“หัวใจของเศรษฐกิจชุมชน อยู่ที่การรวมตัวของชาวบ้าน ทำให้เกิดพลังในการคิด พลังในการต่อรอง การรวมตัวต้องอาศัยกิจกรรมเป็นเครื่องมือ ซึ่งแตกต่างกันไปตามศักยภาพและทรัพยากรของแต่ละท้องถิ่น โดยผู้ที่จะตัดสินใจว่าควรทำกิจกรรมอะไรก็คือชาวบ้านเอง คนนอกไม่ว่าจะเป็นภาคธุรกิจ นักพัฒนา ภาครัฐ ฯลฯ เป็นเพียงผู้ให้ข้อมูลประสานงานเท่านั้น”
เป็นคำพูดของอาจารย์เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง สมาชิกสภาปฏิรูปด้านสังคมฯ ที่ให้ข้อคิดเห็นต่อชาวบ้านและหลากหลายภาคี เนื่องในโอกาสที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคมฯ เดินทางไปศึกษาดูงานด้านการจัดการท่องเที่ยวชุมชน ที่ตำบลบางสน อำเภอประทิว จังหวัดชุมพร เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2558 ที่ผ่านมา
จะว่าไปแล้วตำบลบางสนมีศักยภาพสูง มีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ มีป่าต้นน้ำอันเป็นต้นกำเนิดของคลองบางสน เขาดินสอซึ่งเป็นสถานที่ดูนกเหยี่ยวที่มีชื่อเสียงอันดับหนึ่งของเอเชีย และอันสามของโลก มีป่าพรุบ้านคอกม้าที่อุดมสมบูรณ์ มีถ้ำนางทองที่สวยงาม ส่วนทรัพยากรทางทะเลก็อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำทั้งหมึกและกุ้ง หอย ปู ปลา มีเกาะไข่ ซึ่งมีแนวปะการังที่งดงาม ในขณะที่ตรงกลางระหว่างภูเขากับทะเลก็เป็นพื้นที่การเกษตรที่เต็มไปด้วยภูมิปัญญาของคนใต้ ทั้งการปลูกพืชสมรมหรือการปลูกพืชหลากหลายชนิดลงในพื้นที่เดียวกัน เป็นแหล่งปลูกกล้วยเล็บมือนาง ผักผลไม้ต่างๆและพืชสมุนไพร ซึ่งการเกษตรแบบนี้ทำให้เกิดอากาศที่บริสุทธิ์สามารถเลี้ยงผึ้งไว้ใกล้บ้านเป็นอาชีพเสริมได้อีกด้วย
อย่างไรก็ดีการพัฒนาประเทศที่เน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจของชุมชนและมีการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งตำบลบางสนก็หนีไม่พ้นที่จะได้รับผลกระทบเช่นกัน ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา ชาวบ้านบางสนได้รวมตัวกันพัฒนา ปกป้อง ฟื้นฟู เพื่อเก็บรักษาสิ่งดี ๆ ของชุมชนให้คงอยู่ถึงลูกหลาน โดยเขตทะเลและชายฝั่ง นายบุญเลิศ อิ่มสะอาด เล่าว่า ชาวบ้านได้รวมตัวกันเป็นชมรมคนรักอ่าว เกิดกิจกรรมการทำบ้านปลา โดยการวาง “เค็กปะการัง” บริเวณเกาะไข่ การจัดทำแนวเขตอนุรักษ์เพื่อไม่ให้เรือประมงปลากะตักเข้ามา การตั้งกลุ่มอนุรักษ์ป่าชายเลน ตลอดจนการตั้งกลุ่มตกปลาขึ้นมาซึ่งนายบุญเลิศบอกว่า การตกปลาเป็นสัญญาณวัดถึงความอุดมสมบูรณ์ของทะเลได้เป็นอย่างดี
เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมาชาวบ้านได้ร่วมกับมูลนิธิสัมมาชีพ ในการใช้ทุนทางทะเลที่มีอยู่ ยกระดับสู่การท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งจากปัญหาสัตว์น้ำลดลง หากินได้ยากขึ้น จึงเห็นร่วมกันว่าให้ทำปะการังเทียมควบคู่กับการบ่มเพาะปะการังแท้ โดยจะเอารถเมล์ที่ไม่ใช้งานแล้วมาวางเป็นปะการังเทียมจากเกาะไข่เข้าหาฝั่ง พร้อมกับกับการบ่มเพาะปะการังแท้หรือ “เค็กปะการัง” คู่ขนานกัน ซึ่งเรียกว่า “มัจฉาตรีท” หรือ “ถนนคนดำ” เพื่อให้นักท่องเที่ยวดำน้ำลงไปชมปะการัง
เรือเอก สถาพร สกลทัศน์ ผู้ประสานโครงการมัจฉาสตรีทเล่าว่า จริง ๆ แล้ว มัจฉาสตรีทหรือถนนคนดำ เป็นเพียงกลยุทธ์หนึ่งของการท่องเที่ยวโดยชุมชน ซึ่งจากกลยุทธ์นี้จะนำไปสู่การสร้างกลยุทธ์อื่น ๆ เช่น การสร้างมัจฉาสตรีทคาเฟ่ ที่มีโฮมสย์และเครื่องดื่มกาแฟรสชาตดีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว โดยได้รับการร่วมมือจากนักธุรกิจ จิตอาสา การสร้างมัคคุเทศน์ทั้งที่เป็นเยาวชนและชาวบ้าน การใช้เรือประมงเป็นเรือนำเที่ยว เป็นต้น
