ร่างรัฐธรรมนูฐเดินมาถึงวันนี้ ความฝันที่ภาคประชาชนจะได้เห็นตัวตนของ “สมัชชาพลเมือง” ที่ชัดเจนโดยมีกฏหมายรองรับ ดั่งที่ปรากฏในร่างแรกดูจะริบหรี่เต็มที ซึ่งความน่าจะเป็นแล้ว สมัชชาพลเมืองในร่างรัฐธรรมนูญน่าจะระบุไว้กว้างๆ ให้ประชาชนมีสิทธิรวมตัวเป็นสมัชชาพลเมือง เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาโดยไม่มีการตรากฏหมายมารองรับ
นพ.ชูชัย ศุภวงศ์ รองประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวว่า สมัชชาพลเมืองได้บัญญัติไว้หนึ่งมาตราเป็นการเฉพาะเป็นกระบวนมีส่วนร่วมของประชาชนเพื่อเปิดพื้นที่ครั้งใหม่ของชาติบ้านเมืองเพื่อสร้างวัฒนธรรมประชาธิปไตย ความเข้มแข็งของชุมชนที่จะรองรับการกระจายอำนาจจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพในอนาคต
เมื่อเป็นเช่นนี้ถามว่า ภาคประชาชนเกิดอาการฝันสลายหรือไม่ ? ก็ไม่เชิง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องนี้เป็นความคาดหวังที่สำคัญของภาคประชาชน ซึ่งมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ต้องสะดุดทางความคิดเมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น
มีภาคประชาชนจำนวนมากเช่นกัน ที่ไม่ได้เทน้ำหนักหรือทุ่มสุดตัวไปทางหนึ่งทางใด แต่จะใช้ความสำคัญกับการปฏิบัติจริงในพื้นที่เป็นเรื่องหลัก เพราะการปฏิบัติจริงในพื้นที่ได้ทำกันมาอย่างต่อเนื่อง เกิดความรู้ เกิดนวัตกรรมการพัฒนาใหม่ ๆ ที่ถูกสร้างมากับมือประชาชนเอง จะว่าไปแล้วนวัตกรรมนี้ก็คือที่มาของ “สมัชชาพลเมือง” ในร่างรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ประเด็นนี้ขอขยายความว่าแนวคิดการพัฒนาโดยชาวบ้านเป็นแกนหลัก ได้เริ่มต้นมาไม่น้อยกว่า 30 ปี บ้างก็ให้ความสนใจกับประเด็นงานที่ชาวบ้านมีปัญหาและใช้กระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนเจ้าของปัญหาเป็นผู้มีบทบาทสำคัญ เช่นการแก้ปัญหากรณีป่าชุมชน การจัดสวัสดิการชุมชน การแก้ปัญหาที่ดิน เศรษฐกิจชุมชน เป็นต้น ซึ่งจากประเด็นปัญหาเหล่านี้ได้สร้างให้ภาคประชาชนเข้าใจและตระหนักในสิทธิในด้านต่าง ๆ สิทธิการมีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น และพัฒนาไปสู่สิทธิในการจัดการตนเองโดยใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ซึ่งในร่างรัฐธรรมนูญเรียกว่า “สิทธิพลเมือง”
นี่คือทุนอันประเมินค่ามิได้ที่ภาคประชาชนร่วมกันสร้างขึ้นมา ซึ่งองค์กรภาคประชาส่วนใหญ่ยังเข้าใจและตระหนัก ว่าเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะตรารองรับไว้หรือไม่ก็ตาม
เท่าที่ผมตรวจสภาพดูตอนนี้อย่างน้อย ๆ ก็มี 3 ภาคีใหญ่ ๆ ที่ไม่ได้รอว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไร แต่จะผลักดันให้เกิดการสร้างเครื่องมือที่เรียกว่า “สมัชชาพลเมือง” อย่างต่อเนื่อง ได้แก่สภาพัฒนาการเมือง ภาคีพัฒนาประเทศไทย (TD Forum) และสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งมีการจดแจ้งจัดตั้งแล้วประมาณ 4,500 ตำบลทั่วประเทศ
โดยมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญจะออกมาอย่างไรก็ตาม แต่การสร้างตัวตนพลเมือง ในการจัดการตนเองจะต้องดำเนินการต่อเนื่อง โดยอาศัยความรู้ประสบการณ์ ฯลฯ ที่สั่งสมมาตลอด 30 ปี เป็นปัจจัยสำคัญในการทำงาน เพราะถึงแม้ว่ารัฐธรรมนูญจะระบุชัดเจน ระบุพอสมควร หรือไม่ระบุอะไรเกี่ยวกับ “สมัชชาพลเมือง” ไว้เลย การสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาชนที่จะนำไปสู่การจัดการตนเอง จะต้องเคลื่อนไปข้างหน้าต่อไปอย่างเข้มข้น และปัจจุบันยังได้เกิดความร่วมมือระหว่างสภาองค์กรชุมชนกับสภาพัฒนาพลเมืองเพื่อขับเคลื่อนงานร่วมกันภายใต้แนวคิด “ปฏิบัติการพลเมืองเต็มพื้นที่”
สาระสำคัญของปฏิบัติการครั้งนี้อันดับแรกจะต้องสร้างความตระหนักถึงสิทธิความเป็นพลเมืองว่าชุมชนคือผู้กำหนดอนาคตของชุมชนเอง มิใช่ผู้อื่นเป็นผู้กำหนด ต้องเลิกคิดว่าผู้ปกครองคือผู้วางแผน ผู้กำหนด พลเมืองเป็นผู้รอรับประโยชน์ เพราะประวัติศาสตร์อันยาวนานบอกไว้อย่างชัดเจนแล้วว่าถ้าประชาชนไม่เข้าใจสิทธิในการจัดการตนเอง ไม่เข้าไปมีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตชุมชนท้องถิ่น ความเหลื่อมล้ำความไม่เป็นธรรม ฯลฯ ก็จะเกิดขึ้น
ประการถัดมาก็คือการประสานพลเมืองผู้ตื่นรู้ทั้งหลายในชุมชนท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็นผู้นำชุมชน ครู ข้าราชการ นักพัฒนา ผู้นำศาสนา ฯลฯ สร้างเวทีกลางขึ้นมา โดยอาจใช้สภาองค์กรชุมชน หรือองค์กรภาคประชาชน/ประชาสังคมที่เข้มแข็งเป็นกลไกประสานงาน เพื่อมาร่วมพูดคุยแลกเปลี่ยนปัญหา กำหนดแนวคิด ทิศทางการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นร่วมกัน ซึ่งเวทีนี้ทุกภาคส่วนมีสถานะ สิทธิและศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน เป็นเวทีที่มีผู้รู้ มีความสามารถที่หลากหลายไม่มีใครเก่งกว่าใคร
ในการกำหนดแนวคิด ทิศทาง วิสัยทัศน์หรือแผนพัฒนา ฯลฯ อะไรก็ตามแต่ ข้อมูล ข้อเท็จจริงความต้องการของประชาชนที่จะนำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาเป็นหัวใจสำคัญ เพราะจะทำให้แผนพัฒนาที่ร่วมกันทำขึ้นมาตรงกับความต้องการและแก้ปัญหาให้กับประชาชนได้อย่างตรงจุด หรืออาจนำประเด็นที่สำคัญของชุมชนท้องถิ่นพัฒนาไปสู่การขับเคลื่อนเป็น “นโยบายสาธารณะ” ร่วมกัน ซึ่งแผนพัฒนาชุมชนท้องถิ่น หรือนโยบายสาธารณะนี่เองจะเป็นตัวบ่งบอกว่า “พลเมือง” เป็นผู้กำหนดอนาคตของตนเอง ทั้งนี้เพราะแผนพัฒนาและนโยบายสาธารณะมาจากข้อมูลข้อเท็จจริงในท้องถิ่นที่ทุกคนเห็นร่วมกันไม่เว้นแม้แต่ อปท. ซึ่งร่วมอยู่ในขบวนการนี้ด้วย
ที่ผ่านมาการไม่ยอมรับต่อกันของภาคีพัฒนาต่าง ๆ ในท้องถิ่น สาเหตุมาจากการตั้งเป้าหมายคนละอย่าง และมีข้อมูลคนละชุด ดังนั้นการสร้างเป้าหมายร่วมคือเพื่อประโยชน์ของชุมชนท้องถิ่นเป็นหลัก การมีข้อมูลชุดเดียวกันที่จะนำไปสู่การวางแผนก็จะทำให้เป็นที่ยอมรับด้วยกันของทุกฝ่ายและมีผลต่อการนำไปสู่การปฏิบัติ นี่คือความหมายของ “พลเมืองเป็นใหญ่” อย่างแท้จริง
แนวทางดังกล่าว สภาองค์กรชุมชนทั่วประเทศได้ถือเป็นวาระสำคัญในการทำงานภายใต้แนวคิด “ปฏิบัติการพลเมืองเต็มพื้นที่” โดยเริ่มจากการกำหนดให้มีการปฏิบัติการให้เกิดพื้นที่ต้นแบบและขยายผลไปสู่พื้นที่อื่น ๆ และมีเป้าหมายให้เกิดปฏิบัติการพลเมืองเต็มพื้นที่ในอนาคต โดยแนวทางนี้จะนำไปสู่การประกาศร่วมกันในการประชุมในระดับชาติของสภาองค์กรชุมชนตำบล ซึ่งจะจัดให้มีขึ้นปลายเดือนสิงหาคม 2558 นี้




