ตัวแทนเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร รวมทั้งผู้ได้รับผลกระทบด้านที่ดินทำกิน ที่เดินทางมาร่วมให้กำลังใจชาวบ้านจัดระเบียบ ต. หลุบเลา อ.ภูพาน จ.สกลนคร ได้ร่วมแลกเปลี่ยน สรุปสถานการณ์ ประมาณ 13.30 น.ต่างช่วยทยอยเก็บข้าวของกลับบ้าน ด้วยเหตุที่เป็นวันหยุดราชการ อีกทั้งมีความเห็นร่วมกันว่าต้องรีบกลับไปช่วยงานฌาปณกิจของญาติพี่น้องบ้านจัดระเบียบ พร้อมจะมารวมตัวกันขึ้นศาลสกลนครในวันจันทร์นี้
วันนี้ 20 มิ.ย.58 ภายหลังจากช่วงเช้า ตัวแทนชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบทั้งนโยบายของรัฐ และแผนทวงคืนผืนป่า จากคำสั่ง คสช.ที่มาร่วมให้กำลังใจตามนัดหมายที่ศาลให้เดินทางมาฟังคำพิพากษา และนัดสืบพยานโจทก์ – จำเลยนั้น ได้ร่วมแลกเปลี่ยนพร้อมสรุปสถานการณ์ร่วมกันว่า ด้วยพรุ่งนี้เป็นวันหยุด(วันอาทิตย์) ประกอบกับต้องไปร่วมงานฌาปณกิจของญาติพี่น้องบ้านจัดระเบียบ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจร่วมกันต่อไป ประมาณ 13.00 น.จึงพร้อมใจกันเดินทางกลับบ้านก ในวันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.58 นี้ จึงจะร่วมเดินทางมาให้กำลังใจ ตามหมายศาลนัดฟังคำพิพากษา นางสาวอมร ศรีคำ เป็นการต่อไป นอกจากนี้ จะนำข้าวของ อาหาร รวมทั้งยารักษาโรค ที่ได้รับการบริจาคจากตัวแทนสภาเกษตรกรจังหวัดสกลนคร และจากสภาการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ร่วมลงขันสนับสนุนชาวบ้านจัดระเบียบที่ปักหลักสู้คดีข้างศาลสกลนครนำมาเป็นเสบียงในการเรียกร้องความเป็นธรรม ด้วย
สืบเนื่องจาก วันที่ 17 มิ.ย.58 ต่อเนื่องมาถึงวันนี้ (20 มิ.ย.58) ชาวบ้านจัดระเบียบ สมาชิกเครือข่ายไทบ้านผู้ไร้สิทธิสกลนคร พร้อมตัวแทนผู้ได้รับผลกระทบจากปัญหาที่ดินทำกิน ได้มาร่วมปักหลัก กิน นอน ค้างคืนบริเวณหน้าศาลจังหวัดสกลนคร ด้วยเหตุภาระเพิ่ม แบกรับค่าใช้จ่ายการเดินทางไม่ไหว หลังสมาชิกต้องขึ้นศาลอย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งเดือน นอกจากการมาร่วมให้กำลังใจกับสมาชิกฯ ระหว่างรอขึ้นศาลแล้ว ยังเป็นการร่วมกันเพื่อชี้ให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ที่จะร่วมกันปกป้องสิทธิที่ถูกความล้มเหลวจากนโยบายทวงคืนผืนป่าให้กลับคืนมาสู่ความเป็นธรรม ซึ่งรัฐบาลบอกว่าจะจัดการกับนายทุน แต่กลับกลายมาทำกับชาวบ้าน ทำให้หลายรายไร้ที่ดินทำกิน บ้างก็ไม่สามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้ แม้ คสช.จะมีคำสั่ง 66/57 ก็ไม่ได้ทำให้ผลกระทบต่อชาวบ้านที่ส่วนใหญ่มีความยากจนลดความเดือดร้อนลงแม้แต่น้อยเลย หนักซ้ำเติมไปกว่านั้นชาวบ้านกลับถูกขับไล่ ยึดที่ดิน ไม่มีพื้นที่ทำกิน ถูกตัดยาง และต้องมาถูกดำเนินคดีอีก จึงอยากชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่ถูกกระทำ คือความทุกข์ยากที่ถูกซ้ำเติม
รายงานสถานการณ์ กรณีผู้ถูกดำเนินคดีบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติป่าดงชมพูพาน-ดงกระเชอ
