playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

81700 resize81699 resize

สถานการณ์ภาคใต้ในวันนี้มีคำพูดติดปากอยู่ว่า “ของแพง ยางถูก ลูกอด รถถูกยึด” ซึ่งสะท้อนให้เห็นข้อเท็จจริงได้เป็นอย่างดีว่า เศรษฐกิจของคนใต้ขึ้นอยู่กับราคายางพารา ซึ่งปลูกยางพารามานับร้อยปี แต่ราคายางพาราในปัจจุบันตกต่ำกิโลกรัมละ 40 กว่าบาท ไม่คุ้มกับการลงทุนลงแรง รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง ทั้งนี้เพราะปัจจุบันมีการขยายพื้นที่ปลูกยางพาราไปทั่วประเทศ ทั่วทุกภาค ประเทศเพื่อนบ้านทั้ง ลาว เวียดนาม ก็มีการปลูกยางพารากันจำนวนมากเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศจีนซึ่งเป็นผู้ซื้อยางรายใหญ่ของไทยก็ปลูกยางพาราอย่างขนาดใหญ่เพื่อให้เพียงพอกับความต้องการภายในประเทศ

          ต่อจากนี้ไป พอจะมองเห็นแนวโน้มได้ไม่ยากว่า ราคายางพาราของไทยจะตกต่ำอยู่เช่นนี้ต่อไป เพราะปริมาณยางพาราในตลาดมีมากอีกทั้งจีนซึ่งเป็นลูกค้ารายใหญ่ก็ผลิตยางพาราเองโดยไม่ต้องพึ่งยางพาราจากไทย

          เมื่อสถานการณ์และแนวโน้มเป็นเช่นนี้การจะหวังให้ราคายางพาราสูงขึ้นเหมือนที่ผ่านมาก็คงเป็นไปได้ยาก ดังนั้นต้องหันมาคิดใหม่ว่าอะไรคือทางรอดของชาวสวนยาง

          ตลอดปีเศษที่ราคายางตกต่ำ พี่น้องชาวสวนยางออกมาประท้วงปิดถนนเรียกร้องให้ราคายางสูงขึ้น ขอร้อยบาทบ้าง แปดสิบบาทบ้าง แต่รัฐทำได้เพียงจ่ายเงินช่วยเหลือให้ไร่ละ 1,500 บาท เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเท่านั้น โดยรัฐบอกว่าทุกอาชีพเดือดร้อนหมด จะให้รัฐช่วยทุกคน จนเป็นที่พอใจย่อมเป็นไปไม่ได้

          ในขณะเดียวกันชาวสวนยางก็ไม่ยอมจำนน ได้รวมตัวกันเป็น “องค์กรกู้ชีพชาวสวนยาง” เรียกร้องให้รัฐขึ้นราคายางพาราไปพร้อม ๆ กับการเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติยางพาราที่พวกเขามองว่า ล้าสมัย ชาวสวนยางถูกเอาเปรียบ ให้เกิดความเป็นธรรมต่อชาวสวนยางพาราในหลาย ๆ ประเด็นเช่น คำจำกัดความของชาวสวนยางต้องหมายรวมถึงแรงงานรับจ้างกรีดยางพาราด้วยไม่ใช่เฉพาะเจ้าของสวน รวมทั้งประเด็นเรื่องของกองทุนต่าง ๆ ต้องได้รับการแก้ไขเช่นกัน ซึ่งการแก้ไขกฏหมายฉบับนี้มีความคืบหน้าไปมาก ก็ต้องติดตามกันดูว่าจะออกมาอย่างไรและเป็นคุณอย่างยั่งยืนต่อชาวสวนยางหรือไม่

          แต่แนวหนึ่งที่ผมเห็นว่าจะเป็นทางออกของชาวสวนยางได้ นั่นก็คือการปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตจากการทำ “สวนยาง” เป็น “ป่ายาง” หมายความว่าเดิมบนที่ดินปลูกยางแต่เพียงอย่างเดียว รายได้จึงมาจากทางเดียวนั่นคือ การขายน้ำยางพารา ชีวิตและครอบครัวฝากไว้กับน้ำยางพาราเพียงอย่างเดียว ราคาขึ้นอยู่กับกลไกตลาดที่ชาวสวนกำหนดไม่ได้ ดังนั้นทางออกก็คือต้องทำให้ชีวิตชาวสวนยางไม่ขึ้นต่อราคายางพาราเพียงอย่างเดียว ต้องสร้างรายได้หลาย ๆ ทางจากที่ดินแปลงเดียวกัน

          ขอให้มองอดีตก่อนมีสวนยาง คนใต้มีวิถีการปลูกพืชแบบ “สมรม” คือปลูกพืชหลาย ๆ อย่าง ทั้งไม้ใช้สอย ไม้ผล พืชกินใบ พืชกินหัวใต้ดินและพืชสมุนไพร แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ชีวิตก็ไม่ลำบาก สภาพดินก็มีความสมบูรณ์และหลากหลายทางนิเวศน์ ภูมิปัญญาในการปลูกพืชก็รักษาไว้ได้

          แต่การเข้ามาของสวนยางพารา ผืนดินก็ถูกไถเหี้ยนเตียนเพื่อปลูกยางพาราเพียงอย่างเดียว การไถที่ดินจนพืชพรรณนานาชนิดหมดสิ้นเช่นนี้ไม่ใช่เพียงเป็นการไถเอาพรรณไม้ ความสมบูรณ์ของผืนดิน แต่ได้ไถภูมิปัญญาวิถีชีวิตในการเพาะปลูกกลบฝังดินไปด้วย

