแก้ไขปัญหาการบุกรุกพื้นที่ของรัฐ มีเป้าหมายทวงคืนผืนป่าอย่างเข้มข้น นโยบายดังกล่าวได้ก่อให้เกิดส่งผลกระทบต่อวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนคนจนและผู้ยากไร้ไปทั่วทุกภูมิภาค ทั้งนี้ส่วนตัวทำงานสื่อด้านสิทธิมนุษยชน และได้รับทราบข้อมูลจากผลกระทบด้านสิทธิในที่ดินทำกินของชุมชนโคกยาว ทั้งการดำเนินคดีกับชาวบ้านทำให้บางคนต้องไปนอนในเรือนจำ ท้ายสุดก็เข้าสู่ยุคทวงคืนผืนป่า ฉะนั้นด้วยความสนใจต้องการรับรู้ถึงสถานการณ์และสภาพของชาวบ้านว่า พวกเขาใช้ชีวิตความเป็นอยู่กันอย่างไร จึงมาทำความรู้จักด้วยตนเอง สำคัญที่สุดคือการลงมาพื้นที่ด้วยตนเองจะทำให้มองเห็นความเป็นไปของชีวิตและชุมชนได้จากในอีกแง่มุมหนึ่ง
มาร์ติน กล่าวต่อว่า สิ่งที่ได้สัมผัสกับชาวบ้านชุมชนโคกยาวนั้น แม้จะถูกปิดประกาศคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 เมื่อวันที่ 25 ส.ค.57 และล่าสุดเมื่อวันที่ 6 ก.พ.58 เจ้าหน้าที่ทหารเข้ามาปิดประกาศไล่รื้อ ทำให้การดำเนินชีวิตขาดความสุข เกิดความหวั่นเกรงภัยจะถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาไล่รื้อ การทำมาหากินขาดช่วง แต่อย่างไรก็ตามรู้สึกยินดีที่ชาวบ้านได้ร่วมต่อสู้มาถึงวันนี้ ทั้งที่ความเป็นอยู่ของชาวบ้านก็ลำบากอยู่แล้ว ต้องทำทุกอย่างทั้งเอกสาร เดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อชี้แจ้งข้อเท็จจริงต่อภาครัฐ ซึ่งชาวบ้านบอกว่าเป็นการเดินทางไปเพื่อให้ยกเลิกคำสั่งไล่รื้อ และขอคืนสิทธิชุมชนในการจัดการที่ดิน โดยชาวบ้านบอกว่านับแต่ 25 ส.ค.57 ถูกเจ้าหน้าที่เข้ามาปิดประกาศไล่รื้อครั้งรก ได้รวบรวมเงินกันเป็นค่าเดินทางไปยื่นหนังสือหลายครั้ง และมีการร่วมประชุมกับหน่วยงานภาครัฐ โดยทุกครั้งมีมติให้ชะลอการไล่รื้อชุมชนที่ได้รับผลกระทบออกไปก่อน ก็ไม่เคยเป็นที่ยุติ เจ้าหน้าที่มักฉวยโอกาส หาจังหวะเข้ามาพยายามให้ออกจากพื้นที่อยู่เสมอ
ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่านอกจากนี้ ช่วงเช้าวันที่ 26 เม.ย.58 มาติน พร้อมกับช่างภาพ (โจนัท) และล่ามแปล ได้ร่วมเดินเลาะไปตามลำน้ำพรม หาเก็บของป่า ถือเป็นวิถีชีวิตของคนอยู่กับป่า ซึ่งชาวบ้านบอกว่าถือเป็นเส้นเลือดเส้นใหญ่ เพราะนอกจากตลอดตามลำน้ำทั้งสองฟากฝั่งลุ่มน้ำพรมถือเป็นป่าอนุรักษ์ธรรมชาติที่สมบูรณ์ เป็นทั้งแหล่งกำเนิดของสัตว์น้ำต่างๆ จำพวก กุ้ง หอย ปู ปลา จะมีพืชผักท้องถิ่น และสมุนไพร ให้ชาวบ้านได้เก็บหากินกันตามช่วงฤดูกาล โดยเฉพาะหน้าฝน จะหาเก็บเห็ด หน่อไม้ ซึ่งถือว่าเป็นโรงครัวใหญ่ของแหล่งอาหารของชาวบ้านที่ถือปฎิบัติและรักษากันมาหลายชั่วคนและชาวบ้านได้ร่วมรักษาไว้เป็นป่าชุมชน
