เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นเมืองท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงติดอันดับต้น ๆ ของประเทศและของโลก ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวจากทั่วประเทศและทั่วโลก เดินทางไปยังเกาะแห่งนี้เป็นจำนวนมาก ทำให้สมุยเป็นทั้งแหล่งลงทุนด้านการท่องเที่ยวและเป็นแหล่งงานที่คนทั่วประเทศเดินไปหางานทำ และอยู่อาศัยอย่างไม่ขาดสาย จนทำให้เกาะสมุยเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยที่ผู้บริหารท้องถิ่น (เทศบาลนครเกาะสมุย) และหน่วยงานภาครัฐ ไม่อาจสร้างที่อยู่อาศัยและระบบสาธารณูปโภครองรับได้เพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัยของประชากรแฝงเหล่านี้
จากข้อมูลพบว่ามีครอบครัวที่เข้ามาอยู่อาศัยบน
เกาะสมุยเพื่อหางานทำ (ไม่นับพวกบ้านเช่า) ไม่น้อยกว่าหนึ่งหมื่นครอบครัว คนเหล่านี้มาจากทุกสารทิศของเมืองไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคอีสาน โดยการเช่าที่สวนมะพร้าวของคนท้องถิ่นสร้างบ้านอยู่ชั่วคราว และด้วยเหตุที่มีสัญญาเช่าปีต่อปี ทำให้พวกเขาไม่กล้าลงทุนที่จะสร้างบ้านให้มั่นคงแข็งแรง แต่จะใช้เศษไม้ เศษวัสดุ มาสร้างบ้านพอให้อยู่อาศัยได้ จึงทำให้มีสภาพไม่ต่างอะไรกับศูนย์อพยพคนต่างด้าว โดยจะเลือกเช่าที่สร้างบ้านอยู่บริเวณใกล้แหล่งงาน เช่น ชุมชนอีสานพัฒนาบริเวณเฉวง (เป็นชุมชนใหญ่กว่าพันครอบครัว) แหลมดิน บ่อผุด แม่น้ำ สนามบิน ฯลฯ
ประชากรแฝงนับหมื่นคนเหล่านี้ คือแรงงานสำคัญของเกาะสมุย บ้างก็รับจ้างทำงานในโรงแรม ร้านอาหาร งานก่อสร้าง ขายอาหาร ซึ่งมีรายได้สามารถเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไม่ขัดสน ถึงแม้ว่าสภาพการอยู่อาศัยจะไม่เหมาะสม ซึ่งจะว่าไปแล้วเจ้าของที่ได้ค่าเช่าที่ไม่มากนัก แต่จะเรียกเก็บค่าน้ำและค่าไฟในอัตราที่สูงกว่าปกติหลายเท่า นี่คือที่มาของรายได้เป็นอย่างกอบเป็นกำของเจ้าของที่ ซึ่งนักท่องเที่ยวที่ไปเที่ยวเกาะสมุยสัมผัสกับถนนหนทางสะอาด ชายหาด โรงแรมที่งดงาม คงนึกไม่ถึงว่าลึกเข้าไปในสวนมะพร้าว เต็มไปด้วยประชากรแฝงที่อยู่อาศัยกันอย่างแออัด และคนเหล่านี้คือผู้บริการนักท่องเที่ยวตามโรงแรมและร้านอาหารให้พวกเขาได้รับความสะดวกสบาย
ในปี พ.ศ.2554 สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน (พอช.) ได้เข้าไปทำงานเพื่อสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้เข้าสู่โครงการบ้านมั่นคงอย่างสมัครใจ โดยการรวมกลุ่มกันให้เข้มแข็ง คิดค้นความต้องการร่วมกัน ซึ่งก็มีผู้ประสงค์เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงจำนวน 2 โครงการ เพียง 200 ครอบครัวเท่านั้น เนื่องจากยังไม่มั่นใจ ประกอบกับที่ดินบนเกาะสมุยราคาแพงจนหาพื้นที่สร้างบ้านมั่นคงได้ยากเต็มที่ แต่ความสำเร็จของ 2 โครงการดังกล่าวก็ได้จุดประกายความคิดให้ชาวบ้านและผู้บริหารท้องถิ่นมองเห็นแนวทางในการสนับสนุนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้ให้มีที่อยู่อันมั่นคง
นางสุนันทา พรหมเดช ประธานโครงการบ้านมั่นคงโครงการ 2 เล่าว่า ตนเป็นชาวอุดรธานี เข้ามาทำงานบนเกาะสมุยเกือบ 30 ปีแล้ว สามีเป็นคนนครศรีธรรมราช ซึ่งมาหางานทำเหมือนกัน โดยเช่าที่สร้างบ้านชั่วคราว เหมือนกับคนอื่น ๆ เมื่อ พอช.เข้ามาให้ความรู้เรื่องบ้านมั่นคงตนก็เป็นแกนนำชาวบ้าน ชวนกันไปซื้อที่ห่างจากถนนราวกิโลครึ่ง เพื่อสร้างบ้านให้กับสมาชิกที่เข้าร่วม 66 หลัง
