ความเคลื่อนไหวของภาคประชาชนที่ลุกขึ้นมากำหนดแผนการพัฒนาจังหวัดในพื้นที่ภาคอีสาน นอกจากจังหวัดอำนาจเจริญที่มีการประกาศธรรมนูญและแผนพัฒนาประชาชนสู่เมืองธรรมเกษตรแล้ว ที่จังหวัดสุรินทร์ก็กำลังจะมีการทำแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตจากระดับหมู่บ้าน ตำบล อำเภอ เพื่อขมวดความต้องการร่วมกันของคนสุรินทร์ผลักดันสู่แผนการพัฒนาในระดับจังหวัด ซึ่งจะมีการประกาศแผนในวันที่ 24 มิถุนายน 2558 นี้ เพื่อให้คนสุรินทร์ “กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด” หรือที่พวกเขาเรียกกันว่า “สุรินทร์โนวเจียนเมียนเซาะ”
นางลาวัลย์ งามชื่น ประธานที่ประชุมในระดับจังหวัดของสภาองค์กรชุมชนตำบล จังหวัดสุรินทร์บอกว่า “ คนสุรินทร์ กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด คือเป้าหมายการเปลี่ยนแปลง โดยสภาองค์กรชุมชนตำบลจังหวัดสุรินทร์ จะร่วมมือกับท้องที่ ท้องถิ่น องค์กรพัฒนาเอกชน และกลไกภาครัฐขับเคลื่อนร่วมกันผ่านแนวทางสำคัญที่เน้นการพัฒนาจากฐานราก เสริมศักยภาพคนทำงาน ก่อรูป เชื่อมร้อย ถักทอเครือข่ายให้เข้มแข็ง มุ่งไปสู่การเปลี่ยนแปลงให้ชีวิตคนสุรินทร์ได้อยู่ดีมีสุข อันเกิดจากความต้องการ และการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นสำคัญ ”
ในการดำเนินงานเพื่อบรรลุผล “กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลด” นั้นได้มีพื้นที่ต้นแบบของแต่ละเรื่องเพื่อขยายผลให้ทุกตำบล พัฒนาให้กิดครบทั้ง 4 ประการ โดยเรื่องของการ “กินอิ่ม” ใช้พื้นที่ ตำบลศรีสุข ตำบลศรีณรงค์ เป็นตำบลเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญกับการปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ไว้กินเอง มีพันธุ์ของตนเอง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าว) หลีกเลี่ยงเกษตรเชิงเดี่ยวและสารเคมีที่ทำให้ชุมชนล่มสลายมาแล้ว หันมาทำเกษตรแบบผสมผสานเข้ากับแนวคิดไทยแต่โบราณที่ว่า “ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว บนพื้นดินมีของกินหลากหลาย”
นายไมตรี พร้อมเพรียง เกษตรกรไร่ผสมผสาน โดยเปลี่ยนที่นา 10 ไร่ มาปลูกพืชปลูกต้นไม้ที่หลากหลายในที่ของตนเล่าว่า ปัจจุบันเราซื้อกินซื้อใช้ โดยใช้เงินเป็นหลัก ก็มีแต่หนี้อย่างเดี่ยว ก็เลยได้แนวคิดในส่วนตรงนี้ว่า เราจะต้องมาออมน้ำ ออมดิน ออมต้นไม้ เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นส่วนที่ทำให้เกิดบำนาญชีวิตของตนเอง จากเกษตรเชิงเดี่ยวเราก็ทำมาแล้ว ทำนาอย่างเดียว หรือทำไร่อย่างเดียว มันเดินไปสู่ความล่มสลาย เพราะเราต้องใช้ทุนมาก ตรงนี้เองเราก็พลิกกลับมาว่า การผสมผสานทำให้ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ในบ่อในขอบสระทุกสิ่งทุกอย่างเรามีของกินโดยไม่ต้องซื้อหา สิ่งเหล่านี้มันก็มีในครอบครัวของเรา