“แม้ชุมชนจะมีหลักฐานพร้อมข้อเท็จจริงในสิทธิการใช้ประโยชน์ในที่ดินทำกินมาก่อนการประกาศเขตป่าฯ และแม้จะมีมติจากที่ประชุมให้ชะลอการไล่รื้อ จนกว่าจะมีกระบวนการแก้ไขที่ถูกต้อง แต่ตามที่ได้ร่วมแลกเปลี่ยน และได้นอนอยู่บนที่พักอยู่บนโคกยาวในช่วงกลางคืน ตนเองก็หวั่นตามที่ชาวบ้านบอกว่า ด้วยสภาพพื้นที่แวดล้อมไปด้วยป่า ตั้งอยู่บนเชิงเขา ที่มืดสนิท ไฟฟ้าไม่มี ยามดึกแม้จะเกิดเสียงอะไรดังขึ้นก็ตาม จะก่อให้เกิดความกังวลใจ หวาดผวา ขึ้นมาได้เสมอ โดยเฉพาะช่วงสถานการณ์แบบนี้ เพราะชาวบ้านก็กลัวเจ้าหน้าที่จะจู่โจมเข้ามาคุกคาม ข่มขู่ อีกเมื่อไรยังไม่รู้ ทั้งนี้ มาตินบอกว่า ด้วยความตั้งใจในการเป็นกระบอกเสียงในเรื่องของการถูกคุกคามสิทธิ ตนจะสื่อถึงความเป็นวิถีชีวิตในชุมชนโคกยาว รวมทั้งผลกระทบที่ชาวบ้านได้รับ ให้ได้รับการส่งผ่านความคิดให้กับสังคมได้รับรู้ จึงควรยิ่งที่เป็นเรื่องต้องไปรับการเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะสวีเดน ประเทศที่เขาอาศัยอยู่โดยกำเนิด เพราะสื่อต่างประเทศส่วนมากจะไม่ได้รับข้อมูลในด้านนี้ ” มาติน เผยทิ้งท้าย
ด้านนายเด่น คำแหล้ ชาวบ้านชุมชนโคกยาว กล่าวว่า ชาวบ้านจะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บุกรุกมาโดยตลอด ขณะเดียวกันภาครัฐกลับไม่เคยเข้าใจว่าชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างไรบ้าง ปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้ส่งผลกระทบโดยงตรงต่อชุมชน ตลอดจนครอบครัว และญาติพี่น้อง ทั้งในเรื่องชีวิตและทรัพย์สิน ถูกละเมิดสิทธิชุมชน ถูกละเมิดศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เพียงฝ่ายเดียวมาโดยตลอด การแก้ไขปัญหาก็ยังไม่มีท่าทีจะดำเนินการต่อ จนเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2558 ตนและตัวแทนพี่น้องบางคน รวมทั้งตัวแทนภาคประชาชนจากทั่วภูมิภาค จำนวนกว่า 1.000 คน ในนามขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม ขปส.หรือ พีมูฟ ได้เดินทางเข้าไปร่วมปักหลักเข้าไปบริเวณลานกว้างพื้นที่สำนักงานข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ฝั่งตรงข้ามทำเนียบรัฐบาล นับแต่ช่วงเช้า 08.00 -18.00 น.เพื่อทวงถามความคืบหน้าในการแก้ปัญหาต่างๆจากภาครัฐ เพื่อให้แก้ปัญหาที่ยังไม่มีความคืบหน้าใดๆจากสัญญาของรัฐบาลที่เคยให้ไว้ อาทิ กรณีพื้นที่พิพาทที่ดินทำกิน ที่อยู่อาศัย ปัญหาผลกระทบจากเหมืองแร่ ผลกระทบจากการสร้างเขื่อน เป็นต้น