“ แรก ๆ เจ้าของที่เขาไม่ยอมขาย เพราะที่มีราคาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่เห็นว่าเราเป็นคนจน เขาก็ยอมขายให้ต่ำกว่าท้องตลาดราวครึ่งหนึ่ง ทำให้เราสามารถทำโครงการได้สำเร็จ ก็ไม่เคยคิดว่าจะมีบ้านพร้อมที่ดิน 24 ตารางวาบนเกาะสมุย เป็นของตัวเอง ที่สำคัญเป็นบ้านที่พวกเราช่วยกันออกแบบเอง ได้รับการอุดหนุนสาธารรูปโภคจาก พอช. แต่ต้องใช้สินเชื่อซื้อที่ดินและสร้างบ้านจากโครงการบ้านมั่นคง ร้อยละ 4 ต่อปี โดยบ้านหลังหนึ่งมีราคารวมที่ดินเพียงหลังละ 300,000 บาทเท่านั้น ” สุนันทาเล่าอย่างภูมิใจ
ชุมชนที่ค่อนข้างแออัดอีกประเภทหนึ่งบนเกาะสมุย ก็คือกลุ่มชุมชนดั้งเดิมและชุมชนชาวประมง ได้แก่ชุมชนบ้านหน้าทอนและชุมชนหัวถนนเป็นต้น ชุมชนเหล่านี้แม้ว่าความเจริญด้านการท่องเที่ยวจะรุกคืบเข้ามา แต่ยังคงรักษาวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ได้ แต่สภาพที่อยู่อาศัยแออัดจึงมีความจำเป็นต้องพัฒนาให้สอดรับกับสภาพที่เปลี่ยนไป
นายรามเนตร ใจกว้าง นายกเทศบาลนครเกาะสมุยเล่าว่า ถึงแม้เกาะสมุยจะเป็นเมืองท่องเที่ยว ใช่ว่านักท่องเที่ยวจะนิยมธรรมชาติที่งดงามเท่านั้น แต่วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นก็เป็นสิ่งที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจไม่น้อย เช่นวิถีชาวประมงพื้นบ้านเป็นต้น ซึ่งที่ชุมชนหัวถนนยังคงรักษาอาชีพประมงพื้นบ้านได้อย่างสมบูรณ์ จึงมีแนวคิดในการพัฒนาในลักษณะ “หนึ่งเมืองสองแนวทาง” โดยจะร่วมกับ พอช.พัฒนาชุมชนหัวถนนตามแนวทางของโครงการบ้านมั่นคง
นายจงรักษ์ เป๊อะเล๊อะ รองประธานสหกรณ์เคหะสถานบ้านมั่นคงชุมชนไทยพุทธมุสลิมหัวถนนเล่าว่า เมื่อร้อยกว่าปีก่อนชาวมุสลิมอพยพมาจากปัตตานี ตั้งหลักปักฐานทำอาชีพประมงพื้นบ้าน ต่อมามีคนไทยพุทธเข้ามาอยู่เพิ่มเติม ทำให้ชุมชนขยายตัว แต่ทั้งไทยพุทธและมุสลิมก็อาศัยอยู่ร่วมกันอย่างพึ่งพาซึ่งกันและกัน ปัจจุบันมีความเป็นอยู่ที่หนาแน่นกว่า 300 ครอบครัว สิ่งแวดล้อมในชุมชนก็เปลี่ยนไป
“ เราทำความเข้าใจกับชาวบ้าน เรื่องการสร้างชุมชนที่น่าอยู่ บ้านที่มั่นคงไม่ใช่เพื่อรองรับการท่องเที่ยวเท่านั้นแต่เป้าหมายหลักก็เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชาวบ้านเอง โดยแบ่งเป็นสองกลุ่ม ๆ แรกจำนวน 138 ครอบครัว ปรับปรุงอยู่ในที่ดินเดิม โดยพอช.สนับสนุนงบปรับปรุงถนนและทางเท้าในชุมชนให้ทะลุกันได้ ซึ่งก็มีบ้านหลายหลังต้องเสียสละที่เพื่อให้มีทางเท้าและถนนที่กว้างขึ้น ส่วนบ้านที่ทรุดโทรมก็จะปรับปรุง ต่อเติมให้ดีขึ้น โดยได้รับเงินอุดหนุนจากโครงการบ้านมั่นคง ซึ่งพอทำเสร็จก็จะได้ถนนที่กว้างขึ้น มีทางเดินที่ตัดผ่านไปถึงชายทะเลหลายเส้นทาง ทางเดินเท้าภายในชุมชนก็มีหลายทางทะลุหากันได้หมวด ชาวบ้านก็สะดวกขึ้น นักท่องเที่ยวก็สามารถเดินทางมาชมวิถีชีวิตของชาวประมงได้สะดวกขึ้น ”
รองประธานสหกรณ์เล่าอีกว่า อีกกลุ่มมีจำนวน 171 ครอบครัว จะเป็นครอบครัวขยายและสร้างบ้านรุกล้ำชายฝั่งทะเล ก็จะย้ายไปสร้างชุมชนใหม่ติดกับชุมชนเดิม ชายฝั่งทะเลก็จะเรียบร้อยขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้ทุกคนมีบ้านที่มั่นคงแล้วยังทำให้ชุมชนเดิมไม่แออัดอีกด้วย
“ ปัญหาใหญ่ของชาวบ้านหัวถนนอีกอย่างหนึ่งก็คือ เรื่องสิ่งแวดล้อมเนื่องจากเป็นชุมชนชาวประมง เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องทำควบคู่กันไปกับการปรับปรุงชุมชนและบ้านใหม่ โดยจะเริ่มจากการรณรงค์เรื่องความสะอาดอย่างต่อเนื่องภายใต้แนวคิด “เพียงไม่ทิ้ง ชุมชนก็เปลี่ยนได้”
นี่เป็นอีกบทบาทหนึ่งของชาวบ้านที่พัฒนาท่ามกลางความเจริญที่รุกคืบเข้ามาซึ่งไม่เพียงสร้างบ้านเท่านั้น แต่เป็นการสร้างแนวคิดและวัฒนธรรมใหม่ในการอยู่อาศัยที่ชาวบ้านเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงชุมชนและที่อยู่อาศัยของตนเอง และยังสอดคล้องกับแนวพัฒนาของท้องถิ่นที่ว่า “หนึ่งเมืองสองแนวทาง” อีกด้วย