สำหรับ “นอนอุ่น” ให้ความมั่นคงในการอยู่อาศัย มีบ้านไม่ต้องหลังใหญ่ แต่เป็นบ้านที่นอนอุ่น โดยให้ความสำคัญทั้งทางกายภาพและทางสังคม กล่าวคือ บ้านต้องมีความมั่นคงตั้งอยู่บนที่ดินที่มั่นคงแม้หลังไม่ใหญ่ และใส่ใจต่อทุกคนในครอบครัว หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ คนในครอบครัวให้ความสำคัญกับครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องที่อาศัยอยู่ในชุมชนแออัดที่มักจะมีปัญหาเรื่องการไล่รื้อ ก็จะพัฒนาสู่แก้ไขปัญหาตามโครงการ “บ้านมั่นคง” ที่ชาวบ้านเป็นเจ้าของและมีบทบาทหลักในการกำหนดทั้งบ้านและชุมชนโดยร่วมกันสร้างระบบต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อดูแลซึ่งกันและกัน
ประการที่ 3 คือทุนมี ได้ใช้ตำบลเมืองลีง อำเภอจอมพระ เป็นพื้นที่ต้นแบบ ในอดีตที่ผ่านมามาตำบลเมืองลิง ก็ไม่ต่างจากพื้นที่อื่น ๆ ที่ชาวบ้านพากันตัดโค่นไม้ในที่ดินของตนเองเพื่อปลูกพืชเชิงเดี่ยว รวมทั้งทำลายป่าหัวไร่ปลายนาที่บรรพบุรุษดูแลกันมาจนโล่งเตียน แต่คนกลุ่มหนึ่งที่มองเห็นความสำคัญของทรัพยากรป่าไม้ จึงคิดหาวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้การจัดเวทีประชาคมชุมชนรอบป่า เพื่อกำหนดกติการ่วมกัน โดยตั้งคำถามว่า “เราจะใช้ประโยชน์จากป่าอย่างยั่งยืนได้อย่างไร”
นายวิเชียร สัตตธารา แกนนำขบวนองค์กรชุมชนตำบลเมืองลีง เล่าให้ฟังว่า หลังจากที่ทำประชาคม ชาวบ้านจึงออกกฏกติกา ป่าชุมชนซึ่งมีอยู่ 4 แห่งจึงได้รับการดูแล แต่ต่อมาในปี พ.ศ.2553 – 2554 เป็นช่วงที่ยางพารากำลังบูมราคาสูง ทำให้ชาวบ้านต่างพากันโค่นต้นไม้ใหญ่ในที่ของตนเองจนโล่งเตียนเพื่อปลูกไม้ยางพารา จึงมีการคิดกันว่าทำอย่างไรไม่ให้เกิดการทำลายป่าเพื่อวิ่งตามกระแส ซึ่งก็ไม่ได้มีกฏหมายอันใดที่ห้ามทำลายป่าในที่ที่มีเอกสารสิทธิ์ จึงเริ่มคิดทำอย่างไรให้คนเมืองลีง “มีป่าอยู่ในใจ” เมื่อสำรวจก็พบว่าหลายครอบครัวยังคงเก็บรักษาป่าหัวไร่ปลายนาไว้ จึงมีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายป่าครอบครัวขึ้น และให้แต่ละรายเป็นต้นแบบ “ป่าครอบครัว”
