สิงห์บุรี : วันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๕๘ เครือข่ายองค์กรชุมชนจังหวัดสิงห์บุรี ร่วมกับเครือข่ายองค์กรชุมชนภาคกลางและตะวันตกและภาคี จัดเวทีพลเมืองประชามติ ค่ายบางระจันขึ้น ณ บริเวณอุทยานวีรชนค่ายบางระจัน อ.ค่ายบางระจัน จ.สิงห์บุรี มีผู้เข้าร่วมในเวทีดังกล่าวร่วม ๕๐ คน เป็นการจัดเวทีเพื่อให้ความรู้ความเข้าใจในร่างรัฐธรรมนูญและร่วมพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชน ใน ๒๗ มาตรา ที่เกี่ยวกับสิทธิชุมชน พลเมืองเป็นใหญ่ กระจายอำนาจ และสังคมเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ โดยมีกระบวนการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว และจะมีการจัดเวทีในระดับจังหวัดทั่วประเทศในช่วงเวลา ๓๐ วันต่อจากนี้ไป เน้นการให้ความรู้โดยชุมชน เพื่อชุมชนทั่วประเทศ
นายสุรินทร์ กิจนิตชีว์ ผู้นำองค์กรชุมชน จ.พระนครศรีอยุธยา กล่าวว่า ตนเป็นพลเมืองไทยคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่ จ.อยุธยา วันนี้เรามาจากที่หลากหลายทั้งพื้นที่และภาคี มาด้วยหัวใจของความเป็นพลเมืองไทย มีความตื่นรู้ ตระหนักรู้ในการเป็นพลเมืองไทย แต่ไม่มีเวทีที่จะส่งเสียง เสียงที่ออกสู่สาธารณะปัจจุบันคือเสียงของผู้มีอำนาจ ทั้งนักการเมือง ข้าราชการ กลุ่มทุน ต่อไปนี้พลเมืองประชาชนจะออกเสียง เป็นเสียงของภาคพลเมือง และเราจะทำเสียงนี้ให้ทั่วแผ่นดินไทย ส่งผลสะเทือนถึงการปฏิรูป
“เราต้องการกำหนดอนาคตของประเทศไทย บนฐานวิถีชีวิตความเป็นอยู่อย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เราพร้อมรับผิดชอบ เพื่อให้ลูกหลานได้มีแผ่นดินอยู่อย่างสันติสุขในอนาคต ถือว่ารัฐธรรมนูญเป็นเรื่องของประชาชน โดยประชาชน และเพื่อประชาชน วันที่ ๔ ก.พ. คือวันประกาศอิสระภาพของชาวบางระจัน หากเป็นไปได้ วันที่ ๙ ม.ค. ๕๙ ภาคประชาชนจะประกาศเจตนารมย์ของพลเมืองไท เราต้องออกมาส่งเสียงประชาชน ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถือว่าให้ความสำคัญกับประชาชน หลักการสำคัญคือ “การกระจายอำนาจ” ให้กับภาคประชาชน”
นายประชาญ มีสี ผู้นำขบวนองค์กรชุมชน จ.สิงห์บุรี ระบุว่า ที่ผ่านมาเสียงของประชาชนคนเล็กคนน้อยถูกละเลย ชุมชนอ่อนแอเนื่องจากการจัดการชุมชนของรัฐที่ผ่านมา แม้จะมีการกระจายอำนาจ แต่ไม่ให้อำนาจชุมชนในการจัดการตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อมและอีกหลายๆเรื่อง วันนี้จึงจัดเวทีเรียนรู้เรื่องรัฐธรรมนูญใหม่ขึ้นมา โดยใช้ชื่อเวทีว่า “พลเมืองประชามติ” ด้วยอยากฟังเสียงพลเมืองก่อนที่จะมีประชามติจากเวทีของกรรมมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะมีการรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ และก่อนที่จะมีการใช้รัฐธรรมนูญในอนาคต
“อย่างน้อยการจัดเวทีเล็กๆ ด้วยบรรยากาศที่อบอุ่น ถือว่าเป็นเสียงจากพี่น้ององค์กรชุมชนในพื้นที่จริงๆ ทั้งสภาองค์กรชุมชน ท้องที่ท้องถิ่นท้องที่ และองค์กรชุมชน ได้มาแลกเปลี่ยนกัน สำหรับความคิดส่วนตัวนั้นมองว่า หากสาระที่เกี่ยวกับชุมชนได้ถูกบัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญถือว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ให้ความสำคัญกับชุมชนได้มีสิทธิในการจัดการตนเองเพิ่มขึ้น แต่ถ้าสิทธิพลเมืองเหล่านี้ไม่ถูกบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้ชุมชนอ่อนแอไม่สามารถจัดการชุมชนท้องถิ่น”
