playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโส กล่าวไว้ว่า “สังคมIMG 8773 resizeไทยจะอยู่ดีมีสุขได้โดยการทำให้เกิดสัมมาชีพเต็มพื้นที่ นั่นคือ ครอบครัวส่วนใหญ่มีรายได้มากกว่ารายจ่าย อันเนื่องจากการดำรงชีพที่ลดการเบียดเบียนตนเอง ลดการเบียดเบียนผู้อื่นและลดการเบียดเบียนสิ่งแวดล้อม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวคือการให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงของเศรษฐกิจฐานราก”

      nan120558.03    เศรษฐกิจของสังคมไทยในอดีต  เป็นวิถีแบบ “ทำมาหากิน” ที่มีความสัมพันธ์และเอื้อกับธรรมชาติของแต่ละท้องถิ่น โดยเน้นให้เกิดความพออยู่พอกิน พึ่งพาต่อกันระหว่างคนกับธรรมชาติในชุมชน ซึ่งไม่เพียงสร้างความยั่งยืนให้แก่ชุมชนและธรรมชาติเท่านั้น  แต่ยังก่อให้เกิดความรู้ ภูมิปัญญาที่แตกต่างหลากหลาย  ตามสภาพของแต่ละท้องถิ่น  ซึ่งภูมิปัญญาหลาย ๆ อย่างได้รับการเรียนรู้ปฏิบัติสืบทอดสู่คนรุ่นหลังถึงปัจจุบัน เช่น ภูมิปัญญาด้านการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการน้ำ ภูมิปัญญาว่าด้วยการเพาะปลูกและอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์ ภูมิปัญญาด้านอาหารและการถนอมอาหาร ภูมิปัญญาด้านการทำหัตถกรรมต่าง ๆ เป็นต้น และเนื่องจากยังไม่มีปัจจัยภายเข้ามากระทบมากนัก จึงทำให้ชุมชน สามารถกำหนดและควบคุมระบบเศรษฐกิจ ให้เป็นไปตามความต้องการของชุมชนท้องถิ่นได้ 

          นับตั้งแต่ประเทศได้นำแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติเข้ามาใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๐๔ ซึ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ เช่น การส่งเสริมเกษตรเชิงเดี่ยวเพื่อการค้า การส่งเสริมอุตสหกรรม การพาณิชย์และบริการ ทำให้การผลิตแบบทำมาหากิน เปลี่ยนไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบทำมาค้าขาย ส่งผลให้ระบบเศรษฐกิจชุมชนไม่เพียงไม่ได้รับการพัฒนาต่อยอดให้ก้าวหน้า แต่ภูมิปัญญาต่าง ๆ ของสังคมชนบท ยังถูกแทนที่ด้วยวิทยาการความรู้ใหม่ ๆที่มาพร้อมกับระบบเศรษฐกิจแบบทำมาค้าขายอย่างต่อเนื่องและยาวนานกว่า ๔ ทศตวรรษ ส่งผลให้สังคมและเศรษฐกิจชนบทไม่อาจกำหนดและควบคุมได้โดยคนชนบทอีกต่อไป แต่ต้องขึ้นอยู่กับระบบเศรษฐกิจจากภายนอกโดยสิ้นเชิง ทรัพยากรธรรมชาติ 

          นับตั้งแต่โลกก้าวสู่กระแสโลกาภิวัตน์อย่างเต็มตัว ประมาณปี ๒๕๒๘ เป็นต้นมา กระแสทุนนิยมโลกที่มาพร้อมกับแนวคิดวัฒนธรรมตะวันตก  ทำให้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นที่ดินทรัพยากร ฯลฯ  คือสินค้าที่สามารถนำไปสู่การสร้างกำไรได้โดยไม่ต้องทำการผลิต   ระบบการผลิต ทั้งอาหารและอื่น ๆ มีการผูกขาดอย่างเบ็ดเสร็จ ก่อให้เกิดการแย่งชิงทรัพยกรธรรมชาติ พันธุ์กรรมพืชและสัตว์ และเกิดการกว้านซื้อที่ดินอย่างขนานใหญ่ ฯลฯ  ซึ่งการแย่งชิงและการผูกขาด มีการเชื่อมโยงเป็นระบบเดียวกัน ตั้งแต่ ระดับโลก ประเทศ และชุมชน สถานการณ์เช่นนี้ทำให้ระบบเศรษฐกิจของชุมชน ตกอยู่ภายใต้ระบบเศรษฐกิจดังกล่าวมากขึ้น จนยากที่จะสลัดให้หลุดพ้นได้ภายใต้ศักยภาพของชุมชนที่มีอยู่ภูมิปัญญาท้องถิ่นถูกทำลาย

          จากข้อมูลพบว่า มีการรวมตัวเป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชนทั่วประเทศ ประมาณ 74,000 กลุ่ม สหกรณ์อีกประมาณ 8,200 แห่ง ยังไม่นับรวมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) 2.75 ล้านรายและหาบเร่ แผงลอยอีกประมาณ 8 ล้านราย

          ถึงแม้ว่ามีหน่วยงานของรัฐมากมาย มีหน้าที่ในการส่งเสริมความเข้มแข็งของระบบเศรษฐกิจฐานราก แต่มีลักษณะต่างคนต่างทำ  มีความซ้ำซ้อน ขาดการบูรณาการการทำงานร่วมกัน ตลอดจนขาดการประ

สานความร่วมมือกับภาคส่วนอื่นๆ ทำให้ขาดทิศทาง และขาดความต่อเนื่อง ขาดความรู้ใหม่ ๆ ในการดำเนินงาน ฯลฯ จึงไม่เกิดประสิทธิภาพ ประสิทธิผล

