

“ในอดีตจะมีชาวประมง อินโดนีเซีย มาเลเซีย แม้แต่จากตรังมาสร้างที่พักชั่วคราวหรือที่เรียกว่า บากันเพื่อทำประมงโดยเฉพาะอย่างยิ่งการทำเคยหรือกะปิ หมู่บ้านแห่งนี้จึงเรียกว่า บากันเคย”
นายอิดริส อุเสน ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตันหยงโป อ.เมือง จ.สตูล ได้เล่าประวัติบ้านบากันเคย ตำบลตันหยงโปให้ได้ฟัง
บากันเคย เป็นหมู่บ้านประมงบริเวณอ่าวตันหยงโป ฝั่งอันดามัน ใต้สุดของแผ่นดินไทยที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติทางทะเล มีป่าชายเลนประมาณ 3,000 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยและแหล่งอนุบาลของสัตว์ต่างๆ เช่น ลิงแสม นาค นก และสัตว์น้ำหลากหลายชนิด กุ้ง หอย ปู ปลา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กุ้งเคยและหอยกระพง
นอกจากนี้อ่าวตันหยงโป เต็มไปด้วยเกาะต่างๆ เช่น เกาะมดแดง เกาะหัวมัน เกาะกวาง กาะมะการง เกาะสามเล็ก และไม่ไกลจากเกาะลังกาวีของมาเลเซีย มีปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เรียกว่า สันหลังมังกร หรือทะเลแหวก รวมทั้งมีหญ้าทะเลอันเป็นแหล่งอาหารและที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำชายฝั่ง
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตันหยงโป เล่าอีกว่า ชาวบากันเคยและชาวบ้านอื่นๆในตำบลตันหยงโป ส่วนใหญ่มีอาชีพทำประมงพื้นบ้าน ด้วยเครื่องมือประมงที่เกิดจากภูมิปัญญาของชาวบ้าน การวางอวน ไซปลา ตกเบ็ดและรุนเคย เป็นการทำมาหากินที่เอื้อต่อธรรมชาติ ทำให้พวกเราหากินอยู่กับทะเลได้จนถึงปัจจุบัน
“ตั้งแต่ปี 2538 เป็นต้นมา มีเรืออวนรุนของคนต่างถิ่นจำนวนกว่า 300 ลำ ซึ่งใช้เครื่องมือแบบล้างผลาญ เป็นการทำลายสัตว์น้ำขนาดเล็ก ทำลายหน้าดิน หญ้าทะเลหมดไป พะยูน เต่า โลมา ต้องพยพไปอยู่ถิ่นอื่นๆ รวมทั้งได้ทำลายเครื่องมือประมงของชาวบ้านเสียหายไปจำนวนมาก พวกเราจึงรวมตัวกันเป็นประมงอาสา (ยกระดับเป็นกลุ่มอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งในเวลาต่อมา) เพื่อดูแลทรัพยากรของพวกเรา มีการออกเรือตรวจตราทั้งเรือและน้ำมัน เราช่วยกันออก ถ้าจับได้เราก็พูดคุยทำความเข้าใจ ทำอย่างนี้เรื่อยๆ จนกระทั่งเรืออวนรุนลดน้อยลง”
นางบุหงา อุเสน เลขานุการสภาองค์กรชุมชนต.ตันหยงโปเล่าว่า นอกจากการเฝ้าระวังเรืออวนรุนแล้ว ทางกลุ่มยังทำกิจกรรมอนุรักษ์รูปแบบต่างๆ โดยการส่งเสริมขององค์กรพัฒนาต่างๆ เช่น มูลนิธิอันดามัน กองทุนฟื้นฟูเกษตรกร ฯลฯ เช่น สนับสนุนให้เกิดกลุ่มเยาวชนในเข้ามาเรียนรู้การจัดการทรัพยากรและร่วมจัดเก็บข้อมูลต่างๆ การจัดตั้งกลุ่มแม่บ้านประมงอาสา เพื่อนำผลผลิตจากทะเลไปแปรรูปเป็นสินค้าต่างๆ การทำกะปิ อาหารทะเล การลอกใบจาก ปลาแห้ง ฯลฯ เพื่อเป็นรายได้ให้กับครอบครัว ซึ่งรายได้ส่วนหนึ่งจะจัดสรรหนุนเสริมกิจกรรมฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลอีกด้วย
ในปี 2549 ได้มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ “ธนาคารกั้ง” ขึ้นมา เนื่องจากมีการจับกั้งที่ไม่ได้ขนาดกันมากโดยเฉพาะเด็กๆ จึงเชิญคนจับกั้งมาพูดคุยทำความเข้าใจทำข้อตกลง แล้วตั้งธนาคารกั้งขึ้นนำกั้งเล็กมาขุนให้โตก่อนนำไปขาย ทำให้กั้งเพิ่มมากขึ้น
จากการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งมาอย่างต่อเนื่องและได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับกลุ่มอนุรักษ์ในที่ต่างๆทำให้มีกลุ่มองค์กรต่างๆเข้ามาศึกษาดูงานเป็นจำนวนมาก จึงได้เกิดแนวคิดในการตั้งกลุ่มรีสอร์ทชุมชนขึ้น เพื่อรองรับกลุ่มเยาวชน นักเรียน นักศึกษา เครือข่ายองค์กรชุมชนจากที่ต่างๆ ตลอดจนประชาชนทั่วไป
กลุ่มได้รับงบประมาณสนับสนุนเบื้องต้นจาก ศอ.บต. ส่วนชุมชนก็มาถือหุ้นด้วยการลงแรง ใครมาช่วยงานก่อสร้างกี่ชั่วโมงเราก็จดไว้เป็นหุ้น ซึ่งมันดีที่ถอนหุ้นไม่ได้ แต่หุ้นแรงที่ลงไปจะตกถึงลูกหลานได้
นายอลิส เล่าอีกว่าโปรแกรมการท่องเที่ยวมี 2 แบบคือ แบบแรกเป็นการเที่ยมชมธรรมชาติ เช่น กินบนขอน นอนริมเล พิชิตทะเลแหวกสันหลังมังกร เล่นน้ำดำหอยกะพง ชมหญ้าทะเล ดำน้ำดูปะการัง พิชิตกั้งตั๊กแตน(ย้ำกั้ง) ล่องเรือคายักชมป่าชายเลน ตกเบ็ดปลา-หมึก เป็นต้น ส่วนอีกแบบก็เป็นโปรแกรมศึกษาภูมิปัญญาชาวบ้าน ดูการลอกใบจาก ทำหมวกตูดงด้วยใบจาก ดูการแปรรูปผลิตภัณฑ์จากทะเล เช่น ทำกะปิ ปลาแห้ง ฯลฯ และที่สำคัญผู้ที่มาพักรีสอร์ทชุมชนจะได้ลิ้มรสชาติอาหารทะเล สดๆ ฝีมือกลุ่มแม่บ้านของเขา
ประธานสภาองค์กรชุมชนตำบลตันหยงโป เล่าต่อถึงแผนงานในอนาคตว่า นับตั้งแต่ได้มีการจัดตั้งสภาองค์กรชุมชนตำบลขึ้น เมื่อ พ.ศ. 2553 เราก็ใช้สภาองค์กรชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงกลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นในตำบลเข้ามาเรียนรู้และทำงานร่วมกัน โดยทุกปัญหาในตำบลจะต้องบูรณาการเป็นแผนระดับตำบล ไม่ว่าจะเป็นการแก้ปัญหาที่ดิน ซึ่งพี่น้องจำนวนมากอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่ง โดยสำรวจข้อมูลจัดทำแนวเขตเพื่อยกระดับไปสู่โฉนดชุมชน ทำให้ชาวบ้านมีความมั่นคงในการอยู่อาศัยและอยู่ร่วมกับทะเลได้อย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน เรามีกองทุนสวัสดิการชุมชน มีกลุ่มออมทรัพย์ชุมชน ซึ่งทุกกลุ่มจะต้องผนึกกำลังกันเป็นหนึ่งเดียว ร่วมกันทำแผนพัฒนาระดับตำบลขึ้นมา
นายกิตติ หมัดตานี นายกองค์การบริหารส่วนตำบลตันหยงโปเล่าว่า เราจะใช้บ้านบากันเคยเป็นต้นแบบ ขยายไปยังหมู่บ้านอื่นๆเพื่อให้เกิดกิจกรรมอนุรักษ์ครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ธนาคารปูดำจะต้องมีทุกหมู่บ้าน จากนั้นก็จะก้าวไปสู่การทำผังเมืองทั้งตำบล โดยแบ่งพื้นที่เป็นโซน ได้แก่ โซนการท่องเที่ยว โซนที่อยู่อาศัย โซนเกษตรและโซนอนุรักษ์อันได้แก่ป่าชายเลน เขตปะการัง หญ้าทะเล ชายฝั่งและเกาะแก่งต่างๆ