นางทิวาพร ศรีวรกุล ผู้อำนวยการศูนย์กสิกรรมธรรมชาติท่ามะขาม จ.กาญจนบุรี กล่าวว่า วันนี้กฏหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรัฐบาลมีแนวคิดที่จะตัดออก ๒๗ มาตรา ซึ่งเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับภาคประชาชนหรือพลเมือง ซึ่งเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทำอย่างไรจะให้ชุมชนเข้าใจและลุกขึ้นมาเรียกร้องให้รัฐบาลคงมาตราเหล่านี้ให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการลุกขึ้นมากำหนดวิถีชีวิตและชะตาของตนเอง นี่คือสิ่งที่เราต้องเร่งทำทุกจังหวัดเพื่อให้พี่น้องในชุมชนเข้าใจในมาตราต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับตนเองและสิทธิชุมชน เครือข่ายองค์กรชุมชนเองยืนยันว่าจะตัดออกไปไม่ได้ ต้องให้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้
“หากวันนี้พี่น้องลุกขึ้นมาทำความเข้าใจกับสิทธิชุมชนของตนเอง ถ้ายังอยู่เฉยๆ หากมาตราเหล่านี้ถูกตัดไป เราก็จะกลับไปสู่รูปแบบหรือระบบเดิมๆ ซึ่งใครก็ไม่รู้มากำหนด ประเด็นการปฏิรูปที่สำคัญมากกว่า คือการกระจายอำนาจ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต เศรษฐกิจและทุนทั้งหลายให้ชุมชนได้มีสิทธิและลุกขึ้นมาจัดการและกระจายลงมาให้ชุมชนจัดการท้องถิ่นในฐานะเจ้าของประเทศนี้อย่างแท้จริง”
ด้านนางกมลปถมพร กัญหา ตัวแทนสภาองค์กรชุมชนตำบลสระบุรี กล่าวว่า หากกระแสการตัดมาตราที่เกี่ยวข้องกับชุมชนพลเมืองออกไปจากรัฐธรรมนูญ ก็ส่งผลกระทบกับชุมชนแน่นอน ที่ผ่านมารัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ หรือ ๒๕๕๐ ก็ยังไม่เห็นภาพของการมีส่วนร่วมจากประชาชนเกิดขึ้นจริง ซึ่งเราคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้บัญญัติไว้หลายมาตราที่เกี่ยวข้องกับพลเมือง ให้ชุมชนมีส่วนร่วม หากรัฐบาลจะตัดมาตราที่เกี่ยวข้องกับสิทธิพลเมืองและการมีส่วนร่วมของประชาออกไป จะเกิดความขัดแย้ง “หากบอกว่าการปฏิรูปครั้งนี้มาจากเสียงประชาชน นั่นคือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ประชาชนมีส่วนร่วม ก็ต้องฟังเสียงประชาชน วันนี้ขบวนสภาองค์กรชุมชนให้ชาวบ้านได้เข้ามาเรียนรู้ว่า รู้สึกดีใจที่มีเวทีนี้ ผู้ที่มาเข้าร่วมทุกจังหวัดจะได้นำไปขยายและทำความเข้าใจกับพี่น้องในแต่ละจังหวัด และทำให้รัฐบาลได้เห็นว่า ถึงแม้ท่านจะตัดมาตราเหล่านี้ออกไป แต่ประชาชนข้างล่างคิดว่าการเรียนรู้ของเขานั้นสำคัญ”
อนึ่งในช่วงท้ายได้มีการลงประชามติต่อรัฐธรรมนูญร่วมกันของคนบางระจันและเครือข่ายองค์กรชุมชนที่เข้าร่วมในครั้งนี้หย่อนลงกล่องเพื่อรวบรวมข้อมูลในการนำเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ด้วยแสดงสัญลักษณ์จากนักรบบางระจันที่มีความรักสามัคคี แม้จะมีไพร่พลที่น้อยนิด แต่ก็สู้เพื่อชาติบ้านเมือง เปรียบเหมือนขบวนองค์กรชุมชนต้องร่วมกันปลุกพลังที่มีอยู่ในแต่ละจุดได้ลุกขึ้นมาตื่นรู้เป็นพลเมืองของประเทศอย่างแท้จริง
รายงาน : สุธิดา บัวสุขเกษม และอาอิฉ๊ะ แก้วนพรัตน์
ภาพ : ผู้สื่อข่าวชุมชนภาคกลาง