วันจันทร์ที่ 22 มิ.ย.58 นี้ ศาลนัดฟังคำพิพากษา นางสาวอมร ศรีคำ
วันที่ 19 มิ.ย.58 ศาลนัดสืบพยานโจทก์อีก 1 ราย คือ คดีระหว่าง พนักงานอัยการ โจทก์ นายสิน เงินภักดี จำเลย เสร็จแล้ว ศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 16 ก.ค. 58 เวลา 9.00
วันที่ 18 มิ.ย. 58 ศาลจังหวัดสกลนครนัดฟังคำพิพากษา คดีระหว่างพนักงายอัยการ โจทก์ กับนายประเสริฐศักดิ์ บุระวงศ์ โดยศาลพิพากษา ให้คำคุก 6 เดือน ปรับ 15,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา
วันที่ 12 มิ.ย.58 ศาลจังหวัดสกลนคร นัดฟังคำพิพากษา นายภักดี ศรีสวัสดิ์ โดยพิพากษาลงโทษจำคุก 9 เดือน ปรับ 10,000 บาท โทษจำคุกรอลงอาญา 2 ปี
วันที่ 26 พ.ค.58 ศาลพิพากษานางจันทร์จิรา ดียา ศาลพิพากษา ปรับ 35.000 บาท จำคุก 2 ปี จำเลยรับสารภาพ ศาลจึงลดโทษให้กึ่งหนึ่ง คงจำคุก 12 เดือน ปรับ 17.500 บาท ซึ่งพิเคราะห์พฤติการณ์แห่งคดี ประกอบกับจำเลยไม่มีพฤติกรรมร้ายแรง ไม่เคยต้องคดีอาญามาก่อน โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี
ลำดับเหตุการณ์ และพฤติกรรมเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานรัฐที่ทำการละเมิด
เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2555 เจ้าหน้าที่ป่าไม้พรรณนานิคม เขต 7 กำนันตำบลหลุบเลา และผู้ใหญ่บ้าน กองกำลังทหารบก และตำรวจภูธรภูพาน ได้ประกาศหลอกชาวบ้านว่า บุคคลใดที่มีพื้นที่ทำกินในพื้นที่ป่าภูทบ ให้นำเอกสารการถือครอง และบัตรประจำตัวประชาชน พร้อมสำเนาทะเบียนบ้านมา ยื่นกับเจ้าหน้าที่ เพื่อจะทำเอกสารสิทธิทำกินให้ นอกจากนี้ยังหลอกอีกว่า บุคคลใดที่มีพื้นที่เกิน 15 ไร่ ให้ทำการแบ่งที่ดินให้กับลูกหลานคนในครอบครัว และให้นำเอกสารของคนในครอบครัวมายื่นให้กับเจ้าหน้าที่ ซึ่งชาวบ้านก็มีใบเสียภาษีบำรุงท้องที่ จึงได้หลงเชื่อ พร้อมนำเอกสารทุกอย่างที่เจ้าหน้าที่ต้องการส่งไปให้ หลังจากนั้น ประมาณ 3 วันถัดมา ทางเจ้าหน้าที่ นำป้ายมาติดในพื้นที่ป่าภูทบว่าชาวบ้านทั้งหมดที่ทำกินอยู่ป่าภูทบ
กระทั่งวันที่ 14 มีนาคม 2556 เจ้าหน้าที่ตำรวจภูพานมีหมายเรียกว่าชาวบ้านได้บุกรุกป่าสงวน และได้ให้ชาวบ้านมารายงานตัวในชั้นพนักงานสอบสวน หากไม่รีบปฎิบัติตามคำสั่ง จะออกหมายจับดำเนินคดี ด้วยความกลัวว่าจะถูกจับ ชาวบ้านจึงพาไปรายงานตัวตามหมายเรียก
ต่อมา หลังรัฐประหาร ได้มีคำสั่ง คสช.ที่ 64/57 ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนขึ้นมากกว่าเดิมเป็น เพราะหน่วยงานภาครัฐ ได้เข้ามากระทำการขมขู่ คุกคาม ห้ามไม่ให้ชาวบ้านเข้าไปทำประโยชน์ ในพื้นที่ของตนเองโดยเด็ดขาด พร้อมกันนี้เจ้าหน้าที่ได้เข้าไปตรวจพื้นที่โดยตลอด เหตุเพราะเกรงว่าชาวบ้านจะแอบลักลอบเข้าไปทำมาหากิน ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตของชาวบ้านอย่างมาก ด้วยไม่มีที่ทำกินที่อื่น ทำให้ต้องเสี่ยงชีวิตที่ต้องแอบเข้าไปกรีดยางในสวนของตัวเอง หากเห็นเจ้าหน้าที่เข้ามาก็จะรีบหลบหนีทันที่
สิ่งที่เกิดขึ้นคือความเดือดร้อนที่แสนสุดทุกข์ยากของชาวบ้าน โดยจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ นอกจากนี้ยังถูกชาวบ้านในพื้นที่หมู่บ้านละแวกเดียวกัน ที่ไม่ได้ถูกดำเนินคดี ได้ดูถูก และประณามว่ากล่าวเป็นบุกรุกที่ดินของรัฐ และทำลายป่าสงวนฯ
อีกทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ ป่าไม้ ได้เข้าไปบุกยึดทรัพย์สินของชาวบ้าน และได้บุกเข้าไปในกระท่อมของชาวบ้าน ทำลายข้าวของ และได้ขโมยเอาขี้ยาง พร้อมจอกใส่น้ำยางจำนวน 90 จอกไป ทั้งๆที่มีขี้ยางเต็มทุกจอก นอกจากนี้ยังได้ปล่อยไก่ ปล่อยห่าน ที่ชาวบ้านเลี้ยงไว้ออกจากคอกจนหมด ทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกกระทำล้วนแต่ได้รับความเสียหายโดยสิ้นเชิง ได้แต่เสียใจและทำอะไรไม่ได้ เพราะที่คนทำเป็นผู้ที่มีอำนาจ ชาวบ้านจะไปมีปัญญาอะไรที่จะทวงคืนของที่เป็นของตนเองกลับมาได้ สภาพชีวิตชาวบ้านทุกๆคนในตอนนี้เป็นทุกข์มากเพราะขาดรายได้ ทั้งยังมีหนี้สินเพิ่มขึ้นมากมาย และยังถูกดำเนินคดีด้วย บางครอบครัว ก็ถูกดำเนินคดีกันทั้งครอบครัว ลูกหลานบางครอบครัวก็หมดอนาคตไม่ได้ศึกษาเล่าเรียนต่อ เพราะถูกดำเนินคดี ต้องแบกภาระมากขึ้น เหล่านี้คือสิ่งที่สร้างความเจ็บปวด จากการกระทำที่ชาวบ้านไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งยังไม่มีสิทธิแม้แต่จะทำมาหากินในพื้นที่ซึ่งเป็นของตัวเอง
แม้จะมีกระบวนการแก้ไขปัญหาร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับผู้ได้รับผลกระทบ กล่าวคือ นับแต่วันที่ 16 ส.ค. 57 ได้ไปยื่นหนังสือที่ศูนย์ดำรงธรรมจังหวัดสกลนคร เพื่อให้ชะลอการตัดยางและรื้อถอนสิ่งปลูกสร้าง ต่อมาเจ้าหน้าที่กรมทรัพย์ฯจังหวัดมารับเรื่อง และผู้ว่าจังหวัดสกลนคร แต่งตั้งให้เจ้าหน้าที่กรมทรัพย์ฯตรวจสอบข้อเท็จจริง กลับได้รับคำตอบว่า คสช. มีคำสั่งให้ดำเนินการอย่างเด็ดขาด และทางอำเภอได้เร่งรัดทางอัยการให้ดำเนินคดีไปแล้ว
กระทั่งวันที่ 27 ส.ค.57 ตัวแทนชาวบ้านร่วมเดินทางไปยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล และในวันที่ 10 ก.ย.58 ตัวแทนชาวบ้านไปนำปัญหาไปร้องเรียนกับคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
แม้ชาวบ้านจะทำหนังสือขอเลื่อนฟ้อง เนื่องจากอยู่ในระหว่างการพิจารณาเรื่องร้องเรียนของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ไม่เป็นผล จนวันที่ 1 ต.ค.57 อัยการส่งฟ้อง โดยเบิกตัวไปฟังคำฟ้องครั้งละ 3 - 4 คน ทุกคนให้การปฏิเสธ และใช้กองทุนยุติธรรมประกันออกมาได้ 24 คน ที่เหลือ 9 ราย วันรุ่งขึ้นหาหลักทรัพย์มาเพิ่มอีก 1 แสน จึงได้ออกมา อีก 1 คน ทีเหลืออีกแปดวันจึงสามารถหาหลักทรัพย์มาประกันได้
เหล่านี้คือ ความทุกข์ยากของชาวบ้านที่ถูกกระทำโดยผู้มีอำนาจใช้หน้าที่อย่างสิ้นเปลือง โดยไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์








