playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

2222

เป็นที่ทราบกันดีว่า ในปี พ.ศ.2558 นี้ 10 ประเทศในอาเซียนจะก้าวสู่ “ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน” หรือ AEC ซึ่งคาดว่าจะเกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษในภูมิภาคอาเซียนถึง 60 แห่ง

          สำหรับประเทศไทยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2556 มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ศึกษาความเหมาะสมในการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษจนกระทั่ง 19 เมษายน 2557 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติหรือคสช.ได้แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ (กนพ.) ภายใต้การดำเนินงานของ คสช. วันที่ 19 มกราคม 2558 รัฐบาลประกาศพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษ 5 จังหวัด (รวม 10 อำเภอ 36 ตำบล) ได้แก่ จ.ตาก , มุกดาหาร , สระแก้ว , ตราดและสงขลา และวันที่ 24 เมษายน 2558 รัฐบาลได้ประกาศเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ระยะที่ 2 อีก 5 จังหวัด (12 อำเภอ 55 ตำบล) ได้แก่ เชียงราย หนองคาย กาญจนบุรี นราธิวาสและนครพนม รวมทั้งสิ้น 10 จังหวัด 22 อำเภอ 91 ตำบล

          สำหรับกลไกการบริหารจัดการนั้นมี กนพ.เป็นกลไกหลักโดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธานและตั้งสำนักงานเลขานุการขึ้นที่สภาพัฒน์ โดยมีหลักการและแนวทางการดำเนินงานคือ รัฐจะเป็นผู้ให้สิทธิประโยชน์จัดหาโครงสร้างพื้นฐาน การบริหารแรงงานต่างด้าวแบบไป – กลับ และปรับกฏระเบียบต่าง ๆ โดยภาคเอกชนเป็นผู้ลงทุน ประชาชน มีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนา เป็นการกระจายความเจริญสู่ภูมิภาค ลดความเหลื่อมล้ำ ยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน และแก้ปัญหาความมั่นคงตามเขตชายแดน

          ส่วนประเภทของกิจการที่จะลงทุน กนพ..ได้มีมติเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2558 เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า มีอยู่ 13 กิจการได้แก่ 1.) อุตสาหกรรมการเกษตรประมงและกิจการที่เกี่ยวข้อง 2.) เซรามิก 3.) สิ่งทอเครื่องนุ่งห่มและเครื่องหนัง 4.) เครื่องเรือน 5.) อัญมณีและเครื่องประดับ 6.) เครื่องมือแพทย์ 7.) ยานยนต์ เครื่องจักรและชิ้นส่วน 8.) เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ 9.) พลาสติก 10.) ยา 11.) โลจิสติกส์ 12.) นิคมหรือเขตอุตสาหกรรมและ 13.) กิจการเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว โดยจังหวัดไหนจะมีการลงทุนประเภทไหนก็ได้มีการกำหนดไว้หมดแล้วเช่นกัน

          ปัญหาของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ประชาชนจะสนับสนุนหรือคัดค้านการมีเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ แต่อยู่ที่ว่าการดำเนินงานผลักดันให้เกิดโครงการนี้เป็นไปอย่างรวดเร็ว ประชาชนขาดการมีส่วนร่วมและรับรู้ข้อมูลน้อยมาก ซึ่งขัดกับหลักการและแนวทางการดำเนินงานที่ระบุไว้ว่า ประชาชนต้องมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์จากการพัฒนา

          พูดง่าย ๆ ว่าโครงการนี้ประชาชนไม่มีส่วนร่วมเลยแม้แต่น้อย จะว่าไปแล้วย่อมขัดกับหลักสิทธิ เสรีภาพของพลเมืองไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับไหน ๆ ที่ผ่านมาแม้แต่ฉบับที่กำลังยกร่างอยู่ในปัจจุบันก็กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะ (ม.65)

        135168 resize

  อ.เดชรัต สุขกำเนิด ม.เกษตรศาสตร์ ให้ความเห็นหลายประการว่า โครงการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ไม่มีการลงทุนเกี่ยวกับการพัฒนาคน เช่น การลงทุนด้านการศึกษา สาธารณะสุข ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงก่อนที่จะลงทุนใด ๆ จะต้องมีการวิเคราะห์พื้นที่ วิเคราะห์คนในพื้นที่อย่างละเอียดแล้ววางแผนพัฒนาคนก่อน แต่รัฐทำตรงกันข้ามคือ ทำการลงทุนในโครงการต่าง ๆ แล้วจะเตรียมคนทีหลัง ซึ่งสวนทางกัน

          “ทั้ง 10 จังหวัดที่มีโครงการพบว่า ประชากรมีรายได้และระดับการศึกษาค่อนข้างต่ำ ยกเว้นสงขลาและตราด ผมจึงเห็นว่าเลือกจังหวัดได้ถูกซึ่งจะเป็นการท้าทายอย่างยิ่งว่า พอการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษเดินหน้าไปในแต่ละจังหวัด จะทำให้ชาวบ้านมีรายได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นหรือไม่” อ.เดชรัต กล่าว