ผมได้ลงสัมผัสพื้นที่ตำบลบางสนในวันนั้นร่วมกับทีม สปช.ด้านสังคมฯ พบว่าต้นทุนของบางสนไม่ได้มีเฉพาะการท่องเที่ยวทางทะเลเท่านั้น แต่ยังมีสวนสมรม การเลี้ยงผึ้งตลอดจนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากอาหารทะเลและอื่น ๆ ก็น่าจะเป็นสินค้าที่สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยวได้ไม่แพ้กัน หากมีการเชื่อมโยงไปสู่การพัฒนาโปรแกรมการท่องเที่ยวที่เป็นระบบ ก็จะทำให้ชาวบ้านได้รับประโยชน์เป็นอย่างมาก เพราะอาหารพื้นบ้าน วัตถุดิบ และทุนทุกประเภทในชุมชนจะช่วยหนุนเสริมการท่องเที่ยวของชุมชน สร้างเศรษฐกิจชุมชนกันอย่างเป็นวัฎจักร ซึ่งนั่นคือกลยุทธ์ใช้การท่องเที่ยวพัฒนาคนและคนพัฒนาชุมชน
ย่ำค่ำของวันนั้นชาวบ้านได้ล้อมวงร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับสมาชิกสภาปฏิรูปและแขกผู้มาเยือนหลายคน โดยในช่วงหนึ่ง อาจารย์เจิมศักด์ ปิ่นทอง ได้ช่วยตั้งคำถามว่า ทำไมต้องเป็นการท่องเทียวชุมชน ทำไมไม่ทำอย่างอื่น ซึ่งต่อคำถามนี้ ชาวบ้านได้ช่วยกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็น จนได้คำตอบอย่างชัดเจน
ต้องการรายได้คือ คำตอบแรก เพราะการท่องเที่ยวจะทำให้ชาวประมงและผู้มีอาชีพอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องมีรายได้เพิ่มจากการให้บริการแค่นักท่องเที่ยว
ต้องการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติให้สมบูรณ์ เพราะบางสนขายธรรมชาติ ทั้งทางบกและทางทะเล จึงต้องร่วมกันดูแลทรัพยากรเหล่านี้ไว้ ไม่เพียงนำไปอวดนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ธรรมชาติที่สมบูรณ์จะก่อให้เกิดความมั่นคงทางอาหารและการอยู่อาศัยแก่ชาวบ้านเอง
ต้องการให้ชุมชนเกิดการรวมตัว ร่วมไม้ร่วมมือให้เข้มแข็ง ซึ่งแน่นอนว่า การทำกิจกรรมอะไรก็แล้วแต่ต้องอาศัยการรวมตัวที่เข้มแข็งทั้งสิ้น และความเข้มแข็งของชุมชนนี่เองจะเป็นที่มาของความสำเร็จทั้งปวง
ความต้องการสุดท้ายที่ผมได้ยินจากชาวบ้านในวันนั้นก็คือ สร้างการท่องเที่ยวเพื่อป้องกันการคุกคามของอุตสาหกรรมด้วยแผนพัฒนาภาคใต้ของรัฐ จะมีการสร้างท่าเรือน้ำลึกและเขตอุตสาหรกรรมขึ้นบริเวณนี้ซึ่งการท่องเที่ยวคือเนวทางสำคัญที่ชาวบ้านจะใช้เจรจากับทางการได้เป็นอย่างดี
นอกเหนือจากความต้องการแล้ว ยังมีหลายอย่างที่ชาวบ้านเป็นห่วงจากการท่องเที่ยวด้วยเช่นกัน เช่นเป็นห่วงว่า หากบริหารไม่โปร่งใส ผลประโยชน์จะไม่ตกแก่ส่วนรวม เป็นห่วงเรื่องสิ่งแวดล้อมจะเสีย อันเกิดจากการทำของนักท่องเที่ยว เป็นห่วงว่า วัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่นจะเปลี่ยนไป ฯลฯ
นี่คือข้อกังวลของชุมชน ซึ่งข้อกังวลก็เป็นที่มาของการร่วมกันคิด ร่วมกันหามาตราการป้องกัน ข้อกังวลไม่ได้มีไว้เพื่อกลัว แน่นอนว่า “การท่องเที่ยวทำให้ชุมชนเปลี่ยน” ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นอยู่มากมาย แต่ชุมชนก็สามารถกำหนดได้เช่นกันว่า “เราจะให้ชุมชนของเราเปลี่ยนไปทางไหน” แล้วร่วมกันหาวิธีที่จะให้มันเปลี่ยนไปตามที่เราต้องการ ในทางตรงกันข้ามหากเราทำการท่องเที่ยวชุมชนเพราะผู้อื่นบอกให้ทำ คนอื่นบอกว่าดี ก็ไม่แน่ว่า ชุมชนจะเปลี่ยนไปตามทิศทางที่ชุมชนต้องการหรือไม่
เราลาบางสน ลาถนนคนดำไปด้วยข้อคิดดี ๆ เกี่ยวกับการจัดการท่องเที่ยวโดยชุมชนหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อคิดที่ว่า “ความสำเร็จของโครงการท่องเที่ยว หรือโครงการอะไรก็แล้วแต่ วัดที่ชาวบ้านเติบโตทางความคิด ทำแล้วได้คนและได้ความร่วมมือของภาคีพัฒนาต่าง ๆ แม้ว่าวันนี้โครงการยังไม่สำเร็จมากนัก แต่ถ้าชาวบ้านคิดเป็นก็ถือว่าสำเร็จ