“เราร่วมกับสภาองค์กรชุมชน นักวิจัยท้องถิ่น และองค์กรพัฒนาต่างๆในการทำความเข้าใจกับชาวบ้านและเยาวชนให้ตระหนักถึงความจำเป็นของการร่วมกันอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้คงอยู่เพราะภัยที่จะมาในอนาคต ไม่จำเพาะแต่เรืออวนรุนเหมือนในอดีต แต่ยังมีแผนพัฒนาภาคใต้ การเปิดประชาคมอาเซียน หากไม่วางแผนรองรับ ชาวบ้านไม่อาจรักษาธรรมชาติและวิถีอันงดงามสืบต่อให้ลูกหลานได้ ดังนั้นการร่วมกันกำหนดผังเมืองเป็นแนวทางหนึ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันทำ ร่วมกันอนุรักษ์ สร้างกติกาให้เป็นของทุกคน และจะได้พัฒนากติกานี้ไปสู่การทำข้อบัญญัติท้องถิ่น” นายกฯบอก
นางบุหงา อุเสน บอกอีกว่าพวกเราชาวตันหยงโปอยู่ได้เพราะมีทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์ มีวิถีวัฒนธรรมภูมิปัญญาที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตน เราจะต้องจัดการชุมชนของเราเองให้เข้มแข็งเพื่อป้องกันระบบต่างๆจากภายนอกที่จะเข้ามาทำลายและตักตวงผลประโยชน์จากเราไป ซึ่งนอกจากกิจกรรมพัฒนาที่ร่วมกันสร้างอย่างหลากหลายแล้ว การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตสำนึกรักษ์ท้องถิ่นของตนเองก็มีความสำคัญ ซึ่งมีเยาวชนเข้าร่วมโครงการอย่างต่อเนื่อง
“อีกเรื่องหนึ่งที่ต้องร่วมกัน คือ การทำให้ทุนและเศรษฐกิจของชุมชนมีความเข้มแข็ง เรามีทุนทางธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์มาก เรามีทุนทางภูมิปัญญาด้านต่างๆ มีทุนที่เป็นตัวเงินที่เราร่วมกันสะสม และมีความเข้มแข็งของกลุ่มองค์กรชุมชนเป็นเสาหลักค้ำยันทุกระบบ โดยมีทุนความร่วมมืออันดีของทุกภาคส่วนในตำบลเป็นพลังหนุนเสริม เป้าหมายข้างหน้าก็คือเราจะพัฒนาและยกระดับทุนเหล่านี้ให้เป็นกำลังหลักของชุมชนป้องกันทุนจากภายนอก ที่จะเข้ามาทำลายชุมชนของเราและด้วยความพร้อมที่มีอยู่ ตันหยงโป จึงถูกยกเป็นตำบลนำร่องด้าน “เศรษฐกิจและทุนชุมชน” ที่สนับสนุนโดยสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน(พอช.) โดยจะใช้รูปธรรมของตันหยงโปเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการจัดการเศรษฐกิจและทุนขยายผลไปยังตำบลอื่นๆในจังหวัดสตูล
สถานการณ์ในวันข้างหน้าที่พยากรณ์ได้นั่นคือ แผนพัฒนาภาคใต้ ท่าเรือปากบารา นิคมอุตสาหกรรม การท่องเที่ยว การกว้านซื้อที่ดิน และอีกหลายปัจจัยจะมากับเสรีอาเซียน และความคืบคลานของทุนขนานใหญ่ หากวันนี้ชุมชนไม่มีการเตรียมพร้อมเพื่อรองรับ เชื่อเหลือเกินว่า ทรัพยากรธรรมชาติ ทุน ภูมิปัญญา ฯลฯ ของชุมชนจะไม่ใช่ของชุมชนอีกต่อไป
ตันหยงโปเป็นเพียงรูปธรรมหนึ่งของการตื่นรู้ในการป้องกันชุมชนที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกันผลักดันให้เป็นจริง