          อ.เดชรัต ยังให้ข้อสังเกตุอีกว่า การกำหนดว่าแต่ละจังหวัดจะมีการลงทุนอะไร เห็นว่ายังไม่สอดคล้องกับศักยภาพของคนในพื้นที่เช่น ทุกจังหวัดมีศักยภาพในการผลิตอาหารและพืชพลังงานแต่กำหนดให้มีอุตสหกรรมอาหาร ฯ เพียงไม่กี่จังหวัดเท่านั้น ดังนั้นโอกาสที่คนในพื้นที่หรือชาวบ้านจะได้ประโยชน์จากโครงการจึงมีน้อย ดังนั้นเห็นว่าควรนำโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละจังหวัดมาประกอบการพิจารณาด้วย

          เมื่อวันที่ 14 – 15 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมาสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้เชิญแกนนำชุมชนจากทั้ง 10 จังหวัดมาพูดคุย เรียนรู้ และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นที่ KU-HOME ม.เกษตรศาตร์ พบความจริงที่น่าตกใจเป็นอย่างยิ่งคือ ชาวบ้านเกือบทั้งหมดไม่รู้ข้อมูลว่าจะมีโครงการอะไรบ้างลงในจังหวัดของตนเอง ไม่รู้ว่าโครงการมีความคืบหน้า จนมีการเห็นชอบจากรัฐบาลแล้วมากมาย สรุปว่า เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เดินหน้าไปมากแล้ว แต่ชาวบ้านยังไม่รู้ข้อมูลและยังไม่ได้เตรียมตัวเพื่อรับมือกับผลกระทบที่ตามมาใด ๆ ทั้งสิ้น ไม่ว่าผลกระทบจากการเวนคืนที่ดินและเรื่องอื่น ๆ ที่จะทำให้วิถีชีวิตเปลี่ยนไป

          ทิวาพร ศรีวรกุล เครือข่ายกสิกรรมธรรมชาติ จ.กาญจนบุรีบอกว่า ตอนนี้ภาคประชาชนในพื้นที่จะต้องผนึกกำลังกันเพื่อรับมือกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเข้าไปมีส่วนร่วม เราใช้ “เครือข่ายเมืองกาญจน์น่าอยู่” ซึ่งมีองค์ประกอบจากหลายเครือข่ายในกาญจนบุรีเป็นกลไกทำงานของภาคประชาชนในอันที่จะประมวลข้อคิดเห็นของชาวบ้านเข้าไปกำหนดการทำงานของเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เป็นการปกป้องและรักษาผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งคิดว่า 10 จังหวัดต้องสร้างกลไกภาคประชาชนเข้าไปร่วมทำงานกับรัฐและนักลงทุนด้วยเช่นกัน

          “กาญจนบุรีไม่ได้ขัดขวางเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ เต่รัฐต้องให้ผลตอบแทนที่เหมาะสมเช่น การเวนคืนที่ดินที่คุ้มค่า นโยบายของรัฐต้องสนับสนุนประชาชนที่เขาเสียหายมากกว่าให้ความสำคัญกับการอุดหนุนภาคธุรกิจ” ทิวาพร กล่าว

          นิวัตน์ ร้อยแก้ว จากกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงรายบอกว่า เรื่องเขตเศรษฐกิจพิเศษเป็นเรื่องดี แต่มีสิ่งที่พึงระวังให้มากคือ การพัฒนาต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และวิถีชิวตของชุมชน รัฐต้องเข้ามาสนับสนุนชาวบ้านให้เขาเตรียมตัวเพื่อปกป้องสิ่งดีงามของเขา อีกทั้งการพัฒนาที่จะเข้ามาต้องทำให้ชาวบ้านได้ประโยชน์ด้วย

          อ้อมบุญ ทิพย์สุนา จากภาคอีสานบอกว่า ตอนนี้ประชาชนในแต่ละจังหวัดต้องรีบไปเชื่อมร้อยเครือข่าย เรียนรู้ เพื่อให้เกิดความเท่าทัน ชวนนักวิชาการ นักกฏหมาย นักพัฒนา ในพื้นที่มาร่วมมือกัน เพราะชาวบ้านยังอ่อนเรื่องกฏหมายและการเท่าทันข้อมูล เรื่องนี้สำคัญมาก เห็นว่าองค์กรพัฒนา ที่ทำงานกับชาวบ้าน ไม่ว่าจะเป็น พอช. และตระกูล “ส” เช่น  สสส. , สช. , สกว. ฯลฯ จะต้องเข้ามาหนุนเสริมชาวบ้านและเชื่อมโยงเป็นเครือข่ายชาวบ้านทั้ง 10 จังหวัด ทำงานร่วมกันให้ได้

          การเตรียมความพร้อมให้กับชาวบ้านเป็นเรื่องสำคัญ เพราะรัฐเดินเร็วมาก ถ้าเราเตรียมความพร้อมได้ทัน เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษก็จะเป็นโอกาสของชาวบ้าน แต่ถ้าไม่พร้อม มันก็จะกลายเป็นภัยคุกคามได้เช่นกัน

135173 resize

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter