playlists faocebook CODINew icon_tw Intranet mail
ภาษาไทย english หน้าหลัก

169888

สปช.สังคมฯ เดินหน้ายุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุดใหม่ ให้ระบบเศรษฐกิจฐานรากเข้มแข็งอยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันเสรีไร้พรมแดน โดยใช้สัมมาชีพชุมชนที่ไม่เบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อม มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ใช้ทุนในพื้นที่ ภายใต้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันท่ามกลางปฏิบัติ มุ่งสู่การพัฒนายั่งยืนเผย ตั้งสถาบันสัมมาชีพชุมชนเป็นองค์การมหาชน ทำหน้าที่สานพลังชุมชน ภาคีพัฒนาในพื้นที่และภาคธุรกิจเอกชนมาทำงานร่วมกัน ตั้งเป้าพื้นที่ต้นแบบปีละ 100 ชุมชน พร้อมให้ประเมินผลภายใน 5 ปี

169889

วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2558 ที่รัฐสภา นายแพทย์อำพล จินดาวัฒนะ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส (กมธ.ปฏิรูปสังคมฯ) และคณะ แถลงถึงความจำเป็นที่ต้องมีแผนการปฏิรูปสัมมาชีพชุมชนซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ที่ 4 ในการเสริมพลังอำนาจชุมชน ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ ว่า การพัฒนาประเทศที่ผ่านมาได้สร้างความเหลื่อมล้ำ ความไม่เป็นธรรม และความแตกต่างด้านระบบเศรษฐกิจของเมืองและชนบท ประกอบกับระบบทุนนิยมเสรีที่มีการแข่งขันไร้พรมแดน ทำให้เศรษฐกิจชุมชนฐานรากยากที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง จึงจำเป็นต้องสร้างความเข้มแข็งให้กับระบบเศรษฐกิจฐานราก โดยการส่งเสริมให้เกิดสัมมาชีพชุมชน ที่มีการประกอบอาชีพโดยชอบ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและทุนในชุมชน มีรายได้มากกว่ารายจ่าย ลดการเบียดเบียนตนเอง ผู้อื่น และสิ่งแวดล้อมโดยแนวคิดของระบบสัมมาชีพชุมชนนั้น ต้องเป็นการพัฒนาร่วมกันของชุมชนทุกภาคีในพื้นที่ และสานพลังจากภาคธุรกิจเอกชน โดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกับฐานกลางปฏิบัติโดยถือความต้องการของชุมชนเป็นหลัก เพื่อมุ่งไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

          “ทุกฝ่ายต่างก็ยอมรับว่า ชุมชนเป็นฐานการผลิตที่สำคัญต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาลของประเทศ แต่ยังไม่เข้มแข็งพอที่จะยืนอยู่ได้ด้วยตนเอง หน่วยงานของรัฐหลายองค์กรที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังไม่สามารถตอบสนองความต้องการในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากได้เท่าที่ควร จึงจำเป็นต้องมีกลไกในการสานพลังภาคีพัฒนาต่างๆ เข้ามาทำงานร่วมกันแบบภาคียุทธศาสตร์ (Strategic Partner) เชื่อมโยงปัจจัยการผลิต เชื่อมโยงทักษะของภาคธุรกิจเอกชนและชุมชน รวมทั้งมีบุคลากรที่มีสามารถหลากหลาย มีทักษณะเชิงธุรกิจ เข้าใจระบบธุรกิจทั้งวงจร และต้องมีความเข้าใจการพัฒนาชุมชนเป็นอย่างดี”

          169890นายสนธิรัตน์  สนธิจิรวงศ์ กล่าวอีกว่า กลไกที่ว่านี้ ควรเป็นองค์กรของรัฐในลักษณะ “องค์การมหาชน” ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.องค์การมหาชน พ.ศ. 2542 ทั้งนี้เพื่อให้มีสถานะทางกฎหมาย และมีความน่าเชื่อถือในการประสานงานระดับนโยบาย กับองค์กรภาครัฐ และภาคธุรกิจเอกชน อีกทั้งองค์การมหาชนยัง เป็นองค์กรของรัฐที่มีการบริหารงานที่มีความยืดหยุ่น มีความคล่องตัว ซึ่งจะเป็นกลไกที่สอดคล้องกับการทำงานร่วมกับชุมชนและภาคธุรกิจเอกชนได้เป็นอย่างดี รวมทั้งเป็นการเสริมสร้างการทำงานแบบรัฐต่อรัฐในการช่วยกันผลักดันนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันจะนำไปสู่การสร้างโอกาสให้ชุมชนมีความสามารถแข่งขันด้านการตลาด ภาคธุรกิจเอกชนเกิดความภูมิใจในการร่วมเป็นเจ้าของการพัฒนา

          “การทำงานในลักษณะองค์กรแนวใหม่เช่นนี้ จำเป็นต้องมีการประเมินผลการทำงานอย่างต่อเนื่อง และมีความพร้อมที่จะยุบได้ทันที หากไม่สามาถแสดงให้เห็นผลการทำงานที่คุ้มค่าได้ โดยตั้งเป้าไว้ว่า องค์กรจะต้องทำให้ชุมขนมีช่องทางในการเชื่อมโยงกับภาคีพัฒนาต่างๆ สู่การสร้างสัมมาชีพชุมชนได้อย่างน้อยปีละ 100 ชุมชน เพื่อเป็นพื้นที่เรียนรู้และขยายไปยังชุมชนอื่นๆ ทำให้เกิดนวัตกรรมการผลิตที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน โดยไม่ทำลายชุมชน เป็นการพัฒนาที่ยั่งยืน และนำไปสู่สังคมสันติสุข ผู้คนกลับสู่บ้านเกิดเมืองนอน เป็นต้น ซึ่งสถาบันสัมมาชีพชุมชน(องค์การมหาชน)นี้ หากเป็นไปตามแผนจะสามารถดำเนินการได้ 1 ปี นับจากนี้ไป และจะต้องมีกระบวนการประเมินผลภายใน 5 ปี นับจากที่ดำเนินการ” นายสนธิรัตน์ กล่าว

  11222129 10203197983390258 4331131241158584849 n  อนึ่ง มติสภาปฏิรูปแห่งชาติ เห็นชอบกับแผนปฏิรูปสัมมาชีพชุมชนด้วยคะแนนเห็นด้วย 174 เสียง ไม่เห็นด้วย 4 เสียง

แบ่งปัน
Submit to FacebookSubmit to Google PlusSubmit to Twitter