        

IMG 8775 resize

  คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ สมาชิกสภาปฎิรูปแห่งชาติด้านสังคม ฯ และประธานกรรมการบริหารมูลนิธิ

สัมมาชีพ สรุปว่าแม้จะมีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน แต่ระบบเศรษฐกิจฐานรากยังขาดเจ้าภาพที่แท้จริง

          “เมื่อ 7 ปี ก่อน (พ.ศ.2552) เราตั้ง “มูลนิธิสัมมาชีพ” ขึ้นมาทำงานเรื่องนี้ มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี และ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ เป็นผู้ริเริ่มที่สำคัญ โดยเรายึดหลักของ ดร.ป๋วย อึ้งภากรณ์ ที่ว่า “ ไปหาชาวบ้าน อยู่กับเขา เรียนรู้จากเขา วางแผนกับเขา ทำงานกับเขา เริ่มจากสิ่งที่เขารู้ สร้างจากสิ่งที่เขามี สอนโดยชี้ให้เห็น เรียนจากการทำเป็นแนวทางในในการทำงาน พร้อม ๆ ไปกับการประสานพลังจากภายนอกโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาคธุรกิจ ซึ่งมีองค์ความรู้บางอย่างที่ชาวบ้านไม่มีเข้ามาผสานพลังกับชุมชน “ สนธิรัตน์กล่าว

          “เราจะไม่เป็นคนบอกว่า ชาวบ้านต้องทำอะไร แต่จะสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน ผ่านการปฏิบัติ โดยอาศัยทุนที่มีอยู่ในชุมชนและให้ชาวบ้านเป็นผู้ตัดสินว่าเขาจะทำอะไร ภาคธุรกิจจะเสริมอะไรได้บ้าง ภาคีพัฒนาอื่น ๆ ในท้องถิ่นจะเข้ามาเสริมพลังส่วนใดได้บ้าง กระบวนการผสานพลังร่วมระหว่างชุมชน ภาคธุรกิจ และภาคีพัฒนาต่าง ๆ ทั้ง 3 ส่วนนี้ จะนำไปสู่การสร้างธุรกิจชุมชนที่ยั่งยืน ที่จะส่งผลต่อการพัฒนาประเทศที่ยั่งยืน

          สนธิรัตน์บอกอีกว่า ประเทศต้องมีแผนยุทธศาสตร์สัมมาชีพชุมชน เพื่อฟื้นระบบเศรษฐกิจฐานล่างให้เข้มแข็ง ซึ่งก่อนหน้านี้มูลนิธิสัมมาชีพได้ทดลองทำนำร่องใน 6 ตำบล โดยมีสามภาคียุทธศาสตร์ดังกล่าว เช่นที่บางสน จังหวัดชุมพร บัวใหญ่ จังหวัดน่าน เกาะสาหร่าย จังหวัดสตูลเป็นต้น โดยหวังให้เป็นพื้นที่ต้นแบบในการขยายไปสู่พื้นที่อื่น ๆ ต่อไป และเพื่อให้การทำงานเป็นจริงมากขึ้น เราได้ผลักดันเข้าสู่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ฯ ซึ่งประกอบด้วย วิสาหกิจชุมชน ,SME การเงินฐานรากและสหกรณ์ โดยผลักดันให้เกิดกลไกหนุนเสริมศักยภาพทางธุรกิจฐานรากขึ้นมา

          “ตอนนี้พยายามแสวงความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่ทำงานด้านเศรษฐกิจฐานราก เช่นจะร่วมมือกับสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ที่ทำงานด้านเศรษฐกิจและทุนชุมชน ร่วมมือกับกระทรวงเกษตร ฯ ที่ทำงานด้านสหกรณ์ ฯลฯ

        1420520982474  “ผมเห็นว่าเรื่องนี้มีความสำคัญจึงต้องทำให้เกิดกลไกหนุนเสริมศักยภาพด้านเศรษฐกิจฐานล่างขึ้นมา ทำหน้าที่ประสานและเชื่อมโยงชุมชน ภาคีพัฒนาและภาคธุรกิจ ให้มาทำงานร่วมกัน สร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ขึ้นมา กลไกนี้ผมมองไปที่องค์กรรัฐในรูปแบบ “องค์การมหาชน” ไม่จำเป็นต้องเป็นองค์กรขนาดใหญ่ แต่มีสถานะที่เอื้ออำนวยให้ทำงานได้ สร้างความเชื่อมั่นกับภาคธุรกิจได้ และไม่ต้องอยู่ตลอดไป เมื่อวางรากฐานการทำงานได้แล้วก็ควรที่จะให้องค์กรสนับสนุนที่เขาทำงานอยู่แล้วได้เดินงานต่อไป” สนธิรัตน์เล่าแผนการต่อ

          แนวทางเช่นนี้ทำให้หวนคิดถึงความคิดของ ศ.นพ.ประเวศ ที่ว่า การแก้วิกฤตเศรษฐกิจนอกจากจะสนใจ เศรษฐกิจวัฒนธรรม เศรษฐกิจที่เป็นวิทยศาสตร์และเทคโนโลยีแล้วยังต้องเชื่อมโยงส่งเสริมให้เกิด “เศรษฐกิจติดแผ่นดิน” นั่นคือ การสร้างสัมมาชีพเต็มพื้นที่ของคนทั้งแผ่นดิน โดยเน้นเศรษฐกิจฐานทรัพยากรของแผ่นดิน เพื่อนำไปสู่ความร่มเย็นเป็นสุขของคนทั้งแผ่นดิน

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter