อบรมชาวบ้านภาคเหนือ ใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ 1:4000 สำรวจข้อมูลที่ดิน
ศตจ.ปชช.จังหวัดในภาคเหนือ ร่วมกับ สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศตจ.ชาติ จัดอบรม “ การใช้แผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 เพื่อจัดทำข้อมูลที่ดิน” ระหว่างวันที่ 9-10 พฤศจิกายน 2549 ณ สถาบันวิจัยสังคมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเป็นกิจกรรมภายใต้ “ โครงการบูรณาการการแก้ไขปัญหาที่ดินระดับอำเภอ” โดยมีตัวแทนชาวบ้านที่ได้รับความเดือดร้อนจากปัญหาที่ดินทำกินในภาคเหนือทุกจังหวัด มาเข้ารับการอบรม การอบรมครั้งนี้มีวิทยากรผู้เชี่ยวชาญจากกรมพัฒนาที่ดินมาให้ความรู้ สาระสำคัญที่ได้จากการอบรมได้แก่
1.การจำแนกที่ดินในประเทศไทย ซึ่งเกิดขึ้นในสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัตน์ ปี พ.ศ. 2503 และพัฒนาการมาจนกระทั่งมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วย ทั้งกรมพัฒนาที่ดิน กรมที่ดิน สภาพัฒน์ฯ
และคณะกรรมการจัดการที่ดิน เป็นต้น ทั้งนี้พัฒนาการดังกล่าวล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการใช้เทคนิคด้านการทำแผนที่และภาพถ่ายทางอากาศ ซึ่งมีผลกระทบต่อการกำหนดและถ่ายทอดแนวเขตพื้นที่ต่างๆ ลงในแผนที่มาตราส่วนต่างกัน
2.ความสำคัญของแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศมาตราส่วน 1:4000 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยจัดพิมพ์แผนที่ภาพถ่ายชนิดนี้ทั่วประเทศ และจัดว่าเป็นแผนที่ฐานในการถ่ายทอดแนวเขตต่างๆ ของรัฐลงในมาตรส่วนเดียวกันทั้งประเทศ เพื่อให้มีแนวเขตตรงกัน ซึ่งในอดีตมีปัญหามากจากการที่แต่ละหน่วยงานใช้แผนที่มาตราส่วนต่างกัน ความสำคัญอีกประการหนึ่งคือ แผนที่ภาพถ่ายชนิดนี้ภาคเอกชนไม่สามารถขอใช้ได้ สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำหนดให้ใช้เฉพาะในภารกิจของหน่วยงานรัฐเท่านั้น ดังนั้น การที่มีการอบรมและผลิตแผนที่ภาพถ่ายใช้ในโครงการนี้ถือว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี และเป็นโอกาสดีของภาคประชาชนที่จะใช้เครื่องมือนี้ให้เป็นประโยชน์
3.การค้นหาระวางภาพถ่ายฯ 1:4000 ต้องใช้ความรู้ในการอ่านค่าพิกัดจากแผนที่ภูมิประเทศ มาตราส่วน 1:50,000
เข้ามาช่วย โดยชื่อระวางของภาพถ่ายฯ 1:4000 ประกอบด้วยชุดตัวเลขที่เป็นหมายเลขระวางของแผนที่ 1:50,000 ตามด้วยชุดค่าพิกัดกริดของมุมล่างซ้ายใน แผนที่ 1:50,000 ที่ครอบคลุมบริเวณพื้นที่เป้าหมาย
4.ความหมายของมาตราส่วน 1:4000 หมายถึง ระยะทางบนภาพ 1 ซม. เท่ากับ 40 เมตร บนภูมิประเทศจริง ถ้าพื้นที่ขนาด 1 ซม.x 1 ซม. ในภาพ จะหมายถึง 40x40 เมตร = 1600 ตารางเมตรบนพื้นที่จริง หรือ 1 ไร่ ดังนั้น การเทียบสัดส่วนนี้จะมีประโยชน์ ในการวาดตำแหน่งแปลงที่ดินในภาพถ่ายให้ใกล้เคียงกับพื้นที่ภูมิประเทศจริง ทั้งขนาดแปลงและระยะเทียบเคียงกับพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียง
5.การสำรวจข้อมูลที่ดิน และการลงแปลงที่ดินในภาพถ่ายฯ โดยได้มีการฝึกปฏิบัติในพื้นที่จริง โดยแบ่งเป็น 2 พื้นที่ คือ บ้านห้วยอีค่าง ต.แม่วิน อ.แม่วาง และ บ้านโป่ง ต.แม่แฝก อ.สันทราย โดยมีชาวบ้านไปร่วมฝึกปฏิบัติกลุ่มละ 40-50 คน โดยมีลำดับขั้นตอนดังนี้
(1)หาตำแหน่งที่ตัวเองยืนอยู่ในแผนที่ 
(2)ไล่เช็คแปลงพื้นที่จากจุดที่ตัวเองรู้ และใช้ดินสอขีดเป็นรูปแปลงที่ดินของแต่ละคน จนครบทุกแปลงในแผนที่ภาพถ่ายระวางนั้น
(3)ใส่หมายเลขประจำแปลงที่ดินที่ที่ขีดวงไว้แล้ว เช่น แปลงที่ 1 2 3..........
(4)บันทึกข้อมูลรายละเอียดของแต่ละแปลงลงในแบบฟอร์มที่เตรียมไว้ เช่น ชื่อเจ้าของแปลง หมายเลขบัตรประชาชน ขนาดแปลง ปีที่ครอบครอง การใช้ประโยชน์ที่ดิน และประเภทเอกสารสิทธิ์ เป็นต้น
(5)บริเวณใดในแผนที่มีขนาดแปลงเล็ก จนมองไม่เห็น หรือมีสิ่งปลูกสร้างอื่นปกคลุม ให้นำขยายที่ร้านถ่ายรูป แล้วจึงนำมาลงแปลงได้ตามปกติ
(6)ในกรณีที่มีการลงแปลงที่ดินเต็มทั้งระวางแผนที่ ให้จัดระบบการลงหมายเลขแปลง โดยขีดเส้นแบ่งแผนที่เป็น 4 โซน โดยใช้เส้นแนวเขตภูมิประเทศเป็นแนวแบ่ง และใส่หรัสแปลงเป็น 4 โซน คือ โซนที่ 1 หมายเลข 1-100 โซนที่ 2 หมายเลข101-200 โซนที่ 3 (หมายเลข 201-300) โซนที่ 4 (หมายเลข 301-400)
(7)ข้อพึงระวังคือต้องใส่หมายเลขระวางแผนที่ภาพถ่ายฯ ไว้ในแบบฟอร์มบันทึกข้อมูลเสมอ เพื่อให้ข้อมูลที่บันทึกตรงกับรูปแปลงในระวางแผนที่
หลังจากเสร็จสิ้นกระบวนการฝึกอบรมแล้ว ชาวบ้านที่อยู่ในพื้นที่ที่มีปัญหาด้านที่ดิน และเป็นพื้นที่เป้าหมาย 239 อำเภอของโครงการ จะนำแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศไปลงแนวเขตแปลงที่ดินในพื้นที่ตนเองต่อไป และเมื่อดำเนินการสำรวจข้อมูลเสร็จแล้ว จะนำข้อมูลเหล่านี้ไปลงในระบบ GIS โดยประสานความร่วมมือกับอำเภอที่เป็นที่ตั้งของพื้นที่เป้าหมาย ซึ่งเป็นกลไกคณะทำงานแบบทีมผสมที่กำลังจะตั้งขึ้น มีองค์ประกอบของภาคชุมชนอยู่ด้วย หลังจากนั้นในระดับนโยบายจะต้องมีการประสานขอความร่วมมือจากหน่วยงานของรัฐที่รับผิดชอบดูแลที่ดินประเภทต่างๆ เพื่อถ่ายทอดแนวเขตที่ดินของรัฐลงในแผนที่ระบบเดียวกันนี้ อันจะนำไปสู่การชี้ชัดของข้อมูลว่าแปลงที่ดินของชาวบ้านตกอยู่ในแนวเขตใด อยู่มาก่อนหรือหลังการประกาศแนวเขตของรัฐ ซึ่งจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ที่สำคัญต่อการดำเนินการแก้ไขปัญหาที่ดินต่อไป
สิ่งที่ได้รับจากกระบวนการนี้ นอกจากจะได้ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินในชุมชนที่ตรงกับความเป็นจริงแล้ว ยังได้ความร่วมมือของชาวบ้านในชุมชน ที่มาทำงานร่วมกัน เพราะงานนี้ไม่สามารถทำคนเดียวได้ ทุกคนในชุมชนที่มีที่ดินต้องมาช่วยกันชี้แปลงที่ดิน เพื่อมิให้มีการล้ำแนวเขตที่ดินของตนเอง รวมถึงการให้ข้อมูลต่างๆ เช่น ปีที่ครอบครอง ขนาดแปลง และข้อมูลอื่นๆ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ชาวบ้านจะรู้กันเองในชุมชน เป็นการตรวจสอบความถูกต้องกันเอง อาจกล่าวได้ว่าแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศชุดนี้ นอกจากเป็นเครื่องมือในการทำข้อมูลแล้ว ยังเป็นเครื่องมือในการเชื่อมโยงความร่วมมือของคนในชุมชนอีกด้วย
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |
![]() |











