คนทั่วไปมักจะคิดว่า ชุมชนแออัด มีอยู่เฉพาะในเขตเมืองอย่างในกรุงเทพมหานครและตัวเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่ด้วยการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคม ตลอดจนความล่มสลายของชุมชนเกษตรในชนบท ทำให้ผู้คนเข้ามาหางานทำและตั้งรกรากอยู่ในเขตเมืองมากขึ้น จนอาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเมืองเล็กหรือเมืองใหญ่ จะมีสภาพการอยู่อาศัยแออัดเพิ่มขึ้น ทั้งในลักษณะบ้านเช่าและการเข้ามาสร้างบ้านอยู่ในที่ดินของผู้อื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ดินของรัฐที่ว่างเปล่าและพื้นที่ริมคลอง ซึ่งสิ่งที่ตามมาก็คือความไม่มั่นคงในที่อยู่อาศัย ระบบสาธารณูปโภคไม่เพียงพอ สิ่งแวดล้อมไม่เหมาะสม ประมาณการว่า ประชากรกลุ่มนี้มีอยู่ประมาณแปดแสนครอบครัว
ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 เป็นต้นมารัฐบาลได้มอบหมายให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนหรือ พอช.รับผิดชอบในการแก้ปัญหาความไม่มั่นคงในการอยู่อาศัยของชุมชนเมือง ตามโครงการบ้านมั่นคง ด้วยแนวคิดที่ให้ชาวบ้านหรือผู้เดือดร้อนเป็นเจ้าของโครงการ เป็นผู้คิดและร่วมกันสร้างบ้านและระบบต่าง ๆ ของชุมชน เช่น การออมทรัพย์ สวัสดิการ สิ่งแวดล้อม เด็ก คนชรา ฯลฯ เพื่อนำไปสู่การสร้างชุมชนเข้มแข็ง บ้านมั่นคงจึงมีความแตกต่างจากการพัฒนาที่อยู่อาศัยอื่นที่ไม่ใช่แค่การสร้างบ้านเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการสร้างบ้าน สร้างชุมชนหรือสร้างบ้านที่ให้มากกว่าคำว่า “บ้าน” จึงต้องใช้เวลาในการทำงาน ที่ผ่านมาได้เกิดบ้านมั่นคงแล้วกว่าเก้าหมื่นครอบครัวทั่วประเทศ
ยังมีชุมชนอีกประเภทหนึ่ง ที่มีสภาพไม่ต่างจากชุมชนแออัดในเขตเมืองและมีอยู่เป็นจำนวนมากนั่นคือ “ชุมชนชาวประมง” เป็นชุมชนดังเดิมที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ตามริมคลองและแม่น้ำสายต่าง ๆ เพื่อประกอบอาชีพประมง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นที่ป่าชายเลนและกรมเจ้าท่า แต่ด้วยเหตุที่ประชากรเพิ่มขึ้น ทำให้ชุมชนมีการขยายตัวบ้างก็รุกล้ำแนวคลองหรือลุกล้ำป่าชายเลนมากขึ้นจนมีสภาพเป็นชุมชนแออัด ขาดสาธารณูปโภคและสิ่งแวดล้อมในชุมชนก็เปลี่ยนแปลง จากเดิมที่เคยอยู่อาศัยอย่างกลมกลืนกับสายน้ำและป่าชายเลนกลับเป็นการรุกล้ำเขตป่า มีการสร้างขยะให้กับที่อยู่อาศัยและสายน้ำ
อย่างไรก็ดี วิถีชุมชนชาวประมงมีข้อดีต่างจากชุมชนแออัดในเมือง ตรงที่เป็นชุมชนดั่งเดิม มีวิถีชีวิตผูกพันอยู่กับการทำประมงซึ่งเป็นอาชีพหลัก อีกทั้งมีความเป็นเครือญาติ ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม จึงมีวัฒนธรรมร่วมกัน ถึงแม้ว่าในระยะหลังจะมีครอบครัวขยายและมีคนต่างถิ่นเข้ามาอยู่อาศัยร่วมด้วยแต่ก็ไม่มากนัก ซึ่งข้อดีเหล่านี้เป็นปัจจัยเอื้อต่อการพัฒนาชุมชนเป็นอย่างมาก
เนื่องจากเป็นชุมชนที่ทำประมงพื้นบ้าน จึงมักอาศัยอยู่ตามลำคลองสาขาของแม่น้ำ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “บาง” มากกว่าที่จะอาศัยอยู่ตามแม่น้ำหลัก ซึ่งแม่น้ำหลักแต่ละสายจะมีลำคลองสาขาอยู่จำนวนมาก นั่นก็แสดงว่า มีชุมชนประมงพื้นบ้านจำนวนใกล้เคียงกันกับคลองสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศ
ประมาณ 3 ปี ที่ผ่านมา มีชุมชนชาวประมงได้เข้าร่วมโครงการบ้านมั่นคงหลายโครงการเช่น ชุมชนกาแลตาแป ปากน้ำบางนรา ชุมชนชาวประมงในจังหวัดปัตตานี สตูล ตรัง นครศรีธรรมราช เกาะสมุย สุราษฎร์ธานี ปากน้ำหลังสวนและปากน้ำชุมพร รวมไม่ต่ำกว่าสี่พันครอบครัว ซึ่งแสดงให้เห็นแนวโน้มของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านจำนวนมากที่ต้องการพัฒนาที่อยู่อาศัยให้มั่นคงควบคู่ไปกับการพัฒนาสภาพแวดล้อมและระบบต่าง ๆ ของชุมชนให้ดีขึ้น
ผมได้มีโอกาสลงพื้นที่ชุมชนชาวประมงในเขตเทศบาลตำบลปากนคร อ.เมือง จ.นครศรีธรรมราช ซึ่งทั้ง 13 ชุมชน ในเขตเทศบาลได้เข้าสู่โครงการบ้านมั่นคง จากการสำรวจพบว่าชุมชนในเขตเทศบาลตำบลปากนครเรื่องที่ดินเป็นปัญหาใหญ่ที่สุด มีประชาชนทั้งหมด 1,240 หลังคาเรือน 1,163 ครอบครัว มีเพียง 303 รายเท่านั้นที่ที่ดินมีเอกสารสิทธิ์ ที่เหลืออาศัยอยู่บนที่ดินป่าชายเลน กรมเจ้าท่า ป่าสงวนและที่ดินวัด อาศัยหนาแน่นกระจุกตัวอยู่ตามแนวคลองหลักและคลองย่อยต่าง ๆ บ้านมีสภาพทรุดโทรมอยู่กันอย่างแออัด และมีครอบครัวขยายจำนวนมากประมาณร้อยละ 26 ของครอบครัวทั้งหมด ไม่มีถนน ไม่มีท่อระบายน้ำ ไฟฟ้าส่องสว่างส่วนกลางไม่มีเพียงพอ มีปัญหาเรื่องคลื่นและน้ำกัดเซาะ ตามมาด้วยปัญหาขยะและน้ำท่วมขัง
จากการประชุมพูดคุยกันหลายครั้ง จนนำไปสู่การแก้ปัญหาในแต่ละด้าน ซึ่งในด้านการพัฒนาที่อยู่อาศัยนั้น ประชาชน 1,227 ครอบครัว ต้องการปรับปรุงอยู่ในที่ดินเดิมโดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจาก พอช. 69.3 ล้านบาท และครอบครัวขยายจำนวน 102 ครอบครัว ประสงค์จะสร้างบ้านในที่ดินใหม่
ในการดำเนินงานให้บรรลุของทั้ง 2 กลุ่มเป้าหมายข้างต้น ได้มีการตั้งคณะทำงานบ้านมั่นคงเมืองปากน้ำนคร ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากชุมชนๆละ 2 คน และมีแกนนำชาวบ้านระดับจังหวัด ตัวแทน พอช. ตัวแทนเทศบาลร่วมเป็นคณะทำงาน และยังมีคณะกรรมการบ้านมั่นคงระดับชุมชนทั้ง 13 ชุมชน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนชุมชน ๆละ 10 คน
จุดน่าสนใจของการพัฒนาความมั่นคงในการอยู่อาศัยตามโครงการบ้านมั่นคง ไม่ได้อยู่ที่จะสร้างบ้านแบบไหนด้วยวัสดุอะไรเท่านั้น แต่เป็นการทำให้คนทั้งชุมชนเข้าใจและตระหนักถึงส่วนรวม ต้องเสียสละที่ดินบ้างเพื่อให้ชุมชนดีขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องยากยิ่ง และที่น่าสนใจมากไปกว่านั้นก็คือ การทำให้ทุกคนตระหนักถึงการพัฒนาตนเองและพร้อมจะเข้าไปพัฒนาชุมชนร่วมกันในทุกระบบ ทั้งที่ดิน บ้าน สิ่งแวดล้อม กองทุนชุมชนและระบบการดูแลซึ่งกันและกันของชุมชน
นายวิสานะ พูลชนะ ประธานโครงการบ้านมั่นคงชุมชนบางลุงต้มเล่าว่า ได้อาศัยอยู่ที่นี่มาตั้งแต่เกิด เมื่อก่อนก็มีอยู่ไม่กี่หลัง ต่อมาคนเพิ่มขึ้น ก็สร้างบ้านรุกล้ำป่าชายเลนไปเรื่อย ๆ จนปัจจุบันบางลุงต้มมีอยู่ 140 หลัง ก็เป็นเครือญาติกันหมด แต่ทุกคนก็มีภาระต้องทำงานไม่ค่อยได้พูดคุย แต่พอบ้านมั่นคงเข้ามา ก็ทำให้เราได้ทำงานร่วมกัน พูดถึงการพัฒนาบ้านของเรา ทำให้ตระหนักว่าจะปล่อยอย่างนี้ไม่ได้แล้ว ต้องช่วยกันแก้ไข คิดว่าพอเราปรับปรุงบ้าน สร้างทางเท้า สะพานข้ามคลอง ฯลฯ เสร็จตามโครงการที่ พอช.สนับสนุน ก็จะชวนพี่น้องทำเรื่องขยะและสิ่งแวดล้อมต่อ
รูปธรรมที่ปากนคร สะท้อนให้เห็นถึงข้อเท็จจริงและความจำเป็นของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยที่มั่นคง สิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งพวกเขายินดีที่จะร่วมกันผลิกฟื้นขึ้นมา และนี่เป็นหนทางสำคัญที่แนวคิดการพัฒนาตามโครงการบ้านมั่นคงได้เข้าไปหนุนเสริม สนับสนุนให้พี่น้องชาวประมงได้สร้างบ้านที่มั่นคง สร้างชุมชนที่เข้มแข็ง โดยพี่น้องเอง