“หลายคนไม่ได้มองทุนที่พ่อแม่สะสมไว้ ไม่ใช่เรื่องเงินเรื่องทองอย่างเดียว แต่มันคือการอยู่ดีมีสุข มีทรัพยากร ดินดี น้ำดี ป่าดี ซึ่งก็มีการขยายป่าครอบครัวต้นแบบ โดยใช้ที่ดินของของตนเองปลูกป่า ปัจจุบันมีสมาชิกเข้าร่วม 40 กว่าราย โดยปีที่ผ่านมาได้มีการทำการปลูกป่าเพิ่มเติมอีกมากกว่า 100 ไร่ ปีนี้ก็ยังมีการประสานงานขอกล้าพันธุ์ไม้เพิ่มเติมต่อเนื่อง” วิเชียรกล่าว
นายวิเชียน ย้ำถึงความสำคัญของทุนว่า ทุนที่สำคัญคือทุนทางปัญญา เพราะจะรักษาทุกอย่างไว้ได้ ถ้าไม่มีปัญญามีเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ การที่จะให้ทุนมี อย่ามองเรื่องเงินอย่างเดียว คนที่วิ่งตามเรื่องเงินอย่างเดียวหนี้สินพอกพูนและปลดหนี้ไม่ได้ วิ่งตามหนี้ไม่ทัน แต่คนไหนมองทุนทรัพยากรที่พ่อแม่ ปู่ย่า ตายายปลูกไว้และเก็บรักษา เขาจะอยู่ดีมีสุข โดยยึดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง อย่าทำลายทุนของตนเองโดยไปวิ่งตามสังคม กระแสทุนบริโภคนิยม
ประการสุดท้ายคือ “หนี้ลด” โดยใช้พื้นที่ตำบลแนงมุด อำเภอกาบเชิง เป็นพื้นที่เรียนรู้บนหลักการที่ว่า การทำให้หนี้ลดจะต้องทำงานหลาย ๆ ด้าน ควบคู่กันไป เช่นการจัดการ “ทุนเงิน” ในตำบลไม่ให้ไหลออกนอกพื้นที่ แต่ให้ไหลเวียนเกิดประโยชน์ในตำบลให้มากที่สุด การทำให้ทุนทางธรรมชาติไม่ว่า ดิน น้ำ ป่า มีความมั่นคงเกิดประโยชน์ต่อคนในท้องถิ่น การจัดการภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อคนท้องถิ่น และการรู้จักใช้ชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงแล้วจะไม่เป็นหนี้
นายวิศิษฐ์ ภาณุพินทุ ประธานสถาบันการเงินชุมชนแนงมุด และนายกองค์กรบริหารส่วนตำบลแนงมุด เล่าให้ฟังว่า ที่นี่มีสถาบันการเงินชุมชนที่เกิดจากการรวมตัวกันของกองทุนระดับหมู่บ้านทั้งตำบล เพื่อเป็นการช่วยเหลือสมาชิก กำจัดหนี้นอกระบบ บางคนติดหนี้นอกระบบเอาโฉนดไปจำนอง เราก็ร่วมมือกับธนาคารออมสินปล่อยเงินกู้รายละ 2 แสนบาท เพื่อไถ่โฉนดออกมา และเก็บไว้ที่สถาบันการเงินให้สมาชิกผ่อนชำระ สถาบันการเงินเป็นหลักค้ำประกันให้สมาชิกอีกทอดหนึ่ง เพราะถ้าให้ชาวบ้านเดินเข้าหาธนาคารโดยตรงก็เข้าถึงยากกว่า
ดังนั้นการทำให้เกิดโนวเจียนเมียนเซาะที่สุรินทร์หรือคนสุรินทร์ กินอิ่ม นอนอุ่น ทุนมี หนี้ลดก็ต่อเมื่อ ชุมชนมีการจัดทำข้อมูลในทุก ๆ ด้าน ทั้งรายรับ รายจ่าย ทรัพยากรธรรมชาติ ศักยภาพด้านต่าง ๆ ของชุมชน ฯลฯ แล้วนำไปสู่การจัดทำแผนแม่บทชุมชน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาของชุมชนเอง ตลอดจนนำแผนพัฒนานั้นไปบูรณาการกับแผนของอบต. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการร่วมมือกันจากทุกภาคส่วนในพื้นที่จากระดับตำบลสู่ระดับจังหวัดต่อไป