เด่น บอกอีกว่า ประมาณ 10.00 น.ช่วงขณะที่ต่างผลัดเปลี่ยนกันขึ้นมาอภิปรายถึงผลกระทบในแต่ละพื้นที่นั้น เจ้าหน้าที่ได้พยายามเข้ามาสั่งให้ยุติการชุมนุม ทำให้เกิดการเจรจากันระหว่างเจ้าหน้าที่กับตัวแทนของ พีมูฟ ถึงความชอบธรรมว่า พวกเราเป็นผู้ได้รับผลกระทบความเดือดร้อนในสิทธิที่ทำกิน ที่อยู่อาศัย หาได้มาชุมนุมทางการเมือง และครั้งนี้เป็นการมาใช้สิทธิเพื่อติดตามความคืบหน้าในการให้ภาครัฐเร่งแก้ไขปัญหา กระทั่งเจ้าหน้าที่ยอมให้ผู้เดือดร้อนได้ผลัดเปลี่ยนอธิบายถึงปัญหาของแต่ละพื้นที่ได้ โดยห้ามไม่ให้ใช้เครื่องขยายเสียงตัวใหญ่และให้ลดเสียงลง
เด่น บอกต่ออีกว่า ประมาณ 11.00 น. พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกรัฐบาล เป็นตัวแทนรัฐบาลมารับหนังสือจากทุกกลุ่มที่ชุมนุมอยู่บริเวณลานด้านหน้า ก.พ. พร้อมรับปากว่า จะเร่งรัดการแก้ไขปัญหาของ พีมูฟ. โดยจะประสานให้นายกฯ เร่งรัดการดำเนินงานอีกทางหนึ่ง จากนั้นประมาณ 13.00 – 18.00 น.ได้เข้าร่วมประชุมพร้อมกับนายกมล สุขสมบูรณ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อร่วมกันติดตามความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหากับตัวแทน พีมูฟ ที่ชั้น 2 อาคาร สำนักงานข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)
แม้ครั้งนี้จะถือว่าจะเป็นสัญญาณที่ดีกว่าที่ผ่านๆมา เนื่องจากมีเจ้าหน้าที่ทหารที่เป็นถึงโฆษกรัฐบาล และเป็นผู้ที่สามารถติดต่อกับนายกรัฐมนตรีได้โดยตรงเข้าร่วมประชุมด้วย โดยพลตรี สรรเสริญ กล่าวในที่ประชุมทั้งเน้นย้ำอีกครั้งว่า จะเร่งประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง และจะให้รัฐบาลทำหนังสือถึงผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปฏิบัติตามมติในการคุ้มครองพื้นที่สมาชิก ขปส .ทั่วประเทศ และให้สำนักงานที่ดินจังหวัดให้เร่งรัดเรื่องการทำเอกสารอย่างเป็นทางการให้ชาวบ้านเข้าใช้ประโยชน์ในพื้นที่ได้อย่างปกติสุขและยั่งยืน และเร่งให้ที่ดินเดินหน้าส่งมอบพื้นที่โฉนดชุมชนตามแต่ละพื้นที่ที่ได้มีมติรับรองไว้แล้ว รวมทั้งเรื่องคำสั่งแต่งตั้งกรรมการอำนวยการแก้ไขปัญหาพีมูฟและอนุกรรมการอีก 8 ชุด โดยที่ประชุมมีมติให้คณะอนุกรรมการใหญ่ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เช่น คณะอนุกรรมการโฉนดชุมชน จัดประชุมให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤษภาคม และการประชุมกรรมการอำนวยการต้องแล้วเสร็จไม่เกิน 10 มิถุนายน 58 นี้
“อย่างไรก็ตามคำสัญญาที่เคยให้ว่า จะเป็นเพียงแค่ลมปากเป่าดังที่เคยปรากฏขึ้นมาแล้วในหลายยุครัฐบาลอีกหรือไม่ ยังคงต้องคอยติดตามความคืบหน้าต่อไป ตราบใดที่ภาครัฐยังไม่มีมาตรการแก้ไขปัญหาให้เป็นที่ยุติ อย่างถูกต้องและเป็นธรรมต่อประชาชนคนจนๆธรรมดา พวกเราก็ยังไม่คลายความกังวลใจ เพราะปัญหาการถูกข่มขู่ คุกคาม เช่นนี้ มีมาหลายครั้งแล้ว” เด่น กล่าว




