

“ เจตนาของเราคือต้องการให้เกิดความร่วมมือกันแก้ปัญหาเพื่อรักษาประชาชนและทรัพยากรธรรมชาติไว้ให้ได้ ”
เป็นคำกล่าวของพล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะอนุกรรมมาการแก้ไขปัญหาที่ดินบนเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูลแผ่นดินเล็ก ๆ เพียง 1,200 ไร่เศษกลางทะเลอันดามันที่ใคร ๆ ต่างกล่าวขานกันว่าเป็นเกาะสวรรค์ของนักท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง แย่งชิงที่ดินสร้างปัญหาต่าง ๆ มากมาย
เกาะหลีเป๊ะเดิมเป็นที่อยู่อาศัยของชาวเลอุรักลาโว๊ย เป็นกลุ่มคนที่บอกว่าเขาเป็นคนไทยในคราวที่มีการแบ่งปันเขตแดนระหว่างไทยกับมาเลเซีย ทำให้เกาะหลีเป๊ะและเกาะใกล้เคียงเป็นของไทยมาจนถึงปัจจุบัน โดยสมเด็จย่าเคยเสด็จมาเยี่ยมชาวเลพร้อมทรงพระราชทานนามสกุล “หาญทะเล” ให้กับพวกเขา ต่อมาในปี พ.ศ.2482 ทางการได้ประกาศให้หมู่เกาะต่าง ๆ บริเวณนี้ (รวมทั้งเกาะหลีเป๊ะ) เป็นเขตราชทัณฑ์คือ ทุกเกาะเป็นที่หลวงตามประกาศฉบับนี้
1 ธ.ค. 2497 มีประมวลกฏหมายที่ดินให้ประชาชนแจ้งสิทธิ์การถือครอง (สค 1) แต่ชาวเลส่วนใหญ่ไม่ได้ไปแจ้งเพราะไม่รู้กฏหมายจนกระทั่ง พ.ศ.2517 ได้มีกฏหมายตั้งอุทยานแห่งชาติเกาะอาดังโดยถือเอาพื้นที่เดิมในปี พ.ศ.2482 เป็นตัวตั้งอันเป็นการประกาศทับที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่เดิม
จนกระทั่งไม่นานมานี้ การท่องเที่ยวได้เจริญแบบก้าวกระโดด ความสวยงามของชายหาดและน้ำทะเลสีเขียวมรกต ทำให้เกาะหลีเป๊ะเป็นที่หมายปองของผู้ประกอบการท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ มีการกว้านซื้อที่ดินจากคนพื้นเมืองด้วยวิธีการต่าง ๆ จากการประมวลถึงการขายที่ดินของชาวเลระบุว่ามีหลายสาเหตุด้วยกันเช่น ถูกเอาไปขายโดยพี่น้องไม่รู้เรื่อง จัดทำเอกสารซื้อขายไม่โปร่งใส ถูกข่มขู่ – ยุยงให้ขาย ซึ่งจากความซื่อตามไม่ทันกลเกมส์ของนายทุนและไม่รู้ขั้นตอนต่าง ๆ ของราชการ ทำให้ชาวเลต้องเสียที่ดินไปโดยรู้เท่าไม่ถึงการ ซึ่งพอได้ที่ดินจากชาวเลไปแล้วผู้ซื้อก็นำไปออกเอกสารสิทธิไม่ตรงตามข้อเท็จจริงจนมีความซ้ำซ้อนกันเป็นจำนวนมาก หรือที่เรียกว่า สค. 1 บวม. นส.3 บิน ประมาณการว่ามีที่ดินที่ออกเอกสารซ้ำซ้อนกันจำนวนกว่า 100 ไร่
จากสาเหตุดังกล่าวข้างต้นก่อให้เกิดปัญหาตามมามากมายเช่น คนพื้นเมืองไม่มีความมั่นคงในที่อยู่อาศัยเนื่องจากถูกผู้ประกอบการอ้างสิทธิ์เหนือที่ดิน บางคนต้องย้ายบ้านมาแล้วหลายครั้ง นางฉลวย หาญทะเล บอกว่า ตนย้ายบ้านมาแล้วห้าครั้ง เปลว(สุสาน) ฝังศพซึ่งเป็นพื้นที่ทางจิตวิญญาณก็ถูกนำไปสร้างรีสอร์ท ไม่มีที่ฝังศพ ในขณะที่ชาวประมงซึ่งมีกว่า 300 ราย ก็ไม่มีทางออกสู่ทะเล ไม่มีที่จอดเรือเพราะชายหาดเป็นของผู้ประกอบการจนหมดสิ้น ปัจจุบันมีพื้นที่ออกสู่ทะเลเพียงทางเดียวคือทางเดินกลางเกาะ ที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างมากก็คือ โรงเรียนและสถานีอนามัย ไม่มีทางเข้าออกเพราะผู้ประกอบการซื้อที่และสร้างกำแพงล้อมรอบ
ไม่เพียงเรื่องที่อยู่อาศัยและที่ทำกินเท่านั้น แต่ด้านสิ่งแวดล้อมก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน เช่นทางน้ำธรรมชาติเดิมที่มีอยู่ 5 สาย ก็ถูกนำไปออกเอกสารสิทธิ์และถมเพื่อสร้างสถานบริการจนหมดสิ้นไม่มีทางระบาย น้ำใต้ดินมีกลิ่นเพราะสถานบริการมีอยู่จำนวนมากขาดระบบสุขาภิบาล เช่นเดียวกับการกำจัดขยะที่ไม่มีระบบ จึงเป็นที่น่าหวั่นเกรงว่าในอนาคตเกาะหลีเป๊ะจะกลายเป็นกองขยะขนาดใหญ่
พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินบอกว่า เราทำงานเพื่อให้เกิดความมั่นคงและความสงบสุขบนเกาะ ปัญหาถูกสะสมมานาน ตอนนี้เรามีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามาเป็นกลไกสำคัญในการทำงานด้วย โดยเราจะเอาข้อมูลอย่างน้อย 3 ชุด มากางให้เห็นข้อเท็จจริงคือ ข้อมูลการสำรวจและแผนที่ทำมือของภาคประชาชน โดยมีนักวิชาการจาก ม.จุฬาช่วยอยู่ ชุดที่สองคือข้อมูลจากทางอำเภอเมืองส่วนหน้า ชุดที่สามคือข้อมูลจากอุทยานที่ระบุนายทุนบุกรุกที่อุทยานและที่สำคัญคือข้อมูลภาพถ่ายทางอากาศ พ.ศ.2493 , 2497 , 2522 , 2545และ2547 ซึ่งสามารถระบุการใช้ที่ดินในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างชัดเจน รวมทั้งจะมีการสืบประวัติการตั้งและย้ายถิ่นฐานของชาวเลรายบุคคล สืบข้อมูลวิธีการซื้อขายที่ไม่เป็นธรรม ฯ ล ฯ ข้อมูลเหล่านี้ ได้แจ้งให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องทำให้เสร็จเพื่อส่งให้ DSI ภายในวันที่ 13 พ.ค.2558 จากนั้น DSI จะใช้เวลาวิเคราะห์ข้อมูลประมาณ 3 เดือน แล้วค่อยว่ากันอีกที จะแก้ปัญหาตามข้อเท็จจริงอย่างตรงไปตรงมา
อย่างไรก็ดีในส่วนของชาวเลซึ่งมีอยู่กว่า 300 ครอบครัว ไม่มีความมั่นคงในการอยู่อาศัยกว่าหนึ่งร้อยราย ได้มีการรวมกลุ่มกันเพื่อแก้ปัญหาของตนเองเช่น กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มเรือประมง ฯ ล ฯ ต่างก็มีความฝันที่จะมีชีวิตที่มั่นคง ซึ่งแสงโสม หาญทะเล แกนนำชาวเลบอกว่า “ เราไม่ต้องการบ้านที่หรูหรา แต่เราต้องการบ้านที่มั่นคงและเรานอนหลับได้ ” มีพื้นที่ฝังศพ ชาวประมงซึ่งมีอยู่กว่า 300 ราย ต้องมีอู่ซ่อมเรือ มีทางออกทะเล โดยตอนนี้เรากำลังรวมตัวกันตั้งกองทุนเรือขึ้นมา มีระบบการดูแลทางสังคมเช่น การดูแลผู้สูงอายุ เด็กเยาวชน ศิลปวัฒนธรรม มีร้านค้าของชุมชนเอง ตลอดจนงานอาชีพอื่น ๆ เช่น อาชีพแท็กซี่ (สามล้อพ่วง) ที่มีไว้บริการนักท่องเที่ยวควรจัดสรรให้ชาวเลบ้าง ( ปัจจุบันมีโควต้า 50 คัน เป็นของชาวเลเพียง 3 คัน เนื่องจากมีการซื้อขายเสื้อวินในราคาแพง ซึ่งชาวเลเข้าไม่ถึง) ฯลฯ
นางปรีดา คงแป้น อนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินชาวเลเกาะหลีเป๊ะและผู้จัดการมูลนิธิชุมชนไท ซึ่งทำงานส่งเสริมสิทธิและความเข้มแข็งของชาวเลเกาะหลีเป๊ะบอกว่า ปัญหาของเกาะหลีเป๊ะเกิดขึ้นเพราะแต่ละฝ่ายต่างก็ต้องการเข้าไปหาผลประโยชน์จากธรรมชาติและวัฒนธรรมอันสวยงามของหลีเป๊ะจนปัญหามีความซับซ้อน จึงเรียกร้องให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันร่วมกันแก้ปัญหา เพราะหากปล่อยไว้เช่นนี้ปัญหามีแต่จะรุนแรงและแก้ยากขึ้นทุกวัน หากวันนั้นมาถึงก็ไม่มีใครต้องการมาเที่ยวที่หลีเป๊ะ แล้วทุกคนจะอยู่ไม่ได้ ดังนั้นหลีเป๊ะต้องมีแผนแม่บทในการแก้ปัญหาทุกด้าน เป็นแผนที่เกิดจากความร่วมมือของทุกคนที่อาศัยอยู่บนหลีเป๊ะ เพื่อให้เกิดการอยู่อาศัยอย่างเข้าใจและเอื้ออาทรต่อกัน คนดั่งเดิมอยู่ได้ ผู้ประกอบการอยู่ได้ ธรรมชาติอยู่ได้ ข้อมูลที่ DSI นำไปสังเคราะห์จะเป็นฐานสำคัญให้ทุกคนยอมรับและหันหน้ามาแก้ปัญหาร่วมกัน
การแก้ปัญหาหลีเป๊ะ ต้องทำให้ “เป๊ะ” เท่านั้นทุกอย่างจึงจะจบได้ เชื่อว่าทุกฝ่ายคงจะยอมรับการแก้ปัญหาโดยใช้ข้อเท็จจริงและกำลังรอวันนั้น