          ดังนั้นทางรอดของชาวสวนยางในขณะนี้จึงเห็นว่าควรปรับวิถีการผลิตใหม่เปลี่ยนจาก “สวนยาง” เป็น”ป่ายาง” โดยนำภูมิปัญญาในอดีตกลับคืนมา ปลูกพืชหลากหลายชนิดแซมลงไปในสวนยาง ซึ่งปัจจุบันมีชาวสวนยางจำนวนไม่น้อยที่ลงมือทำเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม

          จากการที่ผมลงไปคุยกับชาวบ้านที่ได้ปฏิบัติจริงพบว่ามีพืชไม่น้อยกว่า 30 ชนิดที่สามารถปลูกร่วมกับยางพาราได้ในลักษณะพึ่งพาซึ่งกันและกัน ไม้ใช้สอยเช่น ตะเคียนทอง สะเดาเทียม ไม้เคี่ยม ไม้ผลเช่นมังคุด ละมุด สละ พืชผักเช่นผักเหลียง ต้นฉิ่ง และพืชสมุนไพรรวมทั้งพืชสวนครัวก็ปลูกได้หลายชนิดเช่น ขิง ข่า พริกไทย กระวาน ฯลฯ

          การเปลี่ยนสวนยางเป็นป่ายางเช่นนี้ ผมเห็นว่าจะเกิดประโยชน์หลายอย่างด้วยกัน ประการแรกคือ จะมีรายได้จากหลาย ๆ ทาง ซึ่งจากการพูดคุยกับชาวสวนที่ประสบผลสำเร็จพบว่า ผักเหลียงสามารถเก็บขายได้เดือนละ 2 ครั้ง มีรายได้เป็นกอบเป็นกำ ส่วนผลไม้ก็ให้ผลตามฤดูกาล

          ประการถัดมาก็คือ ทำให้ระบบนิเวศน์ของสวนยางเกิดความสมดุลขึ้น สภาพดินดีขึ้น สัตว์ตามธรรมชาติอาศัยอยู่ได้และยังสามารถเลี้ยงสัตว์จำพวกไก่บ้าน หมูพื้นบ้านพึ่งได้อีกด้วย ที่สำคัญก็คือเป็นการรื้อฟื้นภูมิปัญญาของการทำสวนสมรมให้คืนชีพขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง ดังนั้นป่ายางจึงไม่เพียงเป็นที่มาของรายได้เท่านั้น แต่ยังเป็นแหล่งอาหารของครอบครัวได้อีกด้วย

          ในทางปฏิบัติก็ทำไม่ยาก ชาวบ้านอาจลงมือทำประมาณ 3 – 5 ไร่ ก็เพียงพอ พันธุ์ไม้ต่าง ๆ ก็มีอยู่ในท้องถิ่นหรือแลกเปลี่ยนพันธุ์ไม้กัน อาศัยความขยัน เอาใจใส่ก็จะเนรมิตรสวนยางเป็นป่ายางได้

          ผมว่าเรื่องนี้ต้องทำเชิงยุทธศาสตร์คือ ทำไปตีฆ้องร้องป่าวให้ความรู้ สร้างการตื่นตัว มีแปลงตัวอย่างให้ได้ดูงาน เรียนรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งตัวจักรสำคัญในการเคลื่อนงานอย่างมีประสิทธิภาพก็คือ กลุ่มองค์กรชุมชนที่ทำงานด้านการเกษตรหรือสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งสมาชิกส่วนใหญ่เป็นเกษตรกรอยู่แล้ว โดยภาครัฐจะต้องเข้ามาสนับสนุนและร่วมกันขับเคลื่อนให้เป็นยุทธศาสตร์ป่ายางระดับจังหวัดให้ได้ ซึ่งขณะนี้ผมทราบว่าหลายจังหวัดได้เริ่มตื่นตัว ลงมือทำกันบ้างแล้วเช่น ตรัง พัทลุง นครศรีธรรมราช สตูล ฯลฯ

          นอกจากยุทธศาตร์ป่ายางแล้วอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญมากเช่นกันคือ “การแปรรูป” โดยการนำน้ำยางพาราไปแปรรูปเป็นการผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คนจีนพูดว่า “เห็นคนไทยขายน้ำยางมาตั้งร้อยปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังขายน้ำยางอยู่เหมือนเดิม” ซึ่งก็เป็นความจริง นั่นแสดงว่า เราไม่ให้ความสำคัญกับการแปรรูป ทั้ง ๆ ที่ผลิตภัณฑ์หลายอย่างสามารถทำได้ไม่ยากเช่น ที่นอน ถุงมือ รองเท้า ฯลฯ แต่รัฐไม่จริงจังกับเรื่องนี้

          คงถึงเวลาแล้วที่รัฐจะหันมาสนใจ สนับสนุน ส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปจากยางพาราโดยคนไทยเอง ซึ่งถ้าทำได้ทุกจังหวัดก็จะเป็นเรื่องดี เช่นเดียวกับชาวสวนยางที่ถึงเวลาแล้วเช่นกัน ที่จะปรับเปลี่ยนวิถีการปลูกจาก “สวนยาง” เป็น “ป่ายาง” เพื่อสร้างอนาคตที่มั่นคง ธรรมชาติที่สมดุล

85672 resize

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